|
อาสาฬหบูชาเทศนา (ตอนที่ 5) |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันพุธที่ ๑๓ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๐:๐๖ น. |
|
บทความเรื่องอาสาฬหบูชาเทศนา ตอนที่ 5 นี้เป็นบทความที่เขียนลงในเว็บไซต์ www.paisalvision.com ในวันพุธที่ 13 กรกฎาคม 2554 ตรงกับวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8 เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในอาสาฬหกาลของปี 2554 นี้ ขอเพื่อนชาวพุทธทั้งหลายพึงอนุโมทนา พึงสดับ เพื่อประโยชน์และความสุขให้สมกับที่เกิดมาใต้ร่มธงชัยของพระพุทธศาสนาด้วยกันเทอญ
วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8 ในปีแรกแห่งการตรัสรู้ เป็นวันเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จพุทธดำเนินไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ เหลือเวลาอีกวันเดียวคือวันพรุ่งนี้ก็จะเสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล้ว ใกล้วันเวลาที่จะแสดงปฐมเทศนาเต็มที
บัดนี้แม้เวลาล่วงเลยมาร่วม 2,600 ปีแล้ว ปฐมเทศนาอันทรงแสดงนั้นก็ยังฉายแสงเจิดจ้าอยู่ในสกลจักรวาล ที่ไม่มีมนุษย์ เทพ พรหม มารใดปฏิวัติให้หมุนกลับไปได้เลย พระธรรมจักรอันทรงแสดงนั้นยังคงเคลื่อนไปเป็นนิรันดร
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนปัญจวัคคีย์เรื่องอริยสัจสี่แล้วว่าทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางแห่งความดับทุกข์เป็นไฉนแล้ว ก็มิได้ทรงจบพระปฐมเทศนาลงแต่เพียงเท่านี้ เพราะที่ทรงตรัสสอนว่าอริยสัจแต่ละประการนั้นคืออะไร เป็นเพียงรอบเดียวแห่งอริยสัจ ที่ใครได้ฟังแล้วก็อาจฟังได้แบบนกแก้วนกขุนทองเหมือนกับระบบการศึกษาของทั้งพระสงฆ์และฆราวาสในปัจจุบันนี้ จึงไม่มีทางที่จะเข้าถึงรสชาติที่แท้จริงแห่งพระธรรมได้เลย
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตรัสต่อไปว่า อริยสัจสี่ที่ทรงตรัสรู้นั้นมีรอบสาม มีอาการสิบสอง ทั้งทรงปฏิญาณพระองค์ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจสี่นี้มีรอบสาม มีอาการสิบสองอย่างนี้ ไม่หมดจดดีแล้วเพียงใด เรายังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดา และมนุษย์เพียงนั้น”
พระองค์ได้ประกาศยืนยันว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแลปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจสี่นี้ มีรอบสาม มีอาการสิบสอง อย่างนี้หมดจดดีแล้ว เมื่อนั้นเราจึงยืนยันได้ว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่าความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป”
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตรัสยืนยันทั้งด้านตรง ด้านกลับ ว่าถ้าปัญญาอันรู้เห็นความจริงของพระองค์ในอริยสัจสี่ไม่หมดจดในรอบสาม อาการสิบสอง ของอริยสัจสี่นี้เพียงใด พระองค์ก็ยังไม่สามารถตรัสรู้ได้ แต่บัดนี้พระปัญญาอันรู้เห็นตามความเป็นจริงของพระองค์ในอริยสัจสี่มีรอบสาม มีอาการสิบสอง หมดจดดีแล้ว พระองค์จึงทรงยืนยันว่าพระองค์ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว
ดังนั้นชาวพุทธจึงพึงทำความเข้าใจว่า อริยสัจสี่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง หมดจดดีแล้ว ว่ามีรอบสาม มีอาการสิบสองนั้นเป็นอย่างไร
อริยสัจสี่ที่มีรอบสามนั้น รอบแรกก็คืออริยสัจแต่ละประการนั้นเป็นอย่างไร รอบที่สองคืออริยสัจสี่แต่ละประการนั้นควรทำอย่างไร และรอบที่สามคืออริยสัจสี่แต่ละประการนั้นได้ปฏิบัติแล้วอย่างไร อาการที่เกิดขึ้นในรอบแรก รอบที่สองและรอบที่สาม รวมเป็นสามรอบ จึงเท่ากับสิบสองอาการดังนี้
เมื่อได้มองเห็นภาพรวมของอริยสัจโดยรอบสาม อาการสิบสองเช่นนั้นแล้ว ก็พึงทำความเข้าใจว่าอาการในรอบแรกเป็นอย่างไร ในรอบที่สองเป็นอย่างไร และในรอบที่สามเป็นอย่างไร
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนปัญจวัคคีย์เกี่ยวกับอริยสัจสี่ที่มีรอบสาม มีอาการสิบสอง ดังนี้
อาการที่หนึ่งทรงตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่านี้คือทุกข์อริยสัจ” ซึ่งก็คือทุกข์อริยสัจที่ทรงแสดงในตอนต้นนั่นเองว่าทุกข์อริยสัจเป็นอย่างไร หรือทุกข์อริยสัจเป็นอย่างไร อาการดังกล่าวนี้เรียกว่าญาณทัศนะที่หนึ่ง ที่เกิดขึ้นในการตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ
อาการที่สองทรงตรัสว่า ““ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกข์อริยสัจนี้เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้” ซึ่งก็คือการตรัสรู้ว่าทุกข์นั้นจะต้องกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันหมดจดดีแล้วให้ได้ว่าเป็นอย่างไร อาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าญาณทัศนะที่สอง
อาการที่สามทรงตรัสว่า ““ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกข์อริยสัจนี้เราได้กำหนดรู้แล้ว” ซึ่งก็คือการตรัสรู้ว่าทรงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วว่าทุกข์เป็นอย่างไร อาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าญาณทัศนะที่สาม
อาการที่สี่ทรงตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่านี้คือทุกข์สมุทัยอริยสัจ” ซึ่งได้แก่ความตรัสรู้ว่าเหตุแห่งทุกข์คืออะไร เป็นอย่างไร อาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าญาณทัศนะที่สี่
อาการที่ห้าทรงตรัสว่า ““ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกข์สมุทัยอริยสัจนี้ควรละเสีย” ซึ่งได้แก่ความตรัสรู้ว่าเหตุแห่งทุกข์นั้นจะต้องละเสียให้หมดจดสิ้นเชิง อาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าญาณทัศนะที่ห้า
อาการที่หกทรงตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกข์สมุทัยอริยสัจนี้เราได้ละแล้ว” ซึ่งได้แก่ความตรัสรู้ว่าพระองค์ได้ละเหตุแห่งทุกข์ดับสนิทสิ้นเชิงแล้ว อาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าญาณทัศนะที่หก
อาการที่เจ็ดทรงตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกข์นิโรธอริยสัจเป็นอย่างไร” ซึ่งก็คือความดับทุกข์ที่ทรงแสดงแล้วในตอนต้นนั้น อาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าญาณทัศนะที่เจ็ด
อาการที่แปดทรงตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกข์นิโรธอริยสัจนี้ควรทำให้แจ้ง” ซึ่งก็คือความดับทุกข์นั้นควรทำให้แจ้ง ให้หมดจด อาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าญาณทัศนะที่แปด
อาการที่เก้าทรงตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนทุกข์นิโรธอริยสัจนี้เราได้ทำให้แจ้งแล้ว” ซึ่งก็คือความดับทุกข์นั้น พระองค์ได้ดับสนิทโดยไม่เหลือแล้ว อาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าญาณทัศนะที่เก้า
อาการที่สิบทรงตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นอย่างนี้” ซึ่งก็คืออริยมรรคอันมีองค์แปดที่ทรงแสดงแล้วในตอนต้นว่าเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว อาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าญาณทัศนะที่สิบ
อาการที่สิบเอ็ดทรงตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ควรทำให้เจริญ” ซึ่งก็คือทรงตรัสรู้ว่าต้องเจริญมัชฌิมาปฏิปทาให้หมดจด อาการดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าญาณทัศนะที่สิบเอ็ด
อาการที่สิบสองทรงตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้เราได้เจริญแล้ว” ซึ่งก็คือปฏิปทาสายกลางหรือมรรคอันมีองค์แปดนั้นทรงเจริญอย่างหมดจด บริบูรณ์ดีแล้ว ความตรัสรู้ในอาการอย่างนี้ทรงเรียกว่าญาณทัศนะที่สิบสอง
ญาณทัศนะทั้งสิบสองนี้แม้จำแนกออกเป็นประการ ๆ แต่เนื้อแท้ในภาวะของจิตเป็นญาณทัศนะที่ประกอบขึ้นเป็นองค์เดียวกัน การที่ทรงแสดงหรือทรงตรัสสอนจำแนกเป็นสิบสองอาการ ก็เพื่อประโยชน์แห่งความรู้แจ้งถึงภาวะแห่งจิตในขณะที่ได้เกิดดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา และแสงสว่างแห่งความตรัสรู้ของพระองค์ว่า ความตรัสรู้หรือความถึงซึ่งพระนิพพานนั้น มีอาการอันจำแนกได้เป็นสิบสอง หรือที่ทรงตรัสว่าอริยสัจที่มีรอบสาม และอาการสิบสอง แต่โดยรวมก็คือภาวะเดียวกัน คือความหมดจด ความดับสนิท ไม่เหลือแห่งทุกข์ ความพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง
ในภาวะอย่างนั้นปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดแก่พระองค์ว่า ความพ้นวิเศษของพระองค์ไม่กลับกำเริบใหม่อีก ชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป นี่คืออาการรวมของอาการทั้งสิบสอง หรืออาการรวมของอริยสัจอันมีรอบสาม อาการสิบสอง ที่ทรงตรัสสอนนั่นเอง
อริยสัจสี่ที่มีรอบสาม อาการสิบสอง นั้น อาจย่นย่อรวมได้ว่าเป็นเรื่องทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น จึงเป็นที่มาของการสรุปคำสอนในพระพุทธศาสนาว่า 45 ปีแห่งโพธิกาล พระธรรมที่ทรงตรัสสอนเป็นอันมากคือเรื่องทุกข์และความดับทุกข์ นี่คือเนื้อตัวแท้จริงของพระพุทธศาสนา เรื่องอื่น ๆ เป็นส่วนประกอบ เป็นเนื้อ เป็นกะพี้ เป็นเปลือกของแก่น
ในเรื่องของทุกข์ก็คือทุกข์อริยสัจ และทุกข์สมุทัยอริยสัจ หรือนัยหนึ่งก็คือเรื่องของทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ ความตรัสรู้ของพระองค์ในสองอริยสัจนี้มีอาการหก
ในเรื่องของความดับทุกข์ก็คือทุกข์นิโรธอริยสัจ และทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือความดับทุกข์และหนทางแห่งความดับทุกข์ ซึ่งมีอาการหก
การสอนในเรื่องอริยสัจของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเรียนการสอนในยุคปัจจุบันนี้ไม่ว่าการเรียนการสอนในฝ่ายสงฆ์หรือฝ่ายฆราวาส ที่สอนโดยรอบเดียวเป็นพื้น คือสอนว่าเป็นอะไร แต่ไม่ได้สอนไปถึงขั้นที่ว่าต้องทำอย่างไร และได้ทำอะไรหรือไม่ ดังนั้นจึงเป็นการเรียนเพื่อรู้ แต่ไม่สามารถสัมผัสหรือรับผลของความรู้นั้นได้ ไม่ต่างกับจวักที่ไม่รู้รสแกงนั่นเอง
โปรดติดตามตอนที่ 6. ต่อไป
|