|
บทที่ 4. คัมภีร์ไท่จี๋ฉวนหลุน |
|
|
|
บทความ -
เคล็ดวิชามวยไทเก็ก
|
|
เขียนโดย ปรมาจารย์เตีย ซำ ฮง
|
|
วันจันทร์ที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๙:๕๗ น. |
|
บทที่ 4. คัมภีร์ไท่จี๋ฉวนหลุน
1. คัมภีร์ไท่จี๋ฉวนหลุน เป็นคัมภีร์บทขยายของคัมภีร์ไทจี๋ฉวนจิง บัญญัติโดยหวางจงเยี่ย แห่งเมืองเหอหนาน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง คศ. 1736-1795 เป็นศิษย์สายตรงคนสำคัญของปรมาจารย์เตียซำฮง
เนื่องจากเคล็ดวิชาไทเก็กนั้นลึกซึ้ง ล้ำลึก และประณีตยิ่งนัก แม้ในยุคสมัยใกล้เคียงกับยุคสมัยที่ปรมาจารย์เตียซำฮงยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมีความเข้าใจที่สับสนกันเป็นอันมาก หวางจงเยี่ยจึงได้แต่งคัมภีร์ไท่จี๋ฉวนหลุนขึ้นอีกฉบับหนึ่ง อรรถาธิบายขยายความคัมภีร์ไทเก็กของปรมาจารย์เตียซำฮงให้กว้างและละเอียดขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
ซุนผู้นิรนามได้แปลคัมภีร์ไท่จี๋ฉวนหลุนออกเป็นภาคไทย ต่อเนื่องจากการแปลคัมภีร์ไท่จี๋ฉวนจิง ดังที่จะได้นำมาเสนอดังต่อไปนี้
๐ ไท่จี๋ มาจาก ยิ่งใหญ่สุดยอด หวู่จี๋ No Extremities คือความว่าง สุดยอด และเป็นมารดาของหยินและหยาง
๐ กระบวนท่าคล้อยตามเกาะติด ในความเคลื่อนไหวมันแยกจากกัน ในความหยุดนิ่งมันหลอมรวมกัน ไม่ขาดไม่เกิน ดังนั้น ยามมันงอ มันพลันเหยียดตรง เมื่อปรปักษ์แข็งมา ข้ากลับอ่อน นี่เรียกว่าการคล้อยตามเกาะติด (โส่ว)
๐ กระบวนท่าเกาะติดอ่อนตาม เมื่อข้าติดตามปรปักษ์ และเขาหมุนตัวกลับ นี่เรียกว่าการเกาะติดอ่อนตาม (เหนียน)
๐ ถ้าปรปักษ์เคลื่อนไหวรวดเร็ว ก็ตอบโต้เร็วตาม ถ้าเขาเคลื่อนไหวเชื่องช้า ก็เชื่องช้าตาม แม้นว่าการเปลี่ยนแปลงมีมากมาย หลักการที่ครอบคลุมมันมีเพียงหนึ่งเดียว
๐ จากความคุ้นเคย กับการสัมผัสที่ถูกต้อง จะค่อย ๆ เข้าใจ กำลังภายในทีละน้อย จากความเข้าใจในกำลังภายใน ย่อมสามารถเข้าถึงภูมิปัญญา ปราศจากการฝึกหนักและยาวนานต่อเนื่อง ย่อมไม่สามารถเข้าใจมันได้ทันที กำลังภายในบรรลุถึงกระหม่อมโดยไม่ต้องพยายาม ปล่อยให้ลมปราณจมลงสู่ตันเถียน อย่าเอนเอียงไปในทิศทางใด ๆ บัดเดี๋ยวปรากฏ บัดเดี๋ยวสูญหาย ทำด้านซ้ายให้ว่าง เมื่อใดที่ปรากฏแรงดัน เฉกเช่นด้านขวา
๐ ถ้าปรปักษ์ยืนขึ้น ข้าจะดูสูงกว่า ถ้าเขาย่อตัวลง ข้าจะดูต่ำเตี้ยกว่า รุกไปข้างหน้า ระยะทางดูไกล อย่างไม่น่าเชื่อ ก้าวถอยหลัง ระยะทางดูใกล้ขึ้นอย่างยิ่งยวด วัตถุที่เบาดั่งขนนกมิอาจวางลง และแมลงที่เล็กดั่งแมลงวัน มิอาจบินเกาะบนส่วนใด ๆ ของร่างกายได้เลย
๐ ปรปักษ์ไม่รู้จักข้า ข้ารู้จักเขาฝ่ายเดียว การเป็นจอมยุทธ์ไร้เทียมทาน เป็นผลจากสิ่งนี้
๐ มีวิทยายุทธ์เป็นอันมาก แม้นว่ามันใช้รูปแบบที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่แล้วไม่พ้นไปจากผู้เข้มแข็งข่มผู้อ่อนแอ และผู้เชื่องช้ายอมตามผู้ที่ว่องไวกว่า ผู้เข้มแข็งโค่นล้มผู้อ่อนแอ และมือที่เชื่องช้ายินยอมต่อมือที่ว่องไว ทั้งหมดล้วนเป็นผลของสมรรถภาพทางกายที่แฝงเร้นอยู่ภายใน ไม่ใช่ผลทางเทคนิคที่ฝึกฝนมาอย่างดี
๐ จากวลีที่ว่า “สี่ตำลึง ปัดพันชั่ง” (ใช้แรงน้อยปัดแรงมาก) เราจึงรู้ว่าเทคนิคมิได้สำเร็จด้วยพละกำลัง ภาพของคนชราโค่นล้มกลุ่มคนหนุ่ม จะเนื่องมาจากความว่องไวได้อย่างไร
๐ ยืนให้สมดุล และหมุนอย่างขันแข็งดั่งล้อรถ การจมลงด้านหนึ่งคือการตอบโต้ การรับน้ำหนักพร้อมกัน 2 ขา คือภาวะนิ่งงันอันเฉื่อยชา ผู้ใดที่ใช้เวลาหลายปีฝึกฝน แต่ยังคงไม่สามารถปัดป้องได้ และถูกปรปักษ์ ควบคุมเอาไว้เสมอ เพราะไม่เข้าใจ ข้อผิดพลาด ของการรับน้ำหนักพร้อมกัน 2 ขา เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดนี้ ต้องเรียนรู้ หยินและหยาง หยินและหยางเสริมช่วยเหลือกัน และเปลี่ยนแปลงกันและกัน จากนั้นท่านย่อมพูดได้ว่า ท่านเข้าใจกำลังภายใน หลังจากท่านเข้าใจกำลังภายใน ยิ่งฝึกฝนมากก็ยิ่งชำนาญมาก สะสมความรู้อย่างเงียบ ๆ และหมั่นทบทวน ท่านจะค่อย ๆ ทำตามที่ต้องการได้เอง
๐ เดิมทีคือการละวางตัวเอง เพื่อติดตามคนอื่น คนส่วนใหญ่ละทิ้งที่ใกล้ เพื่อแสวงหาที่ไกล กล่าวกันว่า “พลาดเพียงเล็กน้อย จะออกนอกทางไปหลายลี้” ผู้ฝึกฝนต้องศึกษาอย่างระมัดระวัง นี่คือตำรา (หลุน)
๐ จิตใจระดมพลังลมปราณ ทำให้ลมปราณจมลงอย่างราบเรียบ แล้วมันจะรวมกัน และซ่านซึมสู่กระดูก ลมปราณระดมพลังร่างกาย ทำให้มันเคลื่อนไหวอย่างราบรื่น หลังจากนั้นมันจึงทำตาม คำบงการของจิตใจได้ง่าย
๐ จิตหยั่งรู้ และลมปราณ ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างคล่องแคล่ว จึงจะมีความยอดเยี่ยม ของความกลมและความราบรื่น นี่เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ไร้ตัวตน และสิ่งที่มีตัวตน”
๐ จิตใจคือผู้บัญชาการ ลมปราณคือธง และเอวคือแผ่นป้ายผ้า เอวเฉกเช่นเพลา และลมปราณดุจดั่งล้อ ลมปราณได้รับการบำรุงเลี้ยงอยู่เสมอ โดยปราศจากภยันตราย ปล่อยให้ลมปราณเคลื่อนไหว เฉกเช่นไข่มุกเปล่ง 9 ประกาย โดยไม่ติดขัด จึงไม่มีส่วนใดของร่างกายที่มันไปไม่ถึง
๐ ในการเคลื่อนไหว ลมปราณแนบติดหลัง และซึมซ่านสู่กระดูกสันหลัง กล่าวกันว่า “อยู่ในใจก่อน” แล้วจึงอยู่ในร่างกาย ผ่อนคลายท้อง แล้วลมปราณจะจมลงสู่กระดูก เมื่อจิตวิญญาณผ่อนคลาย ร่างกายจะสงบ มันอยู่ในใจเสมอ
๐ ความสามารถที่จะหายใจอย่างเหมาะสม นำไปสู่ความคล่องแคล่ว อ่อนที่สุด จึงกลายเป็น เข้มแข็งที่สุด.
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๑๘ น. |