|
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "น้ำจะมาอีกแล้ว...เอาอยู่มั๊ย?" วันที่ 14 ม.ค. 2555 |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันศุกร์ที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๖:๒๕ น. |
|
หลังจากพร่ำเพ้อว่าเอาอยู่ เอาอยู่ จนน้ำท่วมบ้านท่วมเมือง เกิดความเสียหายยับเยินถึง 1.4 ล้านล้านบาท เมื่อปลายปีที่แล้ว มาถึงวันนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่านักการเมืองที่มีอำนาจจะคิดอ่านป้องกันภัยน้ำท่วมสำหรับเทศกาลหน้าฝนใหม่นี้เลย
ที่เป็นข่าวรุกเร้าเร่งรัดกันมากก็คือการวางโครงการตั้งงบประมาณเพื่อจะใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาล และคณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติไปแล้วเป็นวงเงินถึง 350,000 ล้านบาท โดยไม่มีรายละเอียดให้ประชาชนเจ้าของประเทศได้รับทราบเลยว่าจะเอาเงิน 350,000 ล้านบาทนี้ไปทำอะไรที่ไหนอย่างไรบ้าง
ดังนี้แล้วจะห้ามคนไม่ให้คิดได้อย่างไรว่าเป็นการตั้งงบประมาณเพื่อจะชักเงินใต้โต๊ะกัน 30% ดังที่มีข่าวประปรายมาก่อนหน้านี้ว่ามีคนสั่งการที่อินเดียให้นักการเมืองชักหัวคิวใต้โต๊ะทุกโครงการ เพื่อระดมเงินเข้าพรรคให้ได้ 100,000 ล้านบาท และอีก 50,000 ล้านบาท สำหรับแจกจ่ายในหมู่ลิ่วล้อบริวาร
งบประมาณปี 2555 เพิ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา กว่าจะประกาศใช้เป็นกฎหมายก็เห็นท่าจะปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า จากนั้นก็จะใช้จ่ายเงินตามแผนงบประมาณที่วางไว้ได้
ก็ต้องบอกว่าในปี 2555 นั้น กำหนดการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญได้กำหนดไว้ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 นับจากวันนี้ไปก็เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนเศษ หรือหากจะนับจากช่วงเวลาที่งบประมาณปี 2555 ใช้บังคับ ก็จะเหลือเวลาเพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น
อันกำหนดการพระราชพิธีพืชมงคลนั้นคือสัญญาณหมายของการเริ่มต้นฤดูฝน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นผลการคำนวณจากเกณฑ์พิรุณศาสตร์ และเกณฑ์อื่น ๆ ทางจันทรคติ แต่ก็มีความแม่นยำและถือเป็นกำหนดการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลของประเทศไทยมาช้านานแล้ว
ดังนั้นเมื่อฤดูฝนใหม่จะเยื้องกรายมาในต้นเดือนพฤษภาคม 2555 ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองของเรา เพราะแม้ไม่ต้องพูดถึงการทำนายทายทักในทางร้ายของบรรดาโหรานุโหรทั้งหลาย คนทั้งปวงก็ย่อมหวั่นวิตกว่าหากน้ำเหนือบ่ามาด้วยน้ำยาคนรับมืออุทกภัยชุดเอาอยู่นี้ ความพินาศฉิบหายวายวอดจะไม่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนดอกหรือ
ก็นึกดูกันเอาเองเถิดว่าเวลา 2-3 เดือนนี้จะเพียงพอต่อการเอาโครงการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไปทำอะไรกันได้สักแค่ไหน อย่างมากก็คงได้แค่ประกวดราคาเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าคนไทยทั้งประเทศก็ต้องเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากับความพินาศฉิบหายวายวอดจากอุทกภัยในฤดูฝนใหม่นี้อีกครั้งหนึ่ง โดยหวังพึ่งพานักการเมืองหน้าไหนไม่ได้อีกเลย
เพราะความวิตกกังวลว่าน้ำจะท่วมซ้ำซ้อนอีกครั้งหนึ่ง และระยะเวลาที่ฤดูฝนใหม่จะมาถึงเหลืออยู่น้อยเต็มทีเช่นนี้ บรรดาประชาชนซึ่งบ้านช่องถูกน้ำท่วมเสียหายจากปลายปีที่แล้ว จึงยังไม่กล้าซ่อมบูรณะหรือปรับปรุงให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เพราะเกรงว่าจะเสียเงินเปล่า ดีไม่ดีไม่ทันบูรณะเสร็จหรือเสร็จแล้วไม่กี่วันก็อาจถูกน้ำท่วมใหม่ท่วมวินาศสันตะโรอีกรอบหนึ่งก็เป็นได้
มีเหตุการณ์ที่น่าสังเกตอันควรต้องบอกกล่าวให้ได้รู้ทั่วกันว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วซึ่งต้องถือว่าเป็นห้วงเวลาในเทศกาลหน้าหนาวอันเป็นฤดูแล้ง แต่กลับมีฝนตกเป็นพื้นที่กว้างขวางทั้งในภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ทั้งเมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ที่ผ่านมา ก็ปรากฏว่าแทนที่พระจันทร์จะเพ็ญผ่องใสในนภากาศ กลับมัวหมองแดงคล้ำ
นั่นหมายความว่าในเทศกาลหน้าฝนปี 2555 นี้ ฤดูฝนใหม่อาจจะมาไวกว่าปกติ ซึ่งในปีที่ผ่านมานั้นฤดูฝนได้กล้ำกรายมาเยือนตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม และตกโปรยปรายจนดินชุ่มน้ำจนเป็นเหตุแห่งการถล่มของดินในหลายพื้นที่และสะสมน้ำจนเป็นน้ำท่วมใหญ่มาแล้ว
หากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นปรากฏเป็นจริงว่าฤดูฝนใหม่จะมาเร็วกว่าปกติ และปริมาณน้ำฝนเท่ากับปีที่แล้ว ก็นึกดูกันเองเถิดว่าภายใต้ขีดความสามารถของนักการเมืองประเภทเอาอยู่ซึ่งประจักษ์ชัดในฝีมือมาแล้วนั้น ประเทศชาติและราษฎรในราชอาณาจักรนี้จะเป็นฉันใด
ก็เตรียมกาย เตรียมใจ เตรียมตัวกันไว้เถิดว่าบ้านเมืองของเราในยามนี้เมื่อตกอยู่ในสภาพอัปรีย์ไป จัญไรมา และกลียุคกำลังหนักหน่วงรุนแรงขึ้นทุกวันนั้น ดาวเดือนดินฟ้าย่อมอาเพศ ฤดูกาลย่อมวิปริตผันแปรไป
กระทั่งพืชพันธุ์ธัญญาหารก็มีรสชาติวิปริตผันแปรไปสิ้น
ทว่าเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน ฟ้ามืดเมื่อมีได้ ก็ฟ้าใหม่ย่อมคงมี ราตรีกาลเมื่อผ่านมายาวนานแล้ว ย่อมเป็นสัญญาณหมายว่ารุ่งอรุณอันเรืองรองกำลังจะมาเยือน
ยิ่งนักการเมืองทำชั่วช้าบัดสีกับบ้านเมืองและราษฎรมากเท่าใดนั่นแหละคือสัญญาณรุ่งอรุณของวันใหม่ที่ใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว.
|