|
พิธีอาเพศพินาศ กำจัดไข้หวัดมรณะได้!!! |
|
|
|
Q&A -
ไขข้อสนใจจากไพศาล
|
|
วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๐๘ น. |
|
ถาม : ดิฉันมีบุตรสาวเพียงคนเดียว เรียนอยู่ชั้นอนุบาล ได้ติดตามข่าวไข้หวัดเม็กซิโกระบาดอย่างร้ายแรง ด้วยความสนใจมาก และเป็นห่วงว่าคนจะตายด้วยโรคนี้จำนวนมาก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้อ่านข่าวว่าเคยมีพระราชพิธีอาเพศพินาศในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ทำให้โรคหายไปได้ จึงอยากทราบว่าพิธีนี้เป็นอย่างไร กรุณาอธิบายด้วย
ตอบ : ก่อนอื่นก็ขอเรียนเกี่ยวกับที่มาของพระราชพิธีอาเพศพินาศเสียก่อน ว่าเนื่องมาจากเหตุการณ์ในพระพุทธศาสนา ดังที่ปรากฏในรัตนสูตรว่าสมัยหนึ่งเมืองไพสาลีเกิดโรคห่ากินเมือง ไม่มียารักษา ชาวเมืองล้มตายลงเป็นเบือ พระเจ้าพิมพิสารมหาราชแห่งแคว้นมคธ โดยคำแนะนำของมุกขมนตรีทั้งปวงได้กราบทูลเชิญเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อพึ่งพระบารมีกำจัดโรคห่า พระพุทธองค์ทรงรับนิมนต์ จึงพร้อมด้วยพระสงฆ์หมู่ใหญ่เดินทางไปยังเมืองไพสาลี และทรงโปรดสอนมนต์บทหนึ่งให้พระอานนท์ชื่อว่ารัตนสูตร เป็นการกระทำอธิษฐานฤทธิ์ อ้างสัตยาธิษฐานแห่งคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นรัตนะอันประเสริฐของโลก ยังเหล่าสัตว์ให้พ้นทุกข์ เพื่อใช้ทำน้ำมนต์
พระอานนท์เรียนมนต์รัตนสูตรแล้วก็ได้ทำน้ำมนต์ สวดรัตนสูตรและนำพระสงฆ์หมู่ใหญ่ออกไปประพรมน้ำมนต์ทั่วทั้งเมืองไพสาลี ปรากฏฝนห่าใหญ่ตกลงมาแล้วโรคห่าก็หายไป กลายเป็นคติให้ประเทศพุทธศาสนาต่าง ๆ นำไปใช้ในเหตุการณ์ทำนองนี้
เมื่อครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดโรคอหิวาต์ระบาดทั่วกรุงเทพฯ มีคนตายจำนวนมากถึงขนาดเผาไม่ทัน ต้องเอาศพไปทิ้งกองรวมไว้ในวัดต่างๆ เมื่อสิ้นทางรักษาด้วยความรู้หมอไทยหมอฝรั่งแล้ว ขุนนางได้ไปกราบทูลขอพระบารมีเป็นที่พึ่ง พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้เจนจบในพระไตรปิฎก และพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา จึงพระราชทานพระราชพิธีอาเพศพินาศ เพื่อขจัดโรคอหิวาต์ช่วยเหลืออาณาราษฎร
การพระราชพิธีในครั้งนั้นได้ทราบมาว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้เชิญพระแก้วมรกตออกจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ เจริญพระปริตร สวด รัตนสูตร เสกน้ำมนต์ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนเป็นแบบอย่างไว้ สมเด็จพระสังฆราชประทับเสลี่ยงตามพระแก้วมรกตออกประพรมน้ำมนต์ทั่วกรุง ค่ำวันนั้นฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมา แล้วโรคอหิวาต์ก็หายไป
เรื่องนี้เป็นเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง ซึ่งนักประวัติศาสตร์หรือนักโบราณคดีน่าจะค้นคว้าหาข้อเท็จจริงแล้วสรุปให้เป็นจดหมายเหตุหรือเรื่องราวเพื่อเป็นหลักฐานไว้สำหรับบ้านเมือง ก็จะเป็นการดี เพราะเรื่องเดียวกันนี้ยังมีความเห็นและข้อมูลที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก และเวลาก็เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานเท่าใดนัก น่าจะหาข้อยุติให้เป็นหลักเป็นฐานได้.
|