ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
เรื่องนักวิชาการเมืองกังตั๋ง พิมพ์ อีเมล
Q&A - ไขข้อสนใจจากไพศาล
วันพุธที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๒๘ น.


     ถาม : ผมเป็นพันธมิตรฯ ที่ได้ร่วมต่อสู้รอบแรกและรอบสอง จนญาติใกล้ชิดคนหนึ่งถูกสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79 แล้วบาดเจ็บสาหัสเกือบตาย ผมเคยมีความเชื่อว่าบรรดาผู้รักชาติจะสามัคคีต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะได้ชัยชนะ แต่ในขณะนี้ได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป บางกลุ่มได้สนับสนุนรัฐบาล เพื่อหวังผลประโยชน์ บางกลุ่มก็มีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และที่ผมต้องเขียนมาวันนี้ ก็เพราะได้ฟังนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง พูดในรายการวิทยุเมื่อช่วงเช้า ตำหนิผู้บัญชาการทหารบก ว่าพูดมาก ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นการปกป้องรัฐบาล ซึ่งผมเห็นว่าไม่มีผลงาน มีแต่การคอรัปชั่นและความไม่รับผิดชอบ ทำให้บ้านเมืองแย่ลงกว่าเดิมมาก จึงอยากทราบว่าอาจารย์มีความเห็นในเรื่องนักวิชาการอย่างไรบ้าง 


     ตอบ : เรื่องนักวิชาการนั้นเป็นเรื่องที่ผู้คนไม่ค่อยอยากพูดถึง และโดยทั่วไปคนก็ไม่กล้าพูดถึงเพราะถือว่าเป็นผู้มีความรู้ มีสติปัญญาความสามารถ แต่ผมนั้นกลับเห็นว่าบ้านเมืองของเราแทบไม่มีนักวิชาการอยู่เลย ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการส่วนใหญ่ได้แต่ลอกตำราฝรั่งเอามาพูด บางครั้งก็ลอกกากตำรามาโดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของบ้านเมือง จึงทำให้ไม่มีการพัฒนาในทางที่ถูกต้องเกิดขึ้น และซ้ำร้ายก็ก่อเกิดปัญหาเพิ่มขึ้นอีก เพราะรองเท้าฝรั่งนั้นไหนเลยจะนำมาสวมให้กับคนไทยใช้สอยได้อย่างพอเหมาะพอดีและมีความสะดวกสบาย 

     เรื่องของคุณเจิมศักดิ์ ผมฟังที่ท่านพูดหลายครั้งในระยะหลัง ๆ นี้ก็ดูแปร่ง ๆ ไป คืออุ้มชูรัฐบาลจนออกนอกหน้าและเกินงาม แต่ผมก็เห็นความจำเป็น เพราะในระบบอุปถัมภ์ของบ้านเรานั้นมันโยงใยเหนียวแน่น นักวิชาการบางคนนักการเมืองช่วยเหลือให้ลูกได้ไปเรียนในอังกฤษ มิหนำซ้ำ ยังสนับสนุนให้เมียได้ตำแหน่งการงานดี ๆ ในหน้าที่ราชการอีก เมื่อเป็นอย่างนี้ก็อาจเป็นเหตุให้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันได้ แต่แม้กระนั้นก็น่าจะรู้จักผิดชอบชั่วดีและเห็นประโยชน์บ้านเมืองยิ่งกว่าประโยชน์ตน หรือประโยชน์ของผู้ที่ให้อุปถัมภ์แก่ตน มิฉะนั้นก็จะเป็นการซ้ำเติมบ้านเมืองให้เป็นอันตรายมากขึ้นอีก 

     ในแผ่นดินจีนสมัยพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ ทรงมีพระบรมราชโองการให้จับนักวิชาการจากแคว้นต่าง ๆ เอาไปลงโทษฝังทั้งเป็นเป็นจำนวนมาก เหตุผลของพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้มีว่าแผ่นดินจีนตลอดยุคชุนชิวจ้านกว๋อต้องทำสงครามฆ่าฟันกันระหว่างแคว้นเป็นเวลาร่วม 200 ปี ผู้คนล้มตาย บาดเจ็บ สิ้นเนื้อประดาตัวนับไม่ถ้วน ล้วนมีสาเหตุมาจากการที่นักวิชาการของแต่ละแคว้นสร้างเรื่องอ้างเหตุอ้างผลยุยงส่งเสริมผู้มีอำนาจให้ทำผิดต่อประเพณี ย่ำยีราษฎร และให้มีความมักใหญ่ใฝ่สูง บ้าอำนาจ จนเกิดความขัดแย้งระหว่างแคว้นแล้วกลายเป็นสงครามฆ่าฟันกันในหมู่ประชาชาติจีน นักวิชาการเหล่านั้นจึงต้องรับผิดชอบด้วยการถูกลงโทษประหารชีวิต และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไปในวันข้างหน้า แทนที่จะใช้วิธีประหารชีวิตโดยใช้ม้าแยกร่าง ก็ให้ใช้วิธีฝังทั้งเป็นแทน ซึ่งถือว่าเป็นการให้เกียรติยิ่งกว่าวิธีใช้ม้าแยกร่าง 

     เรื่องราวอันมีมาในสมัยพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้นั้นความจริงควรจะเป็นบทเรียนให้กับนักวิชาการทั้งปวงในโลกนี้ได้คิดอ่านสร้างสรรค์ทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรและแผ่นดินให้เป็นสุข ไม่ควรที่จะใช้สติปัญญาความรู้ความสามารถของตนไปในการรับใช้สนองกิเลสตัณหาของผู้มีอำนาจ จนเสียประเพณีการปกครองแผ่นดินไป เพราะในที่สุดก็ต้องรับชะตากรรมที่พวกนักวิชาการนั้นเองได้ก่อขึ้น 

     มีอีกตัวอย่างหนึ่งในสมัยสามก๊ก ครั้งนั้นโจโฉยกกองทัพร้อยหมื่นลงใต้ หมายปราบก๊กของเล่าปี่และก๊กของซุนกวน เพื่อรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง กองทัพใหญ่ของโจโฉยกมาตั้งฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีเกียง ตั้งทัพบก ทัพเรือ เอิกเกริกไปทั้งแผ่นดินและทะเล เป็นการกดดันต่อแคว้นกังตั๋งให้ตระหนักถึงภัยสงคราม 

     ปรากฏว่าเหล่านักวิชาการแคว้นกังตั๋งเมื่อทราบข่าวศึก แทนที่จะคิดอ่านต่อสู้ป้องกันเมืองกังตั๋งไว้ให้ปลอดภัยทั้ง ๆ ที่กังตั๋งก็มีอาณาเขตกว้างใหญ่ มีเมืองขึ้นถึง 81 หัวเมือง มีกำลังทหารจำนวนมาก ข้าวปลาอาหารก็อุดมสมบูรณ์ ทั้งมีแม่น้ำแยงซีเป็นปราการขวางกั้นไว้อีกชั้นหนึ่ง แต่เหล่านักวิชาการแคว้นกังตั๋งกลับพากันออกความเห็นและช่วยกันล็อบบี้ให้ซุนกวนยอมจำนนต่อโจโฉ ซึ่งจะทำให้ซุนกวนหมดฐานะความเป็นเจ้าแคว้น กลายเป็นข้าของโจโฉ ในขณะที่เหล่านักวิชาการนอกจากไม่สูญเสียฐานะและประโยชน์ใด ๆ แล้ว อาจได้รับปูนบำเหน็จความดีความชอบจากโจโฉอีกโสตหนึ่งต่างหาก 

     ทว่าซุนกวนนั้นมีเลือดขัตติยะ ไม่ยอมก้มหัวให้ข้าศึกโดยง่าย ดังนั้นจึงคิดหาทางป้องกันต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นไทแก่ตัวไว้ ให้สมกับที่บรรพบุรุษตระกูลซุนได้ครองแคว้นกังตั๋งต่อเนื่องมาถึง 3 ชั่วอายุคน จึงส่งโลซกข้ามทะเลไปเมืองกังแฮ เพื่อเลียบเคียงถามข่าวศึกจากเล่าปี่ ขงเบ้งจึงได้ฉวยโอกาสนั้นเสนอยุทธศาสตร์ “พันธมิตรเล่า-ซุน” ร่วมมือกันต้านรับโจโฉ และอาสาเล่าปี่ไปเจรจาความให้ซุนกวนร่วมสู้กับโจโฉ 

     เมื่อขงเบ้งไปถึงแคว้นกังตั๋งก็ต้องเผชิญหน้ากับเหล่านักวิชาการของแคว้นกังตั๋ง คนเหล่านั้นแทนที่จะรู้สึกเจ็บร้อนด้วยแผ่นดินและละอายใจตัวที่ไม่มีความคิดหรือแผนการในการรับศึก กลับถือเอาการข่มและเอาชนะการโต้วาทีกับขงเบ้งเป็นเป้าหมายหลัก จึงเกิดศึกวาทะกรรมครั้งใหญ่อันลือลั่นแห่งยุคสามก๊ก ขึ้นระหว่างขงเบ้งกับบรรดานักวิชาการที่ปรึกษาของซุนกวนนับสิบคน ที่เรียงหน้าเข้ามาโต้วาทะกันอย่างดุเดือดแหลมคม 

     เรืองวิทยาคมได้พรรณนาความตอนนี้ไว้ในสามก๊กฉบับคนขายชาติอย่างพิสดารและน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเริ่มที่ยอดนักวิชาการเตียวเจียวออกหน้าเปิดฉากโจมตีก่อนว่า 

     “เตียวเจียวจึงเข้าไปว่ากับขงเบ้งว่า “แต่ก่อนข้าพเจ้าแจ้งว่าอาจารย์ฮกหลงอยู่ตำบลเขาโงลังกั๋ง เขาเลื่องลือว่ากอปรด้วยสติปัญญามากเหมือนอาจารย์ขวัญต๋ง งักเย ยังจะจริงกระนั้นหรือ” 

     ขงเบ้งเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองกังตั๋ง ไม่ทราบความที่เตียวเจียวได้เสนอให้ซุนกวนสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ ทั้งเห็นว่าเป็นแขกเมืองมาเยือนแดนกังตั๋งจึงไม่คิดว่าเตียวเจียวจะมีวาระซ่อนเร้นอยู่ในใจ คิดว่าเตียวเจียวยกย่องโดยสุจริต จึงกล่าวตอบโดยถ่อมตัวไปว่า “อันเขาสรรเสริญข้าพเจ้านั้นเป็นแต่ปัญญาภายนอก ซึ่งได้ทำการมาทั้งนั้นก็เหมือนความคิดคนทั้งปวงไม่ยากนัก ถึงผู้ใดจะทำก็ได้ อันปัญญาภายในนั้นใครยังหาล่วงรู้เห็นปรากฏไม่” 

     ขงเบ้งกล่าวถ่อมตนแต่ภายนอก เป็นนัยว่าที่ทำการสงครามกับโจโฉและเผาทหารโจโฉเสียนั้นเป็นแต่ความคิดอ่านเพียงประมาณ ซึ่งใคร ๆ ก็ทำได้โดยง่าย หาได้มีความคิดสติปัญญาวิเศษวิโสอะไรไม่ ในขณะเดียวกันก็ยังไว้เชิงว่าความคิดอ่านภายในนั้นจะเป็นประการใด ใครเล่าจะรู้ได้ ดังนั้นแม้จะเป็นการถ่อมตนอ่อนข้อให้แต่ภายนอก ส่วนภายในก็ยังตั้งท่าทีถอยไว้อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าขงเบ้งเองก็มิได้ไว้วางใจว่าเตียวเจียวจะกล่าวความโดยสุจริตใจเท่าใดนัก 

     เตียวเจียวเห็นขงเบ้งเจรจาเป็นทีแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่รับหรือปฏิเสธว่ามีสติปัญญาความคิดอ่านเสมอด้วยขวัญต๋ง งักเย วีรชนผู้มีสติปัญญาลือเลื่องของจีนในอดีตหรือไม่ แต่ก็มีนัยยะที่ตีความได้เป็นหลายนัย คืออาจตีความได้ว่าขงเบ้งยอมรับว่ามีสติปัญญาเสมอด้วยขวัญต๋ง งักเยก็ได้ หรือด้อยกว่าก็ได้ แต่ความตอนหลังที่ว่า “อันปัญญาภายในนั้นใครยังหาล่วงรู้เห็นปรากฏไม่” ก็อาจตีความได้ว่าขงเบ้งเห็นว่าตัวเองมีสติปัญญายิ่งกว่าขวัญต๋ง งักเย เสียอีกก็ได้ 

     เตียวเจียวมิรู้ว่าคำขงเบ้งมีความหมายเป็นนัยยะประการใด แต่ด้วยใจที่คิดจะข่มขงเบ้งเสียแต่ต้นจึงเริ่มโจมตีขงเบ้งด้วยเชิงชั้นทางการทูตชั้นครูว่า “ข้าพเจ้าได้ยินเขาลือว่าเล่าปี่อุตส่าห์ทำความเพียรไปเชิญท่านถึงสามครั้งจึงได้ตัวท่านมา เล่าปี่มีความยินดีดังปลาได้น้ำ มีใจกำเริบคิดการใหญ่หลวงหมายจะทำการเอาเมืองเกงจิ๋ว เห็นจะได้เป็นมั่นคงดังอยู่ในกำมือ เหมือนจะเอาเสื่อมาปูลงนั่งโดยง่าย เป็นไฉนเมืองเกงจิ๋วจึงกลับไปได้แก่โจโฉเล่า ท่านจะคิดอ่านประการใด”  

     ขงเบ้งได้ฟังคำเตียวเจียวดังนั้น ก็ประจักษ์แก่ใจในทันทีว่าที่ตั้งท่าระแวงระวังตัวในถ้อยคำครั้งแรกนั้นไม่ผิดเลย คำของเตียวเจียวดั่งนี้คือการรุกเข้าตีทางการทูตที่หมายจะข่มขวัญสะกดขงเบ้งให้จำนน ทั้งเป็นการดูหมิ่นความคิดสติปัญญาของขงเบ้งอยู่ในทีว่าเสียแรงที่เล่าปี่อุตส่าห์ไปเชิญมาทำราชการด้วยความยากลำบากถึงสามครั้ง เพียงแค่เมืองเกงจิ๋วซึ่งควรจะตกแก่เล่าปี่โดยง่ายก็กลับกลายไปตกได้แก่โจโฉ ขงเบ้งจึงคิดว่าเตียวเจียวผู้นี้เป็นขุนนางที่ปรึกษาผู้ใหญ่ของซุนกวน มีปัญญาหลักแหลมยิ่งกว่าบรรดาขุนนางทั้งปวงของเมืองกังตั๋ง หากไม่เจรจาโต้ตอบให้จนต่อถ้อยคำแล้ว เห็นจะยากต่อการเจรจาหว่านล้อมยุยงให้ซุนกวนรบกับโจโฉ จำจะต้องข่มเตียวเจียวให้จำนนเสียก่อน การข้างหน้าก็จะเจรจาว่ากล่าวได้โดยสะดวก 

     เมื่อคิดดังนี้แล้วขงเบ้งจึงลุกขึ้นจากที่นั่งในตำแหน่งแขกเมือง ออกมายืนกลางห้องโถง เอาพัดขนนกโบกไปมาแล้วว่า “ซึ่งเราจะคิดทำการเอาแผ่นดินเมืองเกงจิ๋วนั้นง่ายนัก เหมือนหนึ่งกลับฝ่ามือคว่ำแลหงาย จะทำเมื่อใดก็จะสำเร็จเมื่อนั้น ซึ่งเหตุทั้งนี้ก็เพราะนายเราเป็นคนซื่อถือความสัตย์ มิได้ปรารถนาที่จะชิงเอาสมบัติของแซ่เดียวกัน ไม่กระทำตามคำเราจึงได้ความเดือดร้อน มาน้อยใจด้วยเล่าจ๋องลูกอมมือเชื่อถือถ้อยคำคนสอพลอ เอาเมืองซงหยงไปลอบยกให้โจโฉ โจโฉจึงได้กำเริบทำการใหญ่มาถึงเพียงนี้ แลเล่าปี่นายเรามาตั้งอยู่ ณ เมืองกังแฮนั้นก็หวังจะทำการใหญ่หลวงต่อไปอยู่ ซึ่งผู้มีสติปัญญาเป็นประมาณเหมือนท่านฉะนี้ ถึงจะบอกให้ที่ไหนจะรู้ ดังเอาแก้วไปทิ้งลงไว้ในตม ก็จะลับรัศมีเสียเปล่า” 

     ขงเบ้งได้คาดการณ์กระจ่างแจ้งว่าวิสัยนักวิชาการนั้นเป็นพวกรักตัวกลัวตาย เป็นพวกประจบสอพลอ คิดแต่จะเอาตัวรอด ดังนั้นในขณะที่ขงเบ้งโอ้อวดสติปัญญาตัวข่มเตียวเจียวว่าการที่จะคิดเอาเมืองเกงจิ๋ว เป็นเรื่องง่ายดายประดุจพลิกฝ่ามือ แล้ว  ยกย่องสรรเสริญเล่าปี่ว่าเป็นคนซื่อถือความสัตย์ ในขณะเดียวกันก็ได้รุกตอบโต้เตียวเจียวด้วยการกล่าวประชดประชันว่าเล่าจ๋องเด็กอมมือหลงเชื่อถือคนประจบสอพลอ จึงลอบยกเมืองเกงจิ๋วให้แก่โจโฉ ทั้งยังข่มเตียวเจียวอย่างหนักหน่วงด้วยว่าที่เล่าปี่มาตั้งอยู่เมืองกังแฮนี้ยังมีแผนการลึกซึ้งยิ่งใหญ่อยู่ แต่ถึงจะบอกเตียวเจียวก็ไม่มีวันเข้าใจ 

     เตียวเจียวได้ฟังคำขงเบ้งรุกตอบโต้อย่างรุนแรงดังนั้น อารมณ์โกรธก็พลุ่งขึ้น เลือดฉีดขึ้นหน้าจนใบหน้าแดงก่ำ แต่สู้ข่มใจไว้กล่าวตอบไปว่า “ท่านว่าฉะนี้เรากลัวจะไม่แน่นอนเหมือนปาก ส่วนปากก็จะว่าไปทางนี้ เท้าจะเดินทางไปทางอื่นจะผิดกันไป อันขวัญต๋ง งักเย นั้นเป็นถึงอุปราช กอปรด้วยสติปัญญา ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินพระเจ้าจีฮ้วนก๋ง ปราบปรามศัตรูให้ราบคาบ บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ก็ควรที่คนจะยกย่องสรรเสริญว่ามีสติปัญญาจริง แลตัวท่านเมื่อยังอยู่เขาโงลังกั๋งนั้นเขาก็เลื่องลือว่ามีปัญญาแลความคิดปรากฏ ดังหนึ่งจะหยั่งรู้ตลอดไปในแผ่นดิน เมื่อเล่าปี่ยังมิได้ท่านมาไว้เป็นที่อุปถัมภ์นั้น จะคิดทำการสิ่งใดก็สำเร็จ แล้วก็ได้มีบ้านเมืองตั้งอยู่เป็นสุขตามวาสนาของตัว บัดนี้ได้ท่านมาไว้เป็นที่ทำนุบำรุงแล้ว เห็นว่าการใหญ่หลวงก็สำเร็จได้โดยง่ายด้วยกำลังความคิดของท่าน เหตุไฉนเล่าปี่จึงได้ความเดือดร้อนยิ่งกว่าแต่ก่อนอีกเล่า เที่ยวหนีโจโฉซุกซ่อนอยู่เหมือนหนูหนีจั่น แต่แผ่นดินสักเท่าใบพุทราก็ไม่มีที่จะอยู่ นี่แลหรือเล่าปี่ได้อาศัยความคิดของท่านทำนุบำรุงช่วยอุปถัมภ์ แลคนทั้งปวงมาสรรเสริญว่าท่านมีปัญญาเหมือนขวัญต๋ง งักเย นั้นหาสมไม่ ซึ่งเราว่าทั้งนี้ตามความจริง ท่านอย่าน้อยใจเลย” 

     เตียวเจียวแรงด้วยอารมณ์โกรธ จึงรุกตอบโต้ขงเบ้งอย่างรุนแรงหนักหน่วง ยกเอาเกียรติภูมิของขวัญต๋ง งักเย ขึ้นข่มขงเบ้ง อันเป็นเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างรุนแรงว่าเพราะเหตุที่เล่าปี่ได้ขงเบ้งมาต่างหากจึงได้รับความเดือดร้อน จนแม้แผ่นดินสักเท่าใบพุทราก็ไม่มีที่จะอาศัย 

     ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่าเตียวเจียวเริ่มมีโทสะ สติปัญญาและความคิดที่จะรักษามารยาทได้ถูกบดบังไปด้วยอำนาจแห่งโทสะ จึงกล่าวความปรามาสแขกเมืองอย่างรุนแรงถึงเพียงนี้ และนี่เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้กับขงเบ้งที่จะโต้ตอบอย่างหนักหน่วงรุนแรงเสมอกัน โดยไม่เสียหายแก่มารยาทของแขกเมืองที่จะกระทำต่อผู้เป็นเจ้าบ้าน 

     การสัประยุทธ์ในขั้นนี้ยังคงเป็นขั้นของตัวบุคคลระหว่างตัวขงเบ้งกับเตียวเจียวโดยตรง โดยขงเบ้งได้เริ่มต้นโจมตีด้วยการประณามเล่าจ๋องว่าหลงเชื่อคนประจบสอพลอ ซึ่งเป็นเชิงประชดให้กระทบถึงเตียวเจียวโดยตรง ในขณะที่เตียวเจียวก็ได้รุกตอบโต้ว่าตัวขงเบ้งนั่นแหละที่เป็นผู้ทำให้เล่าปี่ต้องเดือดร้อนพ่ายแพ้โจโฉเหมือนหนูหนีจั่น แม้แผ่นดินสักนิดหนึ่งก็ไม่มีที่จะอาศัย การชิงชัยทางการทูตในขั้นนี้จึงเป็นเรื่องที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิระหว่างสองยอดกุนซือคือขงเบ้งกับเตียวเจียวโดยตรง 

     ขงเบ้งได้ฟังคำเตียวเจียวแล้วเห็นว่าเมื่อเตียวเจียวยกเอาขวัญต๋ง งักเย อดีตมหาอุปราชครั้งแผ่นดินพระเจ้าจีห้วนก๋งมาเป็นบรรทัดฐานในการข่มศักดิ์ศรีและสติปัญญา ดังนั้นแทนที่จะหลบหลีกกระบวนท่าเข้าตีของเตียวเจียวในครั้งนี้ ขงเบ้งกลับเผชิญหน้าโดยตรงโดยไม่หวั่นไหว 

     ขงเบ้งเอามือป้องปากแล้วหัวเราะอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวสืบไปว่า “ธรรมดาผู้มีปัญญาอันพิสดาร แม้จะคิดการสิ่งใดก็ลึกซึ้ง ผู้มีปัญญาน้อยหาหยั่งรู้ถึงตลอดไม่ อุปมาเหมือนพญาครุฑ แม้จะไปทิศใดก็ย่อมบินโดยอากาศอันสูงสุดสายเมฆ มิได้บินต่ำเสมือนสกุณชาติซึ่งมีกำลังน้อย อันผู้มีสติปัญญาน้อยนั้นก็เหมือนนกทั้งปวงที่มีกำลังอันน้อย มิอาจบินสูงเสมอพญาครุฑได้ อนึ่งซึ่งคิดทำการใหญ่หลวงแลจะรีบลัดให้สำเร็จโดยเร็วนั้นจะได้หรือ อุปมาเหมือนคนไข้หนัก หมอผู้พยาบาลก็แจ้งอยู่ว่าโรคนั้นจะบรรเทาด้วยยาทุเลา ครั้นจะประกอบยาให้กล้า กำลังคนไข้ก็น้อยจะสู้กำลังยามิได้ จำจะค่อยวางยาทุเลาให้ผ่อนไปแต่วันละเวลา พยายามไปกว่าคนไข้จะถืออาหารได้มากมีกำลังแล้ว หมอก็จะประกอบยาให้มีภาษีขึ้นไปกว่าเก่า โรคนั้นก็จะหาย แลเมื่อครั้งเล่าปี่นายเราเสียทีแก่โจโฉ ออกจากเมืองยีหลำมาอยู่ ณ เมืองซินเอี๋ย พึ่งเล่าเปียวนั้นเล่าก็มีทหารเอกแต่กวนอู เตียวหุย จูล่งสามคนนี้ มีทหารเลวก็ไม่ถึงพัน เหมือนหนึ่งคนไข้หนัก อันมาอยู่เมืองซินเอี๋ยนั้นใช่จะปรารถนาตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่นั้นก็หาไม่ เป็นจำใจอยู่เพราะหาที่อาศัยมิได้ อนึ่งก็เป็นเมืองบ้านนอก ผู้คนก็เบาบาง ข้าวปลาอาหารก็น้อย แล้วก็มิได้ตั้งใจจัดแจงบ้านเมือง ถึงมาตรว่ากระนั้นก็ดี เราก็ได้เผาทหารโจโฉเสียที่ทุ่งพกบ๋องก็ครั้งหนึ่ง ที่แม่น้ำแปะโหเราก็ได้ไขน้ำให้ท่วมทหารโจโฉให้ตายเป็นอันมาก ซึ่งท่านว่าขวัญต๋ง งักเย ดีนั้นก็ยังหาปรากฏว่าได้ทำกลอุบายในการสงครามเหมือนเราไม่ ถึงว่าโจโฉได้เมืองซงหยงบัดนี้ก็เพราะเล่าจ๋องเอาไปลอบยกให้ ฝ่ายเล่าปี่นายเราก็มิรู้เห็น ขณะนั้นแม้นายเรามิรักความสัตย์จะคิดอ่านชิงเอาเมืองเกงจิ๋วก็จะได้ ที่ไหนจะได้ความเดือดร้อนถึงเพียงนี้ เพราะมีน้ำใจซื่อตรงมิได้คิดเบียดเบียนแก่แซ่เดียวกันจึงได้ความระหกระเหินแล้วเป็นห่วงอาณาประชาราษฎรทั้งสองเมืองติดตามมา จะทิ้งเสียหนีเอาตัวรอดก็มิได้ โจโฉจึงตามมาทันเข้าจึงได้ความลำบากมาอยู่เมืองกังแฮ อันซึ่งน้อยสู้มากมิได้นั้นก็เป็นประเพณีการแพ้แลชนะในสงคราม ใช่จะมีแต่นายเราก็หาไม่ เมื่อครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจทำศึกก็ยังแพ้แก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องตั้งหลายครั้ง มาภายหลังเอาชัยชนะได้ พระเจ้าฮั่นโกโจก็ได้เป็นกษัตริย์อันประเสริฐ เนื้อความทั้งนี้ท่านก็ย่อมทราบอยู่ แลท่านนี้ดีแต่จะพูดลบหลู่ผู้อื่น ยกยอตัวว่าดี แม้การมาถึงตัวกลัวจะทำไม่ได้เหมือนปากว่า การร้อยสิ่งจะให้ทำแต่สักสิ่งเดียวก็จะไม่ได้อีก นานไปเบื้องหน้าจะได้ความอัปยศแก่คนทั้งปวงอยู่” 

     ขงเบ้งได้ยกเอาผลงานในการเผากองทัพโจโฉและในการไขน้ำแม่น้ำแปะโหท่วมทหารโจโฉขึ้นแสดงว่านี่คือการคิดอ่านการสงครามที่ขวัญต๋ง งักเย ไม่เคยทำมาแต่ก่อน ทั้งได้บรรยายสถานการณ์ของเล่าปี่เป็นลำดับตั้งแต่ครั้งที่ถอยหนีจากเมืองยีหลำเป็นลำดับมาจนกระทั่งมาตั้งหลักอยู่ที่เมืองกังแฮว่าเป็นประเพณีแพ้ชนะในการสงคราม และเหตุที่เล่าปี่ต้องลำบากอยู่ในวันนี้ก็เพราะดำรงมั่นคงอยู่ในความสัตย์ เป็นการโต้ตอบการรุกของเตียวเจียวอย่างหนักหน่วงกระจ่างแจ้ง ทั้งได้ยกแสดงความในประวัติศาสตร์แต่ครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นขึ้นเป็นอุทาหรณ์ในการทำสงครามว่าพ่ายแพ้แล้วแก้เป็นชนะในภายหลัง ว่าเป็นตัวอย่างของพระมหากษัตริย์อันประเสริฐแล้วข่มกลับเตียวเจียวว่าไร้สติปัญญา การงานร้อยอย่างจะทำให้ดีสักอย่างเดียวก็ไม่ได้ 

     เตียวเจียวได้ฟังคำที่กระจ่างแจ้งโดยลำดับทั้งเหตุผลและอุทาหรณ์ในประวัติศาสตร์ทั้งปวงที่ขงเบ้งได้ยกขึ้นแสดงตีโต้อย่างหนักหน่วงดังนั้นแล้วก็มิรู้ที่จะโต้ตอบประการใดได้ เพราะในใจของเตียวเจียวขณะนี้ก็รู้ดีแก่ตัวเองว่าไม่รู้ที่จะคิดอ่านรับมือกับโจโฉประการใด ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิอันมั่นคง แลผู้คน เสบียงอาหารก็พรั่งพร้อม เตียวเจียวรู้สึกอัปยศแก่ใจนัก ไม่อาจที่จะโต้ตอบต่อไปประการใดได้ จึงเดินกลับมานั่งประจำที่เดิม 

     ฝ่ายยีหวนซึ่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนของเมืองกังตั๋งคนสำคัญอีกคนหนึ่งเห็นเตียวเจียวพลาดท่าเสียทีแก่ขงเบ้งในการปะทะด้วยวาทะศิลป์เพียงสองสามกระบวนท่า จึงลุกขึ้นจากที่นั่ง ออกไปยืนอยู่ตรงหน้าขงเบ้งแล้วว่า บัดนี้โจโฉกรีฑาทัพใหญ่ มีกำลังพลกว่าร้อยหมื่น ประหนึ่งว่าจะเหยียบเมืองกังแฮให้จมไปในพระมหาสมุทร ท่านจะคิดอ่านป้องกันเมืองกังแฮประการใดเล่า 

     ขงเบ้งเห็นยีหวนลุกออกมาว่ากล่าวดังนั้นก็ทันเชิงว่าเป็นการเข้าตีสกัดทางถอยโดยเปิดทางข้างหน้าเข้าสู่หมากตากลให้ขงเบ้งจำต้องเอ่ยปากขออาศัยอยู่กับซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง หากเป็นดังนั้นก็จะเสียเชิงยอดกุนซือของเล่าปี่ เพราะการณ์จะกลับกลายเป็นว่าเล่าปี่ ขงเบ้งสิ้นท่า จึงต้องมาขออาศัยอยู่กับซุนกวน ดังนั้นแม้ว่าจะมีวาทะศิลป์คมกล้าประการใด แต่ในทางความเป็นจริงก็คือผู้ปราชัยอยู่นั่นเอง 

     ขงเบ้งอ่านเชิงยีหวนยอดที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งของเมืองกังตั๋งกระจ่างแล้ว จึงรุกตีไปยังทางที่ยีหวนสกัดทางถอยโดยไม่ยอมก้าวล่วงไปข้างหน้าตามกลลวงที่ยีหวนวางไว้ว่า แม้นว่าโจโฉจะยกทหารถึงร้อยหมื่น เราก็หาได้หวาดหวั่นประการใดไม่ เพราะในจำนวนทหารร้อยหมื่นของโจโฉนี้ ส่วนใหญ่เป็นทหารจับฉ่ายพ่ายแพ้ศึกมาแต่ก่อน ส่วนหนึ่งเป็นทหารบ้านนอกของอ้วนเสี้ยว ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญการสงคราม ซึ่งโจโฉได้ไว้ในฐานะเป็นเชลยศึก อีกส่วนหนึ่งก็เป็นทหารเมืองเกงจิ๋วของเล่าเปียว ซึ่งเป็นทหารร่อนเร่พเนจร อาสาสมัครเป็นทหารเป็นอาชีพ เพราะมิรู้ที่จะทำมาหากินประการอื่น กองทหารแบบนี้จะปรารมภ์ไปไยเล่า 

     ยีหวนเห็นขงเบ้งตีฝ่าไปตามทางที่ได้เข้าตีสกัดไว้ดังนั้นก็ตีหนุนสำทับต่อไปด้วยการหัวเราะดังสนั่นเป็นทีเยาะเย้ยขงเบ้ง แล้วว่าท่านดูหมิ่นดูถูกกองทหารของโจโฉว่าเป็นทหารจับฉ่าย เร่ร่อน สำส่อน ไม่ชำนาญการสงคราม หากเป็นเช่นนั้นการที่เล่าปี่ต้องแตกหนีมาติดจั่นอยู่ที่เมืองกังแฮมิใช่เป็นเพราะพ่ายแพ้แก่ทหารจับฉ่าย เร่ร่อน สำส่อนกระนั้นหรือ ดังนี้แล้วยังมีหน้ามาหาคนช่วย และยังโอ้อวดว่าไม่กลัวกองทัพโจโฉ ใครเล่าจะเชื่อถือถ้อยคำท่าน 

     ขงเบ้งเห็นยีหวนเน้นเอาความกลัวไม่กลัวกองทัพโจโฉเป็นกำลังหลักในการรุกเข้าตี ทั้งได้ฟังความจากถ้อยคำของเตียวเจียวและยีหวนแล้ว ก็คาดการณ์ได้ว่าคนเหล่านี้มีความเกรงกลัวกองทัพโจโฉ แล้วคิดอ่านให้ซุนกวนสวามิภักดิ์ จึงหวั่นเกรงว่าขงเบ้งมาเมืองกังตั๋งครั้งนี้จะมาพูดจาให้ซุนกวนทำสงครามกับโจโฉ ซึ่งผิดกับวัตถุประสงค์ของพวกตัว ดังนั้นขงเบ้งจึงคิดยกเอาความกลัวขึ้นเป็นกำลังหลักในการตีโต้ยีหวนต่อไป 

     ขงเบ้งคิดดังนั้นแล้วจึงว่าที่นายเราเสียทีแตกทัพมาอยู่ที่เมืองกังแฮดังนี้ก็เพราะมีทหารแต่เพียงสามพัน น้อยกว่าน้อยนัก เทียบกันไม่ได้เลยกับกำลังทหารของโจโฉ แต่ที่หนีมาอยู่เมืองกังแฮนี้ก็ใช่ว่าจะหวาดกลัวโจโฉก็หาไม่ เพราะได้เตรียมการทำสงครามต่อต้านโจโฉต่อไป โดยไม่เคยคิดที่จะอ่อนน้อมยอมเป็นข้าโจโฉ แม้แต่สักเสี้ยวความคิดหนึ่ง 

     เมื่อขงเบ้งป้องกันฝ่ายเล่าปี่ว่าที่แตกหนีมามิใช่เพราะกลัวโจโฉแล้ว จึงรุกฆาตเข้าใส่ยีหวนในทันใดว่า “อันเมืองกังตั๋งนี้ผู้คนก็มาก ทหารก็พรักพร้อม ข้าวปลาอาหารก็บริบูรณ์แล้วทะเลก็คั่นอยู่ คับขันมั่นคงกว่าเมืองซินเอี๋ยอีก เหตุใดจึงคิดอ่านกันแต่จะให้นายของตัวไปอ่อนน้อมโจโฉเล่า หามีความละอายไม่ ที่ว่านายเรากลัวโจโฉนั้นเมื่อพิเคราะห์ดูก็เห็นประหนึ่งจะกลัวน้อยกว่าท่านอีก” 

     ขงเบ้งกล่าวสิ้นคำก็จ้องไปที่หน้าของยีหวน ยิ้มน้อย ๆ ที่ริมฝีปากเป็นทีเยาะเย้ยเหยียดหยัน จากนั้นจึงกราดสายตาไปยังบรรดาแม่ทัพนายกองของเมืองกังตั๋งซึ่งชุมนุมอยู่ในที่นั้น เป็นทีถามความในใจว่าวิสัยขุนศึกแห่งกังตั๋งจะพลอยยอมจำนนขอเป็นขี้ข้าของโจโฉเหมือนกับความคิดของที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนกระนั้นหรือ 

     ในขณะที่บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลายสบตาขงเบ้งแล้วต่างจ้องมองด้วยสายตาที่ชื่นชมเป็นทีเห็นด้วยกับขงเบ้งที่จะต้องทำสงครามต่อสู้กับโจโฉนั้น ยีหวนถูกรุกด้วยวาทะศิลป์รุนแรงเกินกว่าความคาดคิด มิเห็นทางที่จะถอยหรือโต้ตอบประการใดต่อไปได้ จึงสงบถ้อยคำแล้วถอยกลับมานั่งประจำที่อีกคนหนึ่ง 

     ฝ่ายโปเจ๋าที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนคนสำคัญของเมืองกังตั๋งอีกคนหนึ่งเห็นยีหวนยอมจำนนด้วยการปะทะฝีปากกับขงเบ้งเพียงสองกระบวนท่าก็ลุกขึ้นจากที่นั่งออกมายืนอยู่กลางห้องโถงเบื้องหน้าขงเบ้ง ตีฝีปากเล่นสำนวนประชดขงเบ้งในทันทีว่า “ท่านนี้ได้เรียนพูดมาแต่สำนักโซจิ๋น เตียวยี่หรือ ท่านมาว่ากล่าวทั้งนี้หวังจะเกลี้ยกล่อมชาวเมืองกังตั๋งให้ปลงใจหรือ” 

     อันโซจิ๋น เตียวยี่นั้น เป็นปราชญ์แห่งวาทะศิลป์ในยุคเลี๊ยดก๊ก ซึ่งเป็นยุคก่อนที่จิ๋นซีฮ่องเต้จะได้รวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง กิตติศัพท์และความปรีชาสามารถในวาทะศิลป์และเชิงชั้นทางการทูตของโซจิ๋นและเตียวยี่เกริกก้องเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้คนทั้งแผ่นดิน และเป็นที่ร่ำลือต่อมาหลายร้อยปี แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏในกิตติศัพท์ร่ำลือนั้นก็คือโซจิ๋นและเตียวยี่หาได้มีความปรีชาสามารถแต่เฉพาะเชิงชั้นทางการทูตเท่านั้นไม่ หากยังมีความปรีชาสามารถทางด้านการบริหาร การปกครอง และทางการทหารยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนอีกด้วย 

     ขงเบ้งคาดคะเนว่าโปเจ๋าเป็นนักวิชาการที่เก่งแต่ตำรา หาได้รู้ความนัยหนหลังครั้งประวัติศาสตร์และเกียรติประวัติของโซจิ๋นเตียวยี่อย่างละเอียดถี่ถ้วนไม่ ดังนั้นเมื่อโปเจ๋ายกเอาโซจิ๋น เตียวยี่ขึ้นมาเป็นหลักในการเยาะเย้ยถากถางว่าขงเบ้งเป็นแต่นักพูด หาสติปัญญาในเรื่องอื่นๆ มิได้ ขงเบ้งจึงกำหนดแผนการยุทธ์ยกเอาความปรีชาสามารถและเกียรติประวัติอันลือลั่นของโซจิ๋นเตียวยี่นั่นเองเข้าตีทำลายล้างการโจมตีของโปเจ๋า 

     ขงเบ้งกำหนดแผนการแม่นยำดังนี้แล้ว จึงหันไปเผชิญหน้ากับโปเจ๋าแล้วว่า “ท่านรู้แต่ว่าโซจิ๋น เตียวยี่เป็นคนช่างพูด อันสติปัญญาความคิดของโซจิ๋น เตียวยี่นั้น จะคิดอ่านกว้างขวางประการใดนั้นท่านหารู้ไม่ ท่านเจรจาดังนี้เหมือนคนครึ่งคน เพราะว่ารู้ไม่ตลอด ด้วยโซจิ๋นนี้ได้เป็นอุปราชถึงแปดเมือง เตียวยี่เล่าก็ได้เป็นอุปราชถึงสองแผ่นดิน คนทั้งสองนี้ก็มีปัญญาอันสามารถช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้ราบคาบด้วย อนึ่งก็แกล้วกล้าในการสงคราม แลท่านมานินทาว่าเป็นคนช่างพูดนั้นหาควรไม่ อันตัวท่านได้ยินแต่ข่าวโจโฉเท่านี้ยังกลัวตัวสั่นอยู่ ปลอบให้นายออกไปหาข้าศึกไม่วายปาก รื้อยังจะมาติเตียนท่านผู้อื่นเล่า” 

     โปเจ๋าเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายพลเรือนของซุนกวนที่สนับสนุนความคิดของเตียวเจียวให้ซุนกวนยอมอ่อนน้อมสวามิภักดิ์กับโจโฉ โดยที่ไม่เคยคิดจะต่อสู้หรือรักษาแผ่นดิน ได้ฟังคำขงเบ้งก็อัปยศในใจนัก ทั้งประวัติของโซจิ๋น และเตียวยี่ที่ขงเบ้งยกขึ้นแสดงนั้นเป็นเรื่องราวละเอียดอันปรากฏในพงศาวดารแต่อดีต ซึ่งโปเจ๋าก็มิรู้ความ จึงมิรู้ที่จะต่อถ้อยร้อยคำกับขงเบ้งประการใดต่อไปได้ โปเจ๋าจำนนต่อถ้อยคำดังนี้แล้วจึงถอยกลับมานั่งในที่เดิม 

     ซีหองที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนของเมืองกังตั๋งอีกผู้หนึ่ง เห็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่เสียทีต่อขงเบ้งต้องสงบปากสงบคำ จึงคิดที่จะสร้างเกียรติภูมิไว้ประดับตัว ดังนั้นชีหองจึงลุกขึ้นแล้วตั้งคำถามเอากับขงเบ้งว่า โจโฉนี้เป็นใครท่านรู้จักหรือไม่ 

     คำถามของซีหองผู้นี้แม้ว่าจะเห็นเป็นเรื่องคำถามง่าย ๆ แต่ความจริงกลับกลายเป็นเรื่องลึกซึ้ง เพราะนี่คือกลลวงทางการทูตที่มีเป้าหมายให้ขงเบ้งจำต้องยอมรับนับถือตามความเป็นจริงว่าโจโฉผู้บัญชาการทัพหลวงที่กรีฑาทัพใหญ่มาตั้งมั่นอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีบัดนี้นั้น คือผู้ถือรับสั่งตามพระบรมราชโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ปราบปรามศัตรูแผ่นดินผู้ก่อการกบฏเพื่อรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง ดังนั้นผู้ใดขัดขืนย่อมได้ชื่อตามกฎหมายในขณะนั้นว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดิน ซึ่งซีหองคาดหวังว่าขงเบ้งจะไม่สามารถปฏิเสธฐานะและความจริงที่โจโฉเป็นอัครมหาเสนาบดีในพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้  และเมื่อนั้นก็เท่ากับว่าเล่าปี่เป็นฝ่ายกบฏที่โจโฉมีความชอบธรรมที่จะปราบปราม ในขณะเดียวกันย่อมเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ซุนกวนซึ่งเป็นเจ้าเมืองของหัวเมืองในราชวงศ์ฮั่นจะอ่อนน้อมสวามิภักดิ์โดยไม่เสียศักดิ์และศรีแต่ประการใด 

     คำถามที่ง่ายและสั้นเช่นนี้แท้จริงกลับหนักหน่วงลุ่มลึกยิ่งกว่าถ้อยคำของบรรดาที่ปรึกษาคนก่อน ๆ ของซุนกวน เพราะนี่คือสุดยอดวิชากระบี่ข้อที่สามที่ปลายคมกระบี่ต้องถึงที่หมายด้วยระยะทางที่สั้นตรงที่สุดนั่นเอง 

     คมปลายกระบี่แห่งลิ้นคำคนของชีหองที่เกิดจากการตั้งคำถามสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “โจโฉนั้นเป็นผู้ใด ท่านแจ้งหรือไม่” ได้พุ่งเข้าจ่อคอหอยของขงเบ้งโดยไม่ทันตั้งตัวเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น 

     แต่ผู้เรืองปัญญาแจ้งฟ้าจบดินแบบจูกัดเหลียง-ขงเบ้งนี้ ไหนเลยจะเป็นแค่มือกระบี่ธรรมดา หากเป็นเซียนกระบี่ที่บรรลุแล้วซึ่งวิชาไหมฟ้าอันคงกระพัน คงทนต่อความคมกล้าแห่งอาวุธทุกชนิด โดยเฉพาะคมคำคน 

     ขงเบ้งรู้สถานการณ์เป็นอันดี จึงสะบัดกระบี่ด้วยลิ้นคำคนอันคมกริบ ปัดปลายคมแห่งวาจาของชีหองซึ่งหน้าตรง ๆ ว่า “โจโฉนั้นเป็นศัตรูพระเจ้าเหี้ยนเต้ ใคร ๆ ก็แจ้งอยู่สิ้น เหตุใดท่านจึงมาถามดังนี้” 

     ขงเบ้งไม่กล่าวถึงฐานะทางราชการของโจโฉที่ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีในพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่กลับตอบโต้ด้วยพฤติกรรมของโจโฉที่ปฏิบัติต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ อันเป็นพฤติกรรมของทรราช มีลักษณะเป็นศัตรูต่อราชสมบัติ แล้วตั้งความกังขาสงสัยเอากับชีหองว่า เหตุใดจึงมาตั้งคำถามในลักษณะนี้ 

     นี่คือการวางกลลวงให้ชีหองต้องตกลงในหลุมพราง เพราะถ้าหากชีหองได้อรรถาธิบายสร้างความชอบธรรมให้แก่โจโฉแล้ว ก็เท่ากับทำลายความชอบธรรมของแคว้นกังตั๋งที่จะต่อสู้ทำสงครามกับโจโฉต่อไป ทั้งจะทำให้ตัวชีหองกลายเป็นผู้ยกย่องศัตรูราชสมบัติ และจะสิ้นความชอบธรรมแต่บัดนั้น 

     ชีหองไม่รู้กลการทูตของขงเบ้ง จึงถลำเข้าสู่บ่วงกลตอบขงเบ้งว่า “ตั้งแต่พระเจ้าฮั่นโกโจได้เสวยราชสมบัติ แผ่นดินเป็นสุขมาช้านาน บัดนี้ถึงกำหนดแผ่นดินเป็นจลาจล โจโฉก็ปราบปรามขอบขัณฑสีมาให้อยู่ในอำนาจของตัวได้ถึงสองส่วนแล้ว เล่าปี่นายท่านมิได้รู้จักลักษณการ ควรหรือจะคิดต่อสู้โจโฉนั้น เหมือนเอาไข่ไปกระทบหินก็จะเป็นอันตรายไปเอง” 

     ชีหองแม้หลงกลแต่ก็ยังสงวนเชิงมิได้เอ่ยปากแสดงความชอบธรรมของโจโฉในการครองอำนาจรัฐ คงแสดงด้านอำนาจของโจโฉที่สามารถปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ จนราบคาบไปแล้วถึงสองในสามส่วน 

     ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงรุกชีหองให้ตกลงในบ่วงกลต่อไปว่า “ท่านว่าฉะนี้มิชอบ อันเล่าปี่นายเราคิดอ่านทำการทั้งนี้เพราะมีความกตัญญูต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ เห็นว่าโจโฉเป็นศัตรูแผ่นดิน จึงเจ็บร้อนเพื่อจะสนองคุณเจ้า แลตัวท่านก็เป็นข้าแผ่นดินอยู่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไม่มีความภักดีต่อเจ้ากลับเห็นชอบด้วยศัตรูแผ่นดิน หามีความกตัญญูไม่ จะมาถือเอาว่าการแผ่นดินจะสาบสูญนั้นจะได้หรือ คำข้อนี้ท่านอย่าเจรจาต่อไปเลยเราไม่ขอได้ยิน” 

     ชีหองถึงอย่างไรก็ยังคงเป็นนักวิชาการ แม้ว่าจะเป็นนักวิชาการประเภทบัณฑิตเต้าหู้ก็ตามที ดังนั้นความสำนึกในผิดชอบชั่วดีและความถูกต้องชอบธรรมจึงยังคงหลงเหลืออยู่ในจิตใจ ครั้นได้ฟังคำขงเบ้งที่มั่นคงอยู่ด้วยธรรมเนียมประเพณีที่ข้าแผ่นดินต้องภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และถูกขงเบ้งกล่าวหาว่าไม่รู้จักร้อนด้วยพระมหากษัตริย์ นับว่าเป็นคนอกตัญญูก็อับจนต่อถ้อยคำ และรู้สึกอัปยศอดสูยิ่งนัก จึงเจรจาต่อไปมิได้แล้วถอยกลับมานั่งที่เดิม 

     ฝ่ายลกเจ๊กซึ่งเป็นขุนนางที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนอีกผู้หนึ่ง เห็นเพื่อนขุนนางด้วยกันถูกตีจนต้องถอยร่นกลับมานั่งในที่เดิมก็เห็นเป็นโอกาสที่จะแสดงภูมิปัญญาความสามารถในเชิงวาทะศิลป์ให้ปรากฏ 

     เมื่อคิดดังนี้แล้วลกเจ๊กจึงลุกเดินจากที่นั่งตามตำแหน่งออกไปว่ากล่าวกับขงเบ้งว่าตัวข้าพเจ้านี้ชื่อลกเจ๊ก เป็นขุนนางเมืองกังตั๋ง ได้ฟังคำท่านแล้วเห็นชอบกลอยู่ จะใคร่ขอถามความท่านสักคำหนึ่งว่า “อันโจโฉนี้มาตรว่าทำหยาบช้า แอบรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ เที่ยวปราบปรามบ้านเมืองทั้งปวงให้แผ่นดินเดือดร้อนก็จริง แต่ว่าโจโฉนี้เป็นเชื้อสายของโจฉำผู้เป็นอุปราช มาแต่แผ่นดินก่อน อันเล่าปี่นี้ว่าเป็นเชื้อกษัตริย์กระเซ็นกระสายพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นเราไม่รู้ แจ้งแต่ว่าตระกูลของเล่าปี่นั้นเป็นคนอนาถา ตัวเล่าปี่เล่าก็เป็นแต่คนทอเสื่อขาย ควรหรือจะมาองอาจไม่คิดเจียมตัว แลจะต่อสู้โจโฉนั้นเราไม่เห็นด้วย” 

     ลกเจ๊กเห็นเพื่อนขุนนางกล่าวโต้ตอบกับขงเบ้งด้วยเหตุและผลประการต่าง ๆ แล้วต่อสู้ถ้อยคำของขงเบ้งมิได้ จึงเห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับฐานะและตระกูลที่โจโฉเป็นถึงทายาทของมหาอุปราชในแผ่นดินก่อนนั้นเด่นชัด สามารถจะข่มฐานะและตระกูลของเล่าปี่ได้ถนัดมือ แล้วขงเบ้งคงจะไม่สามารถแสดงเหตุผลหักล้างกลบเกลื่อนให้เป็นอื่นไปได้ ดังนั้นจึงยกเอาเรื่องฐานะและตระกูลเป็นประเด็นหลักรุกเข้าตีขงเบ้ง 

     ขงเบ้งพอได้ยินชื่อขุนนางหนุ่มเมืองกังตั๋งที่ลุกขึ้นจากที่ออกมายืนอยู่กลางห้องโถงกล่าวความดังนั้น เหตุการณ์ที่เล่าลือเกี่ยวกับตัวลกเจ๊กเมื่อครั้งอยู่ในวัยเด็ก แล้วเข้าไปในงานเลี้ยงที่อ้วนสุดจัดขึ้นก็ย้อนกลับเข้าสู่ห้วงความคิดและความทรงจำอย่างแจ่มแจ้ง 

     ดังนั้นเมื่อลกเจ๊กยกประเด็นเรื่องฐานะและตระกูลระหว่างโจโฉกับเล่าปี่ขึ้นเป็นข้อโจมตี ขงเบ้งจึงกุมเอาประเด็นเดียวกันนี้รุกตอบโต้ลกเจ๊กอย่างหนักหน่วงในทันใดว่า “ท่านนี้หรือชื่อว่าลกเจ๊ก เมื่อยังเป็นเด็กอยู่นั้นลักส้มเขาเอาไปให้มารดา นั่งลงเถิดเราจะเจรจาด้วย ซึ่งท่านนับถือโจโฉว่าเป็นเชื้อสายของโจฉำก็จริง แต่โจฉำนั้นเป็นคนกตัญญูสัตย์ซื่อต่อเจ้าปรากฏมาแต่ก่อน อันโจโฉนี้เป็นคนเสียชาติเสียตระกูล มิได้ประพฤติตามประเพณีปู่ย่าตายาย ทำให้ผิดจากตระกูลของตัว ซึ่งจะนับถือว่าดีนั้นก็แต่คนพาลเหมือนหนึ่งท่าน อันเล่าปี่นายเรานั้นก็เป็นเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ทำนุบำรุงให้ยศถานาศักดิ์ คนทั้งปวงก็รู้อยู่ เหตุไฉนท่านจึงว่าเป็นคนอนาถา ถึงมาตรว่าเป็นคนทอเสื่อขายเกือกก็ดี อันนี้ประเพณีเป็นที่ทำมาหากินจะอับอายเป็นกระไรนักหนา ฝ่ายพระเจ้าฮั่นโกโจนั้นเล่าก็มิใช่เป็นเชื้อพระวงศ์มา แต่ก่อนก็เป็นแต่พันนายบ้าน แต่กอปรไปด้วยความเพียรก็ได้เป็นกษัตริย์อันใหญ่จึงได้สืบพระราชวงศ์เสวยราชสมบัติมาตราบเท่าทุกวันนี้ ท่านจะมาประมาทเล่าปี่นายเรานั้นหาควรไม่ ตัวท่านเป็นเด็กยังมิสิ้นกลิ่นน้ำนม จะมาอวดรู้กว่าผู้ใหญ่นั้นอย่าเจรจาสืบไปเลย”

     ลกเจ๊กไม่คาดคิดว่าขงเบ้งจะรู้ความหลังครั้งก่อนแต่ครั้งตัวอยู่ในวัยเด็ก ได้เข้าไปในงานเลี้ยงที่อ้วนสุดจัดขึ้น แล้วลักส้มจากงานเลี้ยงจนถูกจับได้ ครั้นถูกไต่สวนก็รับสารภาพ แต่อ้างว่าที่ลักส้มนั้นมิได้มีเถยจิตคิดเป็นโจร เป็นแต่รำลึกถึงคุณมารดาจึงลักส้มเพื่อจะเอาไปให้มารดา พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเกิดความสงสารจึงปล่อยตัวไป ครั้นถูกขงเบ้งลำเลิกความหลังขึ้นต่อหน้าบรรดาเพื่อนขุนนางดังนี้ก็รู้สึกละอายใจ และได้รับความอัปยศเป็นอันมาก    ทั้งถ้อยคำที่ขงเบ้งเจรจาโต้ตอบล้วนเป็นความจริงที่ใคร ๆ ก็รู้กันทั่วไป แม้ลกเจ๊กเองก็รู้กระจ่าง จึงสิ้นคำที่จะต่อถ้อยวาจากับขงเบ้งอีกต่อไป ลกเจ๊กได้ความอัปยศดังนี้จึงก้มหน้าถอยกลับมานั่งในที่เดิม

     ฝ่ายเหยียมจุ้นซึ่งเป็นขุนนางตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนอีกคนหนึ่ง เห็นบรรดาเพื่อนขุนนางต่อถ้อยร้อยคำสู้ขงเบ้งมิได้ ต่างถูกตีโต้จนต้องสงบปากสงบคำแล้วถอยกลับมานั่งอยู่ในตำแหน่งที่เดิมก็คิดว่าเพื่อนขุนนางเหล่านั้นยกความขึ้นเจรจาในเรื่องการเมือง การปกครอง และตระกูลฐานะ ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ขงเบ้งรอบรู้และถนัดจัดเจน ดังนั้นจึงต่อสู้ด้วยขงเบ้งมิได้ หากได้ยกประเด็นเกี่ยวกับบทกฎหมายอันเป็นราชนิติขึ้นว่ากล่าวแล้ว ขงเบ้งอาจจะไม่ล่วงรู้กระจ่างแจ้ง คงจะเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง

     เหยียมจุ้นคะเนการดังนี้แล้วจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปกลางห้องโถงบ้าง คำนับขงเบ้งเป็นทีอ่อนน้อมตามธรรมเนียมแล้วว่า อันวาจาที่ท่านกล่าวทั้งนี้ล้วนเป็นเรื่องที่โต้เถียงกันไปได้ในประการต่าง ๆ สุดแท้แต่โวหารของผู้ใดจะมีโวหารกว่ากัน หาเป็นแก่นสารไม่

     เหยียมจุ้นตำหนิการยกเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้ตอบโต้กันมาว่าไร้สาระแล้วจึงถามขงเบ้งต่อไปว่า ในการปกครองบ้านเมืองนั้นท่านอาศัยคัมภีร์บทกฎหมายประการใด

     ขงเบ้งมองไปทางเหยียมจุ้น ครั้นได้ฟังคำของเหยียมจุ้นแล้วจึงเขม้นมองเหยียมจุ้นตั้งแต่หัวจรดเท้า ในใจก็คิดว่าเหยียมจุ้นเจรจาความทั้งนี้ช่างไร้สาระแก่นสารยิ่งกว่าบรรดาขุนนางทั้งปวง ทั้งไม่เกี่ยวกับเรื่องราวการศึกสงครามที่กองทัพโจโฉกดดันอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีแม้แต่น้อย แต่หากไม่ตอบถ้อยสั่งสอนเหยียมจุ้นเสียบ้างแล้ว   เหยียมจุ้นก็จะสำคัญผิดในตัวเองไปมากกว่านี้

     ดังนั้นขงเบ้งจึงโต้เหยียมจุ้นกลับไปว่า “ซึ่งท่านจะให้ค้นเอาถ้อยคำอันคนโบราณตกแต่งไว้ไพเราะอยู่แล้วมาเจรจานั้นหามีใครนับถือไม่ ด้วยเป็นคนลอกกากตำรา ถ้าท่านดีมีปัญญาก็จะผ่อนผันด้วยความคิดของตัว ถึงจะทำการณรงค์สงครามก็อาศัยปัญญาเป็นปัจจุบัน จึงจะแก้ไขเอาชัยชนะได้ ซึ่งท่านผู้มีสติปัญญาแต่ก่อนได้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินนั้น ใช่จะเอาตำรามากางดูก็หาไม่ อันตัวท่านเหล่านี้ก็ดี แต่มีกระดาษกับพู่กัน ตกแต่งถ้อยคำพูดเล่นตามสบาย”

     เหยียมจุ้นถูกขงเบ้งรุกตอบโต้ตรงกับจุดอ่อนที่มีอยู่ในใจแบบนักวิชาการคือนอกจากกากตำราซึ่งมีอยู่เต็มหัวแล้วไม่มีความคิดอ่านหรือข้อคิดเห็นอันใดที่เป็นส่วนตัวก็อ้ำอึ้งอยู่ ในขณะที่มิรู้ที่จะทำประการใดนั้น ก็ได้ยินเสียงเพื่อนขุนนางที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งคือเทียตก ดังมาแต่ข้างหลังว่าความอันขงเบ้งท่านเจรจาช่างวางกล้ามใหญ่โตราวกับว่าการใดในแผ่นดินก็รู้กระจ่างทำได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไปทั้งสิ้น ข้าพเจ้าเกรงว่าเวลาทำเข้าจริงจะไม่เหมือนดังที่ปากว่า เมื่อนั้นตัวข้าพเจ้าถึงแม้จะเป็นผู้น้อย เอาการงานอันใดมิได้ก็จะพลอยหัวเราะเยาะเอาได้

     เหยียมจุ้นได้ยินเสียงเทียตกจึงรู้สึกประหนึ่งมวยที่กำลังถูกชกล้มลงกับพื้น แล้วได้ยินเสียงระฆังช่วยก็ดีใจ รีบถอยกลับมานั่งที่เดิม สวนกับเทียตกซึ่งลุกเดินออกจากที่เข้ามาแทน

     ขงเบ้งได้ยินเสียงเทียตกก็มองผ่านเหยียมจุ้น เห็นเทียตกเดินออกมา แต่ถ้อยคำอันเทียตกเจรจาว่ากล่าวนั้นก็หาแก่นสารอันใดมิได้ แต่เนื่องเพราะขงเบ้งประสงค์ที่จะแสดงภูมิปัญญาให้ปรากฏไว้แก่ขุนนางเมืองกังตั๋ง    จึงย้ำคำของเทียตกยอมรับเสียตรง ๆ ว่าตัวเทียตกนั้นเป็นคนเอาการมิได้

     แล้วว่า “อันลักษณะคนเอาการมิได้นั้นมีสองประการ อันคนเอาการมิได้ที่ดีนั้นก็ย่อมประกอบด้วยความอุตส่าห์กระทำการสนองคุณเจ้าโดยสุจริตตามสติปัญญา แล้วก็มัธยัสถ์เจียมตัวมิได้ลบหลู่ผู้อื่น ซึ่งเอาการมิได้ที่ชั่วนั้นก็เจรจาโจกเจกเล่น การสักสิ่งหนึ่งก็ทำมิเป็น คนจำพวกนี้ก็ได้ชื่อว่าชั่วนัก ซึ่งท่านจะเก็บเอาคำคนโบราณมาเจรจาด้วยเรานั้นจะประโยชน์อันใด เราหาต้องการไม่”

     ขงเบ้งไม่เพียงกล่าวโจมตีเทียตก โดยย้อนคำที่เทียตกกล่าวขึ้นเองว่าเป็นคนที่เอาการมิได้ และได้แสดงถึงลักษณะคนที่เอาการมิได้ว่ามีอยู่สองประเภท คือประเภทที่เอาการมิได้แต่ยังเป็นคนดี กับประเภทที่เอาการมิได้แต่เป็นคนชั่ว ขงเบ้งได้กระหน่ำตีเทียตกว่านอกจากเป็นคนที่เอาการมิได้แล้ว ยังเป็นคนเอาการมิได้ประเภทที่เป็นคนชั่วอีกด้วย

     เทียตกได้ยินคำขงเบ้งก็อดสูใจนัก มิรู้ที่จะโต้ตอบประการใด จึงถอยกลับเข้ามานั่งในที่เดิม

     ในขณะนั้นบรรดาขุนนางที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนที่ต่างคนต่างถอยกลับมานั่งตามที่ประจำตำแหน่งตัว ให้รู้สึกอัปยศและอับจนถ้อยคำ ได้แต่ก้มหน้านิ่งแล้วมองตากันปริบ ๆ

     ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงเดินกลับไปนั่งที่สำหรับแขกเมืองดังเดิม แล้วเอาพัดขนนกโบกไปมา ทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อน”

     ผมพิเคราะห์ดูลีลานักวิชาการบ้านเราแล้ว ที่ดีก็คงมีอยู่ แต่เท่าที่เห็น ๆ กันนั้นก็ไม่ต่างอันใดกับนักวิชาการเมืองกังตั๋ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจอันใดที่ในขณะที่บ้านเมืองย่ำแย่ยับเยิน ราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า จึงได้ยินแต่เสียงนักวิชาการพูดกันแต่เรื่องสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน โปร่งใส ธรรมาภิบาล สามัคคี ปรองดอง แล้วเอาหัวไปซุกใต้รักแร้ของนักการเมืองจนลืมคุณแผ่นดินไปสิ้น

     บางคนในขณะที่วางก้ามเป็นผู้ทรงปัญญาวิชาคุณ แต่กลับเข้าหาผู้มีอำนาจขอเป็นพวก ขอหน้าที่การงานดี ๆ ขอโครงการวิจัยมาทำ ขอให้ช่วยนั่น หนุนนี่ ดูไปแล้วบางทีก็รู้สึกว่าแย่กว่านักวิชาการเมืองกังตั๋งเสียอีก เพราะนักวิชาการเมืองกังตั๋งที่ว่าแย่นั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีพฤติกรรมแบบนี้เลย.


 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License