|
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "จะซุกหนี้ประเทศแบบซุกหนี้บีบีซีหรือ?" วันที่ 28 ม.ค. 2555 |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันจันทร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๑:๑๕ น. |
|
กลวิธีบริษัทการเมืองที่เดินเกมซุกหนี้หลอกคนทั้งโลกเพื่อจะได้กู้หนี้ใหม่มาล้างผลาญกัน ทำท่าว่าจะไปไม่รอด เพราะถูกจับได้ไล่ทันแล้วถูกฮาป่าสาปแช่งมาจากทั่วทุกสารทิศ
ก็ต้องบอกให้รู้ทั่วกันว่า กลวิธีซุกหนี้ประเทศเพื่อจะกู้หนี้ใหม่มาล้างผลาญกันนั้นไม่ใช่วิธีการใหม่อะไรเลย แต่เป็นวิธีการเก่า เป็นลูกไม้เก่าที่เคยใช้ซุกหนี้ธนาคารบีบีซี จนเจ๊งนับแสนล้าน แล้วพาลพาเอาสถาบันการเงินอื่น ๆ เจ๊งระเนระนาดจนเกิดเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 นั่นเอง
และต้องบอกให้รู้ด้วยว่าแผนการซุกหนี้ด้วยวิธีการเก่า ๆ ดังกล่าวก็ยังเกี่ยวข้องกับคนเก่า ๆ อีกนั่นแหละ เพราะคนที่ขับเคลื่อนแผนซุกหนี้ในขณะนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น นั่นคือนายวีรพงษ์ รามางกูร ซึ่งในครั้งกระนั้นก็เป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารบีบีซี
ในครั้งกระนั้นธนาคารบีบีซีซุกหนี้ไว้นับแสนล้าน ตกแต่งบัญชีหลอกลวงธนาคารแห่งประเทศไทย หลอกลวงกระทรวงการคลัง หลอกลวงประชาชนทั้งประเทศว่าเป็นธนาคารที่มีฐานะการเงินดี หลอกจนกระทั่งสามารถกู้เงิน Soft Loan จากธนาคารแห่งประเทศไทยมาล้างผลาญเพิ่มเติมได้อีกหลายหมื่นล้านบาท
และยังหลอกลวงกระทรวงการคลังให้เพิ่มทุนเอาเงินมาล้างผลาญอีกส่วนหนึ่งจำนวนนับหมื่นล้านบาท
ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังรวมทั้งธนาคารอื่น ๆ และประชาชนหลงเชื่อตาม ๆ กันว่าธนาคารบีบีซีมีฐานะการเงินดี แต่ที่ไหนได้กลับซุกหนี้ไว้นับแสนล้านบาท วิธีการซุกหนี้ที่ว่านี้ในทางบัญชีเขาเรียกกันเป็นภาษาเทคนิคว่า Window Dressing หรือแต่งบัญชี
คำว่า Window Dressing หรือแต่งบัญชีจึงเป็นคำด่าในทางบัญชี เป็นคำด่าทางเทคนิค ซึ่งฟังแล้วไม่ค่อยเจ็บไม่ค่อยคัน จะให้ตรงความหมายแท้จริงก็ต้องกล่าวว่าไอ้พวกขี้โกงหน้าด้านขี้ฉ้อตอแหลนั่นแหละ ก็จะครบถ้วนกระบวนความตามความหมายของการกระทำของพวกมหาโจรแบบนี้
เพราะใช้วิธีการซุกหนี้หรือ Window Dressing ในที่สุดก็ไปไม่รอด ธนาคารบีบีซีเจ๊งอย่างไม่เป็นท่า แล้วลามพาเอาธนาคารและสถาบันการเงินเจ๊งตามไปเกือบร้อยแห่ง จนเกิดเป็นวิกฤตครั้งร้ายแรงที่สุดในทางการเงินของประเทศ และเหลือมรดกบาปไว้ให้ดูต่างหน้า นั่นคือภาระหนี้ของกองทุนฟื้นฟู
ภาระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูขณะนี้เหลืออยู่ 1.2 ล้านล้านบาท จากจำนวนที่มีอยู่ในปี 2541 ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท โดยในระยะ 13 ปีมานี้ได้เอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้หนี้ค่าดอกเบี้ยแล้วถึง 800,000 ล้านบาท นี่คือมหากาพย์การโกงชาติโกงประชาชนที่ยังมีมรดกชั่วให้เห็นอยู่ตำตา
มรดกชั่วจากจอมโจรมหาโกงในครั้งกระโน้นยังเห็นตัวตนชัดเจนกันอยู่ วิชามารซุกหนี้ในครั้งกระโน้นกลับมาโผล่ขึ้นในยุคนี้อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็นการซุกหนี้ประเทศ
ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ทั้งสิ้น 4.3 ล้านล้านบาท จากยอดวงเงินสูงสุดที่จะเป็นหนี้ได้ 4.6 ล้านล้านบาท ซึ่งแทนที่นักการเมืองจะสำเหนียกสังวรในฐานะหนี้สินมหาศาลดังกล่าว แล้วดำเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และตามที่แถลงนโยบายต่อสภาคือนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เพื่อฟื้นฟูชาติ กลับเดินหน้าผลาญชาติอย่างองอาจกล้าหาญต่อไป
ได้ตั้งวงเงินงบประมาณขาดดุลที่ต้องไปกู้หนี้เพิ่มถึง 400,000 ล้านบาท ตั้งวงเงินแก้ปัญหาน้ำ 350,000 ล้านบาท และตั้งโครงการเมกกะโปรเจ็คส์ 2.7 ล้านล้านบาท รวมทั้งสิ้น 3.45 ล้านล้านบาท เกือบเท่ากับหนี้ทั้งหมดที่มีอยู่แล้ว นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศไทยมา
มีวงเงินที่จะกู้ได้เพียง 300,000 ล้านบาท แต่ไปตั้งรายจ่ายเกินตัวถึง 3.45 ล้านล้านบาท และถ้าหากทำได้สำเร็จก็จะทำให้หนี้สินของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 7.75 ล้านบาท มากกว่าประเทศกรีกซึ่งกำลังล้มละลายอยู่ในขณะนี้
แต่มันเกินวงเงินที่จะกู้ได้ไปถึง 3.15 ล้านล้านบาท นี่คือที่มาของนวัตกรรมซุกหนี้ครั้งบันลือโลก ซุกหนี้เพื่อจะได้กู้หนี้ 3.15 ล้านล้านบาท มาล้างผลาญเพื่อเก็บค่าต๋ง 30% กันนั่นเอง
วิธีการที่จะใช้ในการซุกหนี้คือ โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูในกระเป๋าซ้าย ไปใส่ในกระเป๋าขวา 1.2 ล้านล้านบาท โอนขายหุ้น ปตท. และการบินไทยให้เป็นเอกชน เท่ากับเอาใบบัวคลุมศพไว้อีก 1 ล้านล้านบาท และจากการสร้างอัตราการขยายตัวเทียมอีกราว 1 ล้านล้านบาท
อย่างนี้แหละจึงเรียกว่าเป็นกระบวนการซุกหนี้แบบเก่า แบบที่เคยซุกหนี้ในธนาคารบีบีซีให้เจ๊งระเนระนาดมาแล้ว แต่คราวนี้เป็นการซุกหนี้ประเทศ ซึ่งผู้ที่จะเจ๊งก็คือประเทศไทยและคนไทยทั้งประเทศ และย่อมลุกลามไปถึงประเทศทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองชั่วชาติที่เดินแผนซุกหนี้นี้กันอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย
ถ้าไม่หน้าด้านหรือจนตรอกหรือไม่โง่บัดซบจนเกินไป คนหน้าเก่าซึ่งกำลังใช้วิธีการเก่า ๆ ที่ทำให้เจ๊งระเนระนาดในปี 2540 มาแล้วก็น่าจะคิดได้ว่า ไม่มีใครยอมให้บ้านเมืองพินาศฉิบหายด้วยวิธีการเก่า ๆ แบบนี้ดอก.
|