|
Q&A -
ไขข้อสนใจจากไพศาล
|
|
วันอังคารที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๑๐ น. |
|
ถาม : ดิฉันเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และรักนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาก ท่านเป็นคนดี มีความอ่อนน้อม ฉลาด เก่ง แต่ยังไม่แน่ใจว่ากล้าหาญหรือไม่ ดิฉันรู้สึกเป็นห่วงท่านเพราะรู้สึกว่าพวกโจรการเมืองที่ร่วมอยู่ในรัฐบาลกดดันบีบคั้นท่านเหลือเกิน พวกมันคิดแต่จะโกงบ้านโกงเมือง ท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะรับมือได้ไหวหรือ อยากทราบว่าคุณไพศาล มีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร
ตอบ : ก็จริงอย่างว่า รัฐบาลผสมชุดนี้ได้รับสมญาว่าเป็นรัฐบาลเทพอสูร คือมีทั้งเทพและอสูรรวมกันอยู่ แต่จะทำอย่างไรได้เพราะเป็นรัฐบาลที่จะตั้งขึ้นหลังจากพรรคที่ได้รับคะแนนมากล้มเหลวไปแล้ว จึงเหมือนกับการเล่นหมากรุกกลางกระดาน จะเอาดังใจทุกอย่างคงไม่ได้ จะต้องอดทน อดกลั้น แต่ก็ต้องเดินหมากให้ดีด้วย หากเดินดีก็ชนะ เดินไม่ดีก็แพ้ เดินอย่างกลาง ๆ ก็เสมอกัน ขณะนี้ก็เป็นความจริงว่านักการเมืองที่ร่วมรัฐบาลอยู่กดดันบีบคั้นรัฐบาลจนหน้าเขียวหน้าเหลือง จะเอาอะไรก็จะเอาให้ได้ดังใจ ไม่คิดถึงชาติบ้านเมืองและประชาชนว่าจะรู้สึกนึกคิดอย่างไร และไม่เคยคิดว่าค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ให้บ้านเมืองอยู่ได้ก่อน ทุกคนก็อยู่ได้ กลับคิดเสียว่าเวลาน้อย รีบกิน รีบเผ่น จะดีกว่า จึงทำให้วิกฤตซ้ำเติมบ้านเมืองมากขึ้น ดีไม่ดีจะพาเอาชาติบ้านเมืองพินาศหมด ตรงนี้น่าเห็นใจคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ผมเองมีจุดยืนและมีความเห็นมาแต่ต้นแล้วว่า จะต้องหาทางประคับประคองให้รัฐบาลนี้อยู่ไปตลอดรอดฝั่ง เพราะหากลาออกหรือยุบสภาในกลางคันก็จะเกิดช่องว่างแห่งอำนาจ วิกฤตทางเศรษฐกิจก็จะพาชาติบ้านเมืองพินาศย่อยยับ ปัญหาความแตกแยกก็จะหนักหน่วงกว่านี้ ดีไม่ดีจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง จึงได้เอาใจช่วยและเพียรออกความคิดความเห็นมาเป็นลำดับ แต่จะได้ผลแค่ไหนก็ไม่รู้เพราะเสียงนกเสียงปลาไม่ค่อยมีใครสนใจดอก
สถานการณ์ในขณะนี้มีแนวทางปฏิบัติอยู่ 3 แนว คือ ยอมจำนน หรือทำการแบบสิ้นคิด หรือทำการแบบมีสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมือง
1. แนวทางยอมจำนน คือนักการเมืองร่วมรัฐบาลจะเอาอะไร จะโกงอย่างไร ก็ปล่อยไปตามบุญตามกรรม ให้ประชาชนจัดการกับนักการเมืองขี้โกงเหล่านั้นกันเอาเอง ก็จะไปได้ระยะหนึ่ง แต่ต้องแลกมาด้วยความดับสูญของพรรคประชาธิปัตย์ และปูทางให้กับการเติบใหญ่ของการเมืองน้ำเน่า ที่จะกลับไปสู่การฉ้อฉลปล้นแผ่นดินที่รุนแรงเหมือนไม่กี่ปีที่ผ่านมา
2. ทำการแบบสิ้นคิด คือยุบสภาหรือลาออก ซึ่งเป็นการกระทำตามอารมณ์และขาดความอดทนอดกลั้น ถ้าเป็นอย่างนี้วิกฤตเศรษฐกิจจะซ้ำหนัก จะชักพาเอาบ้านเมืองและภาคธุรกิจพินาศหมดสิ้น และจะสร้างวิกฤตการเมืองใหม่ตามมา จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งอาจจะเยื้อไปถึง 10 ปี
3. ทำการแบบมีสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมือง คืออาศัยความสัตย์สุจริตต่อแผ่นดินเป็นที่ตั้ง อาศัยความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นที่ตั้ง เคารพเชื่อมั่นและอาศัยพลังของมหาชนชาวไทยเป็นที่ตั้งตามแบบอย่างที่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้ทำไว้เป็นตัวอย่าง เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี 3 สมัย 8 ปี กำจัดคนไม่ดีออกไปจากอำนาจ ส่งเสริมคนดีให้เข้ามามีอำนาจแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวมั่นคง ก็จะฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ ถ้าทำอย่างนี้ไม่มีใครกล้าหือดอก พวกที่เห็นซ่าส์ๆ นั้น เนื้อแท้เป็นเสือกระดาษทั้งสิ้น ซ่าส์ได้ก็เพราะอำนาจ ที่ได้มาเพราะนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำความไปกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวให้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้มีอำนาจทางการเมือง หากถอดหัวโขนออกไปเสีย ก็จะเชื่องเหมือนแมว อยู่ที่ว่าอ่านใจกันขาดและกล้าใช้อำนาจอาญาสิทธิ์ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งไว้หรือไม่เท่านั้น
ก็ไม่รู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์และคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไปแนวไหน จะใช้แนวทางใด
เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจ อยากจะยกตัวอย่างในสามก๊กซึ่งครั้งหนึ่งมีขุนนางไปถามโจโฉว่าเหตุใดท่านจึงเข้มงวดกับขุนนางบางคน แต่เหตุใดท่านจึงปล่อยให้ขุนนางบางคนทำการตามอำเภอใจ แม้กระทั่งฉ้อราษฎร์บังหลวงเล่า
โจโฉตอบว่า การเลี้ยงคนก็เหมือนกับการเลี้ยงเสือและนกอินทรี จะต้องรู้ว่าเขาเป็นเสือหรือนกอินทรี เพราะหากเป็นเสือต้องเลี้ยงให้อิ่ม ถ้าหากเลี้ยงให้อด ๆ อยาก ๆ เสือก็จะกัดหรือกินคนเลี้ยง ส่วนนกอินทรีนั้นต้องเลี้ยงให้อด ๆ อยาก ๆ จึงจะออกไปล่าเหยื่อได้ เพราะถ้าเลี้ยงให้อิ่มก็จะไม่ยอมไปล่าเหยื่อ แต่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โชคร้ายกว่าโจโฉตรงที่เจอทั้งเสือและนกอินทรีที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวอยู่ในตัวนักการเมืองซึ่งร่วมรัฐบาลอยู่ ขืนเลี้ยงให้อิ่ม มันก็หนีเข้าป่าตั้งตัวเป็นเจ้าป่าแล้วมาทำร้ายคนเลี้ยงเสียอีก หรือถ้าเลี้ยงให้อด ๆ อยาก ๆ มันก็ข่มเหงรังแก ข่มขู่กดดันคนเลี้ยงจนไม่เป็นอันทำการงานอย่างอื่น
ดังนั้นเลี้ยงเสือหรือนกอินทรีย่อมสามารถเลี้ยงได้ตามคติการใช้คนแบบโจโฉ แต่ถ้าทั้งเสือและนกอินทรีมันรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เลี้ยงให้อิ่มก็ไม่ได้ ให้อด ๆ อยาก ๆ ก็ไม่ได้ ทางเดียวเท่านั้นคือต้องฆ่าเสีย การฆ่าในที่นี้หมายถึงการฆ่าในภาษาของพระพุทธเจ้าคือไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่เสวนาด้วย ก็ลองคิดดู.
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๒๓ น. |