|
อนุปุพพิกถาเสวนา (ตอนที่ 3) แบบเรียนเพื่อเป็นพระอริยบุคคล |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันพุธที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๑:๑๕ น. |
|
วันนี้เป็นวันแรม 7 ค่ำ เดือน 10 ยังอยู่ในเทศกาลเข้าพรรษา เป็นเวลาอันควรที่จะได้แสดงอนุปุพพิกถาเสวนา ตอนที่ 3 เป็นลำดับต่อไป หลังจากที่ได้แสดงมา 2 ตอนแล้วว่าพระธรรมเทศนาที่ชื่อว่าอนุปุพพิกถานี้มีความสำคัญถึงขั้นที่ถือได้ว่าเป็นแบบเรียนหรือแบบการสอนบุคคลธรรมดาให้เข้าถึงซึ่งความเป็นพระอริยบุคคล
อนุปุพพิกถานั้นประกอบด้วยกถา 5 เรื่อง คือทานกถา ศีลกถา สักคกถา กามาทีนวกถา และเนกขัมมานิสังสกถา หรือคือเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสวรรค์ เรื่องโทษของกาม และอานิสงส์ของการออกจากกาม
จากการตรวจสอบข้อความในพระสูตรทั้งปวง ไม่มีปรากฏเลยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนอนุปุพพิกถาอย่างไร ด้วยเอนกปริยายและด้วยนัยยะอย่างไร ดังนั้นจึงนับว่าเป็นหัวข้อธรรมสำคัญแต่มีความแปลกประหลาดตรงที่ไม่ปรากฏลีลาหรือวิธีการตรัสสอนของพระบรมศาสดาเลย ทั้งๆ ที่ในพระไตรปิฎกได้กล่าวอ้างเป็นอันมากว่าหลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนอนุปุพพิกถาแล้ว ผู้สดับพระธรรมนั้นก็มักได้ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์กันต่อหน้าต่อตา
สิ่งที่เรียกว่าอนุปุพพิกถาอันประกอบขึ้นด้วยกถา 5 เรื่องนั้นจึงคงมีปรากฏแต่คำอธิบายในชั้นหลัง ๆ ว่าทานคืออะไร ศีลคืออะไร สวรรค์คืออะไร โทษของกามเป็นอย่างไร และอานิสงส์ของการออกจากกามเป็นอย่างไร
แม้จะมีคำอรรถาธิบายในลางที่ลางแห่งอย่างพิสดาร แต่เมื่อตรองดูด้วยภูมิรู้และปัญญาของคนในยุคปัจจุบันนี้แล้วก็ไม่เห็นจะเป็นทางที่ชนสามัญเมื่อได้สดับแล้วจะเข้าถึงซึ่งความเป็นพระอริยะบุคคลได้เลย แต่ไฉนหนอในครั้งโพธิกาลนั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงพระธรรมนี้แล้ว คนธรรมดาสามัญจำนวนมากแม้กระทั่งพวกเกกมะเหรกเกเรเสเพลหรือสำมะเลเทเมากลับได้ดวงตาเห็นธรรมในพลันนั้น
ครั้งหนึ่งเคยเข้าไปกราบถามพระสมณะโพธิรักษ์ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนอนุปุพพิกถาอย่างไร จึงทำให้คนเกกมะเหรกเกเรสามารถได้ดวงตาเห็นธรรมต่อหน้าต่อตาในพลันนั้น
ท่านสมณะโพธิรักษ์ตอบในปัญหานี้ว่า นี่เป็นเรื่องอจินไตยเรื่องหนึ่ง เพราะในด้านผู้รับคำสอนนั้นย่อมถึงซึ่งบารมีธรรมอันแก่กล้าดุจดั่งบัวที่ปริ่มน้ำแล้ว ครั้นได้แสงตะวันก็บานเจิดจ้า ได้ดวงตาเห็นธรรม
เมื่อได้คำตอบว่าเป็นเรื่องอาจินไตยและหากจะนำมากล่าวว่าเป็นเรื่องอจินไตยคือเป็นเรื่องที่ไม่พึงสงสัยไต่ถามหรือแสวงหาคำตอบแล้ว ความติดขัดขุ่นใจในดวงใจของพุทธศาสนิกชนจำนวนมากก็ย่อมไม่หายคลายจากของคว่ำที่ถูกทำให้เป็นของหงายไปได้
ดังนั้นจึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้องลองทำความเข้าใจ ลองคิดพิจารณาว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนอย่างไร ด้วยลีลาลำดับอุปมาอุปไมยอย่างไร จึงทำให้คนธรรมดาสามัญ แม้กระทั่งพวกเกกมะเหรกเกเรเสเพลขี้เมา ครั้นได้ฟังพระธรรมนี้แล้วก็ได้ดวงตาเห็นธรรม
มาคำนึงถึงวิธีการตรัสสอนของพระบรมศาสดาเท่าที่ปรากฏในพระไตรปิฎกก็จะปรากฏว่าลักษณะคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีลักษณะ 3 ประการดังต่อไปนี้คือ
ประการแรก เป็นคำตรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ตรัสสั่งพระอรหันตสาวกชุดแรก 60 รูป และชุดที่สอง 30 รูป ให้ออกไปประกาศพระพุทธศาสนา ทรงตรัสว่าพวกเธอทั้งหลายจงจาริกไปประกาศธรรมวินัยนี้ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ ให้งดงามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด เพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มากในโลก
ประการที่สอง เป็นคำตรัสของพระองค์เองในหลายที่หลายแห่งว่าการเทศนาของพระพุทธองค์นั้น ทรงจำแนกธรรมเป็นเอนกปริยาย มีนัยยะต่าง ๆ ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือทรงจำแนกแยกแยะธรรมต่าง ๆ อย่างละเอียด ทุกแง่ทุกมุม และทุกด้าน รวมทั้งทรงแสดงพระธรรมในทุกความหมาย ไม่มีสิ่งใดที่ปกปิดปิดกั้น หรืออึมครึม หรือเป็นนัยแอบแฝงในพระธรรมที่ทรงแสดงนั้น ๆ
ประการที่สาม เป็นคำรับรองของพระอริยสาวกทั้งหลายและคำรับรองของพระผู้มีพระภาคเจ้าเองว่า พระองค์นั้นทรงมีปาฏิหาริย์ทั้ง 3 อย่าง คืออิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ และที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือคำตรัสสอนที่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือคำสอนที่ทำให้เกิดความสำเร็จอย่างอัศจรรย์ ที่ผู้ฟังครั้นได้ฟังพระธรรมแล้วจะเห็นธรรมนั้นแจ่มแจ้ง ถึงกับต้องอุทานดังที่ปรากฏความเป็นอันมากในพระไตรปิฎกว่าแจ่มแจ้งจริงหนอพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์แจ่มแจ้งในพระธรรมนั้น ในพระธรรมนี้ ดุจดั่งการทำของที่คว่ำให้หงายขึ้นฉะนั้น
เมื่อคำนึงถึงพุทธลีลา การจำแนกแจกแจง การอุปมาอุปไมย และการแสดงพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยประการทั้งสามนี้แล้ว ก็ต้องลองมานึกดูกันว่าเมื่อครั้งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนยัสสะกุลบุตร ซึ่งเป็นชายหนุ่มลูกมหาเศรษฐีเกกมะเหรกเกเรที่อิ่มจนล้น จนกระทั่งเห็นความมี ความอยู่ ความล้นนั้นว่าเป็นความวุ่นวาย จนกระทั่งพระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธดำรัสว่าที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ ที่นี่ไม่ขัดข้องหนอ พ่อหนุ่มจงนั่งลง เราจักสนทนาธรรมกับเธอ
หลังจากยัสสะกุลบุตรสะดุ้งสะท้านสะเทือนในจิตใจประดุจดั่งถูกสายอสุนีบาตฟาดเข้ากลางใจแล้วได้สติแล้ว ก็คงเข้าไปคุกเข่าถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความตะลึงงันใน 3 สถาน คือ
สถานแรก ตะลึงงันในพระพุทธลักษณะที่งามสง่าด้วยมหาปุริส 32 ประการ อันยากที่จะปรากฏขึ้นในสามโลก
สถานที่สอง ตะลึงงันในพระสุรเสียงดังที่ปรากฏความในพระสูตรว่าไพเราะดุจดั่งเสียงนกการเวก แต่แท้จริงแล้วคงหมายถึงพระสุรเสียงที่กระตุ้นถึงสำนึกเบื้องลึกแห่งจิตใจให้อยู่ในอาการปรารถนาใคร่ฟังคำตรัสสอนยิ่งกว่าการถูกสะกดจิต
สถานที่สาม ตะลึงงันด้วยความฉงนสนเท่ห์ว่า สมณะหัวโล้นเป็นเทพยดาหรืออย่างไรหนอ จึงสามารถล่วงรู้ความในใจของเราได้อย่างแจ่มกระจ่าง และเพียงถ้อยคำไม่กี่คำก็ชี้ทางอย่างท้าทายว่า ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ซึ่งเป็นที่ดับความวุ่นวาย ความขัดข้องที่ทำให้เกิดความหม่นหมองในจิตใจของยัสสะกุลบุตรมาตั้งแต่ออกจากบ้านด้วยความพลุ่งพล่านในจิตใจ
เมื่อยัสสะกุลบุตรนั่งลงในส่วนข้างหนึ่งถวายอภิวาทพระบรมศาสดาแล้ว พระศาสดาจะตรัสทักทายก่อน หรือยัสสะกุลบุตรจะกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน ไม่มีปรากฏความในพระสูตรให้กล่าวอ้างได้เลย แต่เมื่อพิเคราะห์สภาพจิตใจของมานพน้อยที่ถูกพระสุรเสียงซึ่งประดุจดังอสุนีบาตฟาดกลางใจจนตะลึงงันหวั่นไหวฉะนั้นแล้ว ไหนเลยจะมีสิ่งใดสามารถพรั่งพรูออกจากปากกราบทูลพระบรมศาสดาได้เล่า จึงมีแต่เดินเข้าไปนั่งเบื้องหน้าโดยส่วนข้างหนึ่ง ถวายอภิวาทแล้วก็ก้มหน้านิ่ง ประดุจโคถึกที่ถูกทรมานให้ล้าลงแล้วฉะนั้น
สภาพเช่นนั้นพระมหาสมณะผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณ พระมหากรุณาธิคุณแก่เหล่าสัตว์ จึงมีแต่จะมีพระพุทธดำรัสขึ้นก่อนว่าพ่อหนุ่มเอย มีเหตุอันใดหรือที่ทำให้เธอต้องวุ่นวาย ที่ทำให้ขัดข้องถึงปานนี้ จงกล่าวแก่เรา เราจะดับเหตุแห่งความวุ่นวาย ความขัดข้องของเธอ
เมื่อเป็นดังนี้ยัสสะกุลบุตรย่อมได้สติ ย่อมมีความสดชื่นเบิกบานขึ้นจากน้ำพระสุรเสียงที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณ ย่อมเล่าความของตนแต่หนหลังว่าถือกำเนิดในตระกูลอัครมหาเศรษฐีแห่งแคว้น ที่บิดามารดารวมทั้งญาติโกโหติกาพากันเอาอกเอาใจ บำรุงบำเรอด้วยประการต่าง ๆ จนกระทั่งไม่รู้ว่าอยากได้อะไรอีก ไม่รู้ว่าอยากมีอะไรอีก และไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไรอีก ภาวะที่มี ที่ได้ ที่เป็นอยู่ล้นเกิน จนเป็นภาวะที่อึดอัดขัดใจวุ่นวายเหลือประมาณนัก
อย่าคิดว่าคนร่ำรวยที่ถูกปรนเปรอด้วยกามสุขนานาชนิดจะยินดีอยู่ร่ำไป ให้ลองนึกดูเถิดว่าอันหูฉลามรสชาติอันโอชะนั้นย่อมเป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผู้มั่งมีศรีสุขทั้งหลายใคร่ชิมลอง แต่ถ้าให้กินหูฉลามวันละ 3 ชามทุกวัน ในที่สุดสักวันหนึ่งก็จะเกิดความเบื่อหน่ายทรมานสุดแสน กลายเป็นความขัดข้อง ความวุ่นวายในจิตใจ อุปมาฉันใด อุปไมยก็เป็นฉันนั้น
ความขัดข้อง ความวุ่นวายในจิตใจของยัสสะกุลบุตร เมื่อมีต้นเหตุมาจากความมีที่เกินพอ ความเป็นอยู่ที่เกินพอ ความได้ที่ไม่มีอะไรจะได้อีกต่อไปแล้ว เป็นภาวะซ้ำซากจำเจน่าเบื่อหน่ายและล้นเกิน เมื่อปรากฏขึ้นจากถ้อยคำของยัสสะกุลบุตรเอง ก็เป็นที่แจ่มชัดว่าความวุ่นวาย ความขัดข้อง ในจิตใจของยัสสะกุลบุตรนั้น เป็นผลอันเกิดมาจากเหตุคือความมี ความได้ ความเป็น ที่ล้นเกินนั่นเอง นี่แล้วคือสมุทัยอริยสัจ หรือเหตุแห่งความทุกข์ ความขัดข้อง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนอริยสัจในเรื่องของทุกข์และความดับทุกข์ ทรงแสดงทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ ทรงแสดงความดับทุกข์และวิธีแห่งการดับทุกข์ในรอบสาม ในอาการสิบสอง ดังที่ปรากฏความละเอียดในธัมมจักกัปปวัตนสูตรนั้น และในปลายแห่งพระสูตร พระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมว่า สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา
โดยนัยยะแห่งทุกข์อริยสัจ และสมุทัยอริยสัจดังกล่าวนี้ จึงน่าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงตรัสสอนชี้อย่างตรงเป้าเข้าจุดแก่ยัสสะกุลบุตรว่า พ่อหนุ่มเอย ความขัดข้อง ความวุ่นวายของพ่อหนุ่ม ดังที่กล่าวมานั้น เกิดจากเหตุอันใดเล่า ซึ่งเป็นวิธีการสอนด้วยวิธีการตรัสถามในสิ่งที่ผู้ตอบรู้อยู่กระจ่างใจดีอยู่แล้ว ซึ่งลีลาการสอนแบบนี้จะมีปรากฏเป็นจำนวนมากในพระสูตรทั้งหลาย ยัสสะกุลบุตรครั้นได้ฟังพระพุทธดำรัสครั้งนี้ก็สามารถตอบได้ตามที่ตัวเองรู้แจ้งเห็นจริงจนซ้ำซากจำเจแก่ใจตนว่า พระมหาสมณะผู้เจริญ ความขัดข้อง ความวุ่นวายของข้าพระองค์เกิดจากการมีมากล้นเกิน การมีความสุขล้นเกิน การได้รับสิ่งทั่งหลายอย่างล้นเกิน และความเป็นอยู่ที่เปี่ยมล้นเกิน
เมื่อเป็นดั่งนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ย่อมตรัสถามย้ำว่า ความวุ่นวาย ความขัดข้อง กับความมี ความเป็น ความได้อันล้นพ้น อย่างไหนเป็นเหตุ อย่างไหนเป็นผลกันเล่า
ยัสสะกุลบุตรก็ย่อมตอบได้ตามที่รู้แจ้งกระจ่างใจเช่นเดียวกันว่า ความมี ความเป็น ความอยู่ ความได้ที่ล้นเกินนั้นเป็นเหตุ จากเหตุนี้จึงเป็นผลให้ข้าพระองค์มีความวุ่นวาย มีความขัดข้องพระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสตอบไปว่า เมื่อความมี ความได้ ความเป็นล้นเกินเป็นเหตุ และทำให้เกิดผลความขัดข้อง ความวุ่นวายดังนี้แล้ว เธอจะระงับดับผลคือความวุ่นวาย ความขัดข้องที่ตรงไหนเล่า ซึ่งนี่น่าจะเป็นคำตรัสถามเพื่อชักนำไปสู่คำตอบที่เห็นได้ง่ายและรู้แจ้งแก่ยัสสะกุลบุตรแล้วเช่นเดียวกัน
ยัสสะกุลบุตรย่อมตอบได้ในทันทีว่า จะดับผลคือความขัดข้อง ความวุ่นวาย ก็ต้องดับที่เหตุ คือความมี ความเป็น ความอยู่ ความได้ที่ล้นเกินพระพุทธเจ้าข้า ด้วยคำตอบอย่างนี้ยัสสะกุลบุตรก็ย่อมเห็นพระธรรมรุ่งเรืองขึ้นในจิตใจของตนว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ เมื่อจะดับธรรมนั้นก็ต้องดับเหตุแห่งธรรมนั้น นี่จึงกล่าวได้ว่าแสงรุ่งอรุณของการเห็นธรรมได้ปรากฏขึ้นแล้วในจิตใจของยัสสะกุลบุตรนั้น
เมื่อเป็นดั่งนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสถามยัสสะกุลบุตรต่อไปในสิ่งที่ยัสสะกุลบุตรรู้เห็นเป็นอยู่สัมผัสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและเข้าใจแจ่มแจ้งได้โดยง่ายว่า พ่อหนุ่มเอย เมื่อเธอเป็น เธอมี เธอได้ เธออยู่อย่างล้นเกินอย่างนี้ เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวาย ความขัดข้อง ฉะนั้นแล้ว ไฉนเธอจึงจะกำจัดความมี ความได้ ความอยู่ ความเป็นที่ล้นเกินได้เล่า
นี่น่าจะเป็นคำตรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยนัยยะแห่งอริยสัจ คือ นิโรธอริยสัจ และนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ นั่นคือเมื่อทรงตรัสถึงทุกข์และเหตุแห่งทุกข์แล้ว ก็จะทรงตรัสถึงความดับทุกข์และทางแห่งการดับทุกข์นั้น
เมื่อยัสสะกุลบุตรรู้กระจ่างแจ้งแก่ใจเองว่าความล้นเกินในความมี ความเป็น ความอยู่ ความได้ของตนเป็นเหตุที่ทำให้เกิดผลคือความขัดข้อง ความวุ่นวายแล้ว การจะดับเหตุประการนี้ได้ก็คือการกำจัดออกไปเสียให้พ้นไปจากตน นั่นคือการให้ทาน
ดังนั้นเมื่อพระยัสสะได้เห็นถึงสิ่งที่ล้นเกินในความมี ความเป็น ความอยู่ ความได้ของตนแล้ว เมื่อจะกำจัดความล้นเกินเหล่านี้ออกไป ก็ต้องสละออกจากตนเสีย หรือให้กับผู้อื่นไปนั่นก็คือทานกถา
เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสสอนเรื่องทาน หรือโดยนัยยะแห่งปริยายนี้ก็คือมรรคอริยสัจ หรือวิถีทางแห่งการดับทุกข์นั่นเองว่าทานเป็นอย่างไร ผู้ให้ทานเป็นอย่างไร ผู้รับทานเป็นอย่างไร การกระทำในการให้ทานเป็นอย่างไร วาจาและใจในการให้ทานเป็นอย่างไร ดังนี้แล้วจึงพึงกล่าวได้ว่าทานกถามีเอนกปริยาย มีนัยยะ มีความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ งดงามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง ในที่สุดและแจ่มแจ้งเหมือนทำของคว่ำให้หงายฉะนั้น.
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๔:๑๖ น. |