|
หลักการปกครองของสุมาอี้ ที่ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ควรให้ความสนใจ |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันศุกร์ที่ ๐๘ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๖:๓๘ น. |
|
อำนาจรัฐในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง จากรัฐบาลผสมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ไปสู่รัฐบาลใหม่ซึ่งเป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ แต่เป็นรัฐบาลผสมที่พรรคซึ่งเป็นแกนนำมีคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเกินครึ่งหนึ่ง จึงเป็นพรรคที่มีอำนาจเกือบเด็ดขาดในรัฐบาลผสม และทำให้รัฐบาลใหม่มีอำนาจที่จะผลักดันนโยบายได้มากกว่ารัฐบาลก่อนหน้า
แต่ทว่ารัฐบาลผสมชุดใหม่นี้กลับมีองค์ประกอบภายในที่เป็นจุดแข็งและเป็นจุดอ่อนดำรงอยู่อย่างมีนัยยะสำคัญยิ่ง
จุดแข็งก็คือมีคนเสื้อแดงเป็นฐานกำลังมวลชนที่มีการจัดตั้ง ตามทฤษฎีและท่วงทำนองของฝ่ายสังคมนิยม และมีอดีตชาวสังคมนิยมจำนวนมากเข้าร่วมปฏิบัติการอยู่ด้วย ทำให้มีลักษณะเป็นพรรคมหาชนที่มีความเข้มแข็งมากกว่าพรรคการเมืองใด ๆ ในประเทศไทย หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหมดบทบาทไปนานแล้ว
จุดอ่อนคือจุดแข็งนั่นเอง เพราะคนเสื้อแดงได้ประกอบพฤติกรรมจำนวนมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา และเป็นที่เห็นประจักษ์ต่อสายตาประชาชาติไทย โดยเฉพาะพฤติกรรมก่อความรุนแรง พฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบอื่น และพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
จุดแข็งทำให้ได้รับชัยชนะ จุดอ่อนทำให้ล่มสลาย เป็นหลักทั่วไปที่ใคร ๆ ก็คิดได้และมองเห็นได้ ดังนั้นการที่รัฐบาลผสมชุดใหม่มีจุดอ่อนจุดแข็งในลักษณะนี้อย่างสมบูรณ์ จึงมีทั้งลักษณะของชัยชนะและปราชัยดำรงอยู่ควบคู่กัน ซึ่งวันนี้ชัยชนะในการเลือกตั้งได้มาแล้ว แต่ไม่แน่ว่าความล่มสลายและความปราชัยจะไม่เกิดขึ้น
บทเรียน 5 ปี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สูญเสียอำนาจและต้องเดินทางไปพำนักในต่างประเทศ ก็เป็น 5 ปีที่ทำให้อายุขัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรา ล่วงเข้าสู่วัย 62 ปี ซึ่งต้องถือว่าความแก่ก็มาเยือนแล้ว เพราะห้วงเวลานี้ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นวัยสัญญาสี คือวัยตะเกียงส่องทาง หรืออีกนัยหนึ่งคือวัยของผู้ให้ หรือผู้สร้างอะไรต่อมิอะไรไว้ให้กับคนข้างหลัง ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม นี่เป็นสัจธรรมที่มนุษย์ทุกชีวิตจะต้องเป็นไปโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ท่าทีที่ปรากฏต่อสาธารณะในระยะหลังของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อ่อนความแข็งกร้าวลงจากเดิมมาก มีท่าทีที่จะปรองดองมากขึ้น จะเกิดจากสาเหตุประการใดยากจะรู้ได้ แต่อย่างน้อยก็เชื่อว่า 5 ปีที่ผ่านมานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ย่อมสัมผัสกับความจริงประการหนึ่งชัดเจนมากคือ ยามมีอำนาจวาสนา ทุกคนก็มาพึ่งพาอาศัย ร่วมเสพร่วมมี แต่ครั้นประสบชะตากรรมก็มีแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คนเดียว และมีผู้คนในครอบครัวเท่านั้นที่เจ็บร้อนด้วยอย่างจริงใจ บทเรียนนี้นี่แหละที่ถือได้ว่ามีค่ายิ่งและน่าจะเป็นสิ่งกำกับใจไม่ให้เกิดความพลาดพลั้งในกาลข้างหน้า
แต่ทว่าต้องไม่ลืมว่าในเรื่องการเมืองและเรื่องของอำนาจนั้น เป็นคนละเรื่องกับการทำธุรกิจ การค้าขาย การบ้านการเรือน หรือเย็บปักถักร้อย เหมาเจ๋อตงปรมาจารย์สำคัญท่านหนึ่งของลัทธิมาร์ค-เลนิน ผู้เป็นบิดรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เคยกล่าวไว้ว่า การเมืองคือสงครามที่ไม่หลั่งเลือด และสงครามก็คือการเมืองที่หลั่งเลือด มีความอำมหิต โหดเหี้ยม เลือดเย็น ประหนึ่งสงครามดำรงอยู่ในทุกอณู
สภาพที่รัฐบาลผสมชุดใหม่กำลังก่อตัวขึ้นนี้ ปรากฏการณ์ด้านที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนก็ปรากฏโฉมขึ้นอย่างคึกคัก เฉพาะด้านที่เป็นจุดอ่อนนั้นยังถูกผสมโรงด้วยพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และกลุ่มมวลชนจำนวนมาก ที่กำลังโหมโรมเร้าผสมเข้ากับความฮึกเหิมลำพองของคนเสื้อแดงซึ่งวันนี้เป็นผู้ชนะ ก็กำลังกลายเป็นพายุใหญ่ที่ก่อตัวทะมึนขึ้นแล้ว หากไม่หยุดยั้งเสียให้ทันท่วงทีก็คงเป็นดังที่โหรานุโหรและสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเนวินกะยอดินนรทาได้พูดกันไปในทำนองเดียวกันว่า รัฐบาลใหม่จะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน และจะเกิดการนองเลือดถึงขั้นเลือดนองท้องช้าง
ประเทศไทยของเราตกอยู่ในวิกฤตอันหนักหน่วงต่อเนื่องมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว ประเทศก็ยับ ประชาชนก็เยิน สภาพเช่นนี้ย่อมเป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่อนาคต 2 ทาง ทางแรกคือเลือดเข้าตาทุกฝ่าย และตกอยู่ในสภาพแพ้ไม่ได้ ก็จะกลายเป็นความรุนแรงและสงครามกลางเมือง หรืออีกทางหนึ่งทุกฝ่ายทุกคนต่างเบื่อหน่ายและไม่ต้องการให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพนี้อีกต่อไป แล้วมีน้ำใจปรองดองสมานฉันท์กัน นำพาบ้านเมืองกลับสู่ความปกติสุขและร่มเย็นอีกครั้งหนึ่ง
อนาคตประเทศไทยจะเป็นไปในทางไหน ทุกฝ่ายทุกคนย่อมมีสิทธิ์มีส่วน โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นด้านหลักของการทำให้สถานการณ์เป็นไปในทางใด นั่นคือภารกิจอันหนักหน่วงยิ่ง และยากยิ่งเช่นเดียวกันด้วย
ได้พิเคราะห์ดูเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อันยาวไกลของมนุษยชาติแล้ว ความเป็นไปในยุคสมัยของบ้านเราในวันนี้ อาจใกล้เคียงกับยุคสมัยในช่วงปลายสามก๊ก
ความจริงในประวัติศาสตร์มนุษยชาติอันยาวนานนั้น ยอดนักคิดของมวลมนุษย์มีอยู่มากหลาย และยอดนักปราชญ์ในด้านการปกครองก็มีอยู่มากมาย แต่เมื่อดูสภาพที่คล้ายคลึงกันแล้วก็เห็นว่าหลักคิดหลักการปกครองของสุมาอี้อาจใกล้เคียงและอาจเป็นประโยชน์กับสภาพที่ประเทศไทยกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ ดังนั้นจึงจำจะนำเสนอหลักการปกครองของสุมาอี้มาเพื่อให้บรรดาคนทั้งหลายที่ปรารถนาให้บ้านเมืองของเรากลับสู่ความร่มเย็นเป็นสุขได้ลองพิจารณาศึกษาใคร่ครวญดู
ในบรรดายอดคนในสามก๊กนั้นมีคนดีมีวิชาและเก่งกล้าสามารถจำนวนมาก บ้างก็เป็นคนดีมีปัญญาวิชาคุณ บ้างก็เป็นคนชั่วช้าเลวทราม แต่งานของพวกเขาจะเป็นประโยชน์ทั้งด้านตรง ด้านกลับ แก่ผู้สนใจใฝ่ศึกษา โดยเฉพาะงานด้านการเมืองการปกครองนั้นเห็นว่าสุมาอี้เป็นยอดคน ๆ หนึ่งในประวัติศาสตร์ของจีน คนผู้นี้ไม่เคยเป็นที่ไว้วางใจของพระเจ้าวุยอ๋องโจโฉ ถึงกับสั่งเสียลูกหลานไว้ว่าอย่าไว้ใจสุมาอี้ หากสิ้นศึกสงครามเมื่อใดก็ให้ปลดออกจากราชการเมื่อนั้น
เพราะเหตุนี้สุมาอี้จะมีบทบาทในแผ่นดินวุยก็ต่อเมื่อเกิดศึกสงครามเท่านั้น เสร็จศึกเมื่อใดสุมาอี้ก็ถูกปลดเมื่อนั้น แม้โจโฉล่วงลับไปแล้ว บรรดาทายาทก็ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สุมาอี้ตระหนักในชะตากรรมของตัวดี จึงอบรมบ่มเพาะบุตรสองคนให้ร่ำเรียนปัญญาวิชาคุณต่าง ๆ มากมาย และไปไหนก็พาไปด้วย แม้ในการศึกสงคราม สุมาอี้ก็จะพาบุตรไปในสมรภูมิทุกครั้ง
หลังขงเบ้งถึงแก่อนิจกรรม ก็ต้องถือว่าสุมาอี้เป็นผู้บัญชาทหารที่ปรีชาสามารถมากที่สุดในแผ่นดินจีน แต่เมื่อว่างศึกสุมาอี้ก็ไร้อำนาจ กลายเป็นตาแก่อบรมเลี้ยงลูก ทำไร่ไถนาอยู่กับบ้าน ในที่สุดก็สามารถยึดอำนาจจากลูกหลานของพระเจ้าวุยอ๋องโจโฉได้สำเร็จ และในที่สุดลูกหลานของสุมาอี้ก็ได้เป็นเจ้าครองแผ่นดิน สถาปนาราชวงศ์ต้าจิ้นขึ้น
ในเบื้องปลายชีวิตของสุมาอี้ ได้กลายเป็นคนแก่ตรอมใจ เพราะเมื่อสามารถปฏิวัติยึดอำนาจแผ่นดินวุยและครองอำนาจทหารเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว กลับไม่สามารถยกกองทัพไปโจมตีก๊กอื่นได้เลย มิหนำซ้ำยังถูกเกียงอุยขุนพลผู้เป็นศิษย์ของขงเบ้งยกกองทัพจ๊กมาตีแดนวุยอยู่เนือง ๆ สุมาอี้ได้แต่จัดกำลังกองทัพไปรับมืออยู่ตามชายแดนเพราะไม่สามารถทิ้งเมืองหลวงไปได้ เนื่องจากเพิ่งได้อำนาจทางทหารใหม่ ๆ ยังไม่สามารถจัดการอำนาจให้เป็นเอกภาพได้
วันเวลาในอำนาจผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความแก่และความเจ็บก็มาครอบงำตามกฎแห่งธรรมชาติ สุมาอี้ป่วยหนัก มีอาการมาก บุตรทั้งสองจึงเข้ามาเยี่ยมถึงจวน สุมาอี้ทราบว่าบุตรทั้งสองมาเยี่ยมก็ให้คนรับใช้พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง เอนหลังบนเตียง แล้วกล่าวกับบุตรทั้งสองว่า การป่วยครั้งนี้เห็นทีจะรอดยาก ในกายคล้ายกับคลื่นในทะเลปั่นป่วนมิได้สงบเลย บุตรทั้งสองก็ได้แต่ปลอบใจว่าจะหาแพทย์ชั้นดี ยาวิเศษมาบำรุงรักษาสุมาอี้ให้หายเป็นปกติ แต่สุมาอี้ก็หาได้สนใจไม่ กล่าวกับบุตรทั้งสองว่า
“ตัวเรารับราชการในแผ่นดินวุยมาช้านาน บัดนี้ก็มีตำแหน่งหน้าที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ใดในแผ่นดิน แต่อำนาจวาสนาก็ไม่อาจคงอยู่คู่ฟ้าดิน อายุขัยของเราล่วงวัยไป ความชรา ความเจ็บมาเยือนแล้ว ความตายก็ย่อมมาถึงสักวันหนึ่ง ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สุมาอี้กล่าวต่อไปว่า ชาวนาปลูกข้าวมุ่งหวังจะมีข้าวกินไปตลอดปี พ่อค้าค้าขายล้วนมุ่งหมายจะได้กำไร ทำให้กิจการเจริญเติบโต ข้าราชการขุนนางทำราชการด้วยหวังยศศักดิ์ความก้าวหน้า มีประโยชน์และอำนาจเป็นที่หมาย ข้าทหารทำราชการหวังให้มีชื่อลือชาปรากฏไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นวีรชนของแผ่นดิน แต่ผู้ปกครองบริหารราชการบ้านเมืองนั้นย่อมต่างจากชาวนา พ่อค้า ข้าราชการ ขุนนางและขุนทหาร จะมุ่งหวังปรารถนาเพียงมีข้าวปลากิน หวังกำไร หวังความก้าวหน้าในราชการ หรือปรารถนาชื่อลือชาในประวัติศาสตร์นั้นมิได้ หากต้องตั้งความหวังเอาไว้ที่ความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองมั่นคง อริราชศัตรูไม่กล้าย่ำยีรุกราน โจรผู้ร้ายภายในไม่กล้าก่อการกำเริบ ข้าราชการขุนนางไม่กล้าข่มเหงรีดนาทาเร้นอาณาประชาราษฎร ไม่กล้าฉ้อราษฏร์บังหลวง ทั้งต้องทำให้ราษฎรอยู่ดีกินดี มีความสุข มีความก้าวหน้า มีความมั่งคั่ง โดยสรุปก็คือต้องทำบ้านเมืองให้มั่นคง ทำให้ราษฎรมั่งคั่ง ทำดังนี้สำเร็จจึงจะถือได้ว่าได้บรรลุซึ่งภารกิจของยอดนักปกครอง
สุมาอี้กล่าวสืบไปว่า ครั้งก่อนบิดาได้สั่งสอนพวกเจ้าว่าทำการใหญ่ต้องรู้จักฐานกำลังอำนาจของตนเอง การจะเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน พึงรู้ว่าฐานกำลังอำนาจที่แท้นั้นอยู่ที่มวลมหาประชาชน คำโบราณกล่าวไว้ว่าประชาชนเหมือนหนึ่งน้ำ ผู้ปกครองเหมือนหนึ่งเรือ น้ำหนุนเรือให้ลอยได้ แต่น้ำก็จมเรือได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะครองใจอาณาประชาราษฎร จะต้องหมั่นบำเพ็ญเมตตาธรรม ใส่ใจต่อทุกข์สุขและความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพของราษฎร เป็นหนึ่งเดียวกับราษฎร ก้าวเข้าหาปัญหาแล้วแก้ไขโดยมิพักให้ราษฎรต้องเพรียกร้อง ข้าราชการขุนนางเป็นแขนขา ต้องทำหน้าที่อำนวยประโยชน์สุข ดูแลราษฎรให้ร่มเย็นเป็นสุข หากทำการข่มเหงยำเยงเบียดเบียนราษฎร แขนขานั้นย่อมใช้มิได้ ต้องใช้ความ เด็ดขาดจัดการแก้ไขสับเปลี่ยนกำจัดเสียให้สิ้น
เมื่อได้ทำนุบำรุงราษฎรด้วยเมตตาธรรม ด้วยความยุติธรรม ด้วยคุณธรรมดังนี้แล้ว ราษฎรย่อมร่มเย็นเป็นสุข กล่าวได้ว่าฐานกำลังอำนาจมั่นคงเป็นปึกแผ่นแน่นหนาดุจดังผืนแผ่นดิน
แต่ทว่าอำนาจรัฐนั้นหอมหวนยวนเย้าเป็นที่หมายปองของทุกผู้คน เป็นเป้าหมายแห่งการช่วงชิงยึดแย่งด้วยรูปการมากหลาย ตั้งแต่ใช้ปลายพู่กันไปจนถึงศาสตราวุธ การรักษาและการใช้อำนาจเป็นองค์ประกอบสำคัญแห่งอำนาจ เมื่อช่วงชิงได้มาซึ่งอำนาจแล้วต้องทำการรักษาและใช้อำนาจนั้นให้ก่อเกิดประโยชน์สุขแก่บ้านเมืองและราษฎรให้บริบูรณ์ ทำให้อำนาจตกผลึกบ่มเป็นบารมีธรรมที่แท้แลมั่นคงยาวนาน เป็นอำนาจที่สมบูรณ์
บ้านเมืองย่อมมีคนดีแลคนชั่ว ย่อมมีทั้งผู้สนับสนุนแลคัดค้าน เหตุนี้การรักษาอำนาจและการใช้อำนาจจึงไม่อาจปราศจากศาสตราวุธได้ การซ่องสุมสั่งสมกำลังทหารที่มีสมรรถนะสู้รบสูง มีศาสตราวุธที่พรักพร้อมจึงเป็นความจำเป็นแก่การรักษาและการใช้อำนาจรัฐ หากแม้นดูแคลนละเลยเรื่องนี้เมื่อใด อำนาจแม้ถึงจะมีอยู่ก็จะถูกช่วงชิงบ่อนทำลายจนสูญสลายไปในที่สุด
สุมาอี้ไอกระแอมอยู่พักใหญ่แล้วกล่าวสืบไปว่า พวกเจ้าจะเติบใหญ่ไปในวันหน้า ให้จำคำบิดาไว้ให้จงดี และต้องไม่ลืมว่าวันใดที่พวกเจ้ามีอำนาจวาสนาแล้ว เมื่อนั้นคนทั้งปวงจะหลั่งไหลมาพึ่งใบบุญเจ้าดุจดั่งพระมหาสมุทร ซึ่งจะมีน้ำจากห้วยหนองคลองบึงทุกสารทิศหลั่งไหลมาสู่ ย่อมมีทั้งน้ำอันใสสะอาด สกปรก ขุ่นมัว และโสโครก ย่อมมีทั้งขยะและพืชน้ำต่าง ๆ จำจะต้องแยกแยะเลือกสรรให้จงดี แสวงหาและคัดเลือกคนดีมีฝีมือมาอยู่เคียงกาย อย่าให้คนพาลสันดานหยาบชั่วช้าเข้าใกล้กาย พึงตระหนักว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์อันมีฤทธิ์ทั่วสกลจักรวาลก็ยังมีความมัวหมองได้ด้วย เมฆหมอกที่ห่อหุ้ม ผู้เรืองอำนาจวาสนาก็ดุจกัน ย่อมมัวหมองเสื่อมโทรมด้วยผู้คนแวดล้อมฉะนั้น
บุตรทั้งสองของสุมาอี้ฟังโอวาทผู้บิดาด้วยความสนใจ ครั้นมองไปที่เบื้องปลายเท้าของสุมาอี้ เห็นภาพห้อยติดผนังอยู่ภาพหนึ่ง เป็นที่สะดุดตา จึงถามผู้เป็นบิดาว่าภาพนี้มีความหมายประการใด
สุมาอี้จึงกล่าวว่า เรารู้ตัวของเราดีว่าการป่วยครั้งนี้ยากจะหาย คงเหลือแต่เวลาจะช้าเร็วประการใดเท่านั้น จึงพยายามเขียนภาพนี้เพื่อพวกเจ้าทั้งสองคน
กล่าวแล้วสุมาอี้จึงชี้ไปที่ภาพเขียนซึ่งแขวนอยู่บนผนังที่ปลายเท้า พลางกล่าวว่าที่เจ้าเห็นนี้จะว่าภาพก็ใช่ จะว่าเป็นตัวอักษรก็ใช่ จะว่าเป็นความหมายอันเป็นปริศนาก็ว่าได้ พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าภาพพู่กันเส้นตรงตั้งที่อยู่บนสุด ภาพรูปสี่เหลี่ยมที่อยู่ตรงกลางและภาพรูปหัวใจที่อยู่ข้างล่างนั้นมีความหมายประการใด
สุมาสูและสุมาเจียวมองไปที่รูปบนแผ่นภาพแล้วกล่าวว่า แม้เป็นลายพู่กันที่งามนักแต่พลังในการเขียนนั้นอ่อนล้าอิดโรย ซึ่งจะมีความหมายประการใดนั้นลูกไม่แจ้ง
สุมาอี้ชี้ไปที่รูปหัวใจซึ่งอยู่ในภาพด้านล่างสุดแล้วกล่าวว่า ภาพรูปหัวใจก็คือภาพอักษรว่าซิมซึ่งแปลว่าหัวใจ ตรงกับความหมายตามภาพ คนทั้งปวงย่อมมีใจ จะดีเลวชั่วช้าหรือประเสริฐเลิศคนก็อยู่ที่ใจ ชาวนา พ่อค้า ขุนนาง ข้าราชการ ขุนทหารและนักปกครองล้วนย่อมต้องมีใจ แต่ความในใจหาได้เหมือนกันไม่ น้ำใจผู้ปกครองบ้านเมืองย่อมต้องเต็มเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม คุณธรรม ยุติธรรม ใส่ใจทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร เหตุนี้การทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับผู้คนจึงต้องถือเอาใจเป็นที่ตั้ง ทั้งใจเรา ใจเขา ต้องเข้าใจให้จงดี ใจเขาเป็นประการใดก็มองที่ใจเราย่อมรู้ได้อย่างแจ่มแจ้ง เหตุนี้เราจึงวาดภาพอักษรตัวซิมหรือหัวใจไว้เป็นรากฐาน
สุมาสูและสุมาเจียวได้ฟังอรรถาธิบายของผู้บิดาก็พากันพยักหน้าแสดงท่าทีว่าเข้าใจ สุมาอี้เห็นดังนั้นจึงกล่าวสืบไปว่า หัวใจผู้ปกครองย่อมต้องมีความอดทนที่สูงส่งยิ่งกว่าผู้คนธรรมดา ถึงขนาดต้องสามารถกลืนกินเลือดของตนเองได้ ในหัวอกต้องกว้างใหญ่สามารถบรรจุเรือสำเภาสิบลำได้ เรื่องใหญ่น้อยต้องสามารถอัดไว้ในอกด้วยจิตใจอันหนักแน่นมั่นคง ตรองดูจนรู้เหตุการณ์ถ่องแท้แล้วจึงแก้ไขทำการต่อไป ภาพหัวใจนี้เมื่อมีภาพกระบี่ปักไว้ย่อมมีความหมายถึงความอดทน เหตุนี้เราจึงเขียนภาพอักษรเส้นตรงตั้งไว้ด้านบน เมื่อประกอบเข้ากับอักษรตัวซิมแล้วย่อมเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้พวกเจ้าต้องมีความอดทน อันคนเรานั้นอาจมีความรู้สติปัญญาความสามารถทัดเทียมกันได้ แต่ความอดทนนี่แล้วที่ต่างกัน ทำให้คนเหนือคน และคนแตกต่างกับคน
ภาพเส้นตรงตั้งจะมองว่าเป็นภาพกระบี่ก็ได้ จะมองว่าเป็นหลักชัยหลักบ้านหลักเมืองก็ได้ จะมองว่าเป็นหลักอันเป็นศูนย์กลางของแผ่นดินก็ได้ จะหมายเอาเป็นความซื่อตรงแลความกตัญญูจงรักภักดีก็ได้ นี่คือความหมายอันวิเศษลึกล้ำอันมีอยู่ในนิรุกติแห่งภาษาจีนของเรา
สุมาอี้กล่าวต่อไปว่า ผู้ปกครองบ้านเมืองจะต้องเป็นหลัก ต้องมีความซื่อตรง ต้องมีความเที่ยงธรรม และต้องมีความเด็ดขาด เสาหลักที่เอนย่อมไม่อาจทานน้ำหนักได้ เสาที่ตรงต่างหากจึงจะรับน้ำหนักอันมากได้ ผู้ปกครองต้องทำตนให้เป็นหลักแก่บ้านเมืองและราษฎร ดุจดังพระอาทิตย์ที่เป็นหลักแห่งจักรวาล พระอาทิตย์โคจรโดยเที่ยงตรง วันเวลาฤดูกาลจึงเที่ยงตรง หากพระอาทิตย์วิปริตผันแปรไปแล้วสรรพสิ่งก็จะวิปริตวิบัติดับสูญสิ้น แลเส้นที่ตั้งตรงนี้ยังมีความหมายของกระบี่ที่คมกล้า สามารถตัดปัญหาให้สิ้นสูญ ไม่ปล่อยปัญหาการงานให้ค้างคาหมักหมมจนก่อกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นได้ การงานและปัญหาต้องรีบจัดการแก้ไข แต่เรื่องน้ำใจคนต้องไม่วู่วามเร่งรัดจัดการ
สุมาอี้กล่าวสืบไปว่า ภาพรูปสี่เหลี่ยมนี้หากเขียนเส้นขวางเป็นลำธาร เขียนภูเขาและอาคารไว้ภายในก็จะอ่านว่าก๊กหรือแปลว่าประเทศ ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินจะต้องสันทัดต่อการพัฒนาสร้างสรรค์ พัฒนาอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า น้ำต้องไหล ไฟต้องสว่าง หนทางต้องดี ราษฎรมีปัจจัยสี่บริบูรณ์ครบครัน จึงเป็นบ้านเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ภาพนี้หมายให้พวกเจ้าได้ตระหนักว่าแผ่นดินนี้กว้างใหญ่ไพศาล มีการงานพัฒนามากหลายที่ต้องทำเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขและอยู่ดีกินดีของอาณาประชาราษฎร แต่นี้ไปเป็นหน้าที่ของพวกเจ้าแล้วที่จะต้องพัฒนาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เรืองรุ่ง
ภาพสี่เหลี่ยมนี้เมื่อเอาภาพเส้นตั้งปักไว้ตรงกลางก็จะเป็นตัวอักษรอ่านว่าตง ซึ่งหมายความถึงศูนย์กลาง คือศูนย์กลางแห่งอำนาจปกครองสถานหนึ่ง ศูนย์กลางแห่งน้ำใจคนสถานหนึ่ง ศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองอีกสถานหนึ่ง และความเป็นผู้มีน้ำใจสัตย์ซื่อ ซื่อตรงอีกสถานหนึ่ง การแสวงหาคนดีมีฝีมือมาช่วยการในวันหน้าจะต้องรำลึกถึงคำว่าตง คนเก่งมักไม่ค่อยกล้า คนกล้ามักไม่ค่อยเก่ง แต่คนทั้งเก่งทั้งกล้าก็ยังใช้ไม่ได้หากไร้ซึ่งความซื่อตรง
คนเช่นนี้ยากที่จะมองหาจากผู้คนที่เวียนมาหาพวกเจ้า เมื่อครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจก็ยังต้องออกไปเชิญเตียวเหลียงและฮั่นสินเป็นขุนนางคู่แผ่นดินคู่พระบารมี จึงสามารถสถาปนาพระราชวงศ์ฮั่นได้สำเร็จ พระเจ้าวุยอ๋องโจโฉ เล่าปี่ แลซุนกวน ก็ล้วนมุ่งแสวงหาคนดีมีฝีมือและซื่อสัตย์จึงสามารถตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ เล่าปี่นั้นสู้อุตส่าห์ถ่อมตัวไปคำนับขงเบ้งที่กระท่อมน้อยถึงสามครั้ง ครั้นได้ตัวขงเบ้งแล้วจึงสามารถเปลี่ยนฐานะตัวจากเชื้อพระวงศ์อนาถา กลายเป็นครองแผ่นดินอันกว้างใหญ่และตกทอดมาถึงเล่าเสี้ยนในวันนี้ นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่พวกเจ้าต้องจดจำ
อักษรตงเมื่อปักอยู่บนภาพรูปหัวใจก็จะเป็นตัวอักษรอ่านว่าตงซิม ซึ่งหมายความว่าน้ำใจที่ซื่อตรง การจะหวังให้คนทั้งปวงนับถือบูชาเลื่อมใสก่อเป็นบารมีอันไพศาล ผู้ปกครองต้องมีน้ำใจที่ซื่อตรง รู้จักรักผู้อื่น ถึงแม้ว่าจะมีความเฉลียวฉลาดสักปานไหน แต่ถ้าไม่มีน้ำใจซื่อตรงต่อผู้อื่น รักผู้อื่นโดยสุจริตแล้วก็ไม่อาจที่จะรักษาดำรงไว้ซึ่งความรักภักดีของผู้คนได้ ไม่อาจก่อเป็นบารมีอันยิ่งใหญ่ได้
นี่คือความหมายของภาพลายพู่กันที่เราสู้ถ่อสังขารฝืนเขียนไว้เพื่อสั่งสอนพวกเจ้า จงจดจำคำเราไว้อย่าได้ประมาท สุมาอี้กล่าวดังนี้แล้วก็เหนื่อยหอบ สุมาสูและสุมาเจียวเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่าท่านพ่อลำบากเหนื่อยมากแล้ว จงพักผ่อนก่อนเถิด
กล่าวแล้วสุมาเจียวจึงพยุงสุมาอี้ให้นอนราบลงกับเตียงแล้วเอาผ้าห่มมาคลุม จากนั้นจึงคำนับลา
พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยเก้าสิบสี่พรรษา เดือนสิบ อาการป่วยของสุมาอี้ได้ทรุดหนักลงโดยลำดับ คนในจวนของสุมาอี้เห็นอาการอยู่ในขั้นวิกฤต จึงให้คนไปแจ้งให้สุมาสูและสุมาเจียวทราบ
สุมาสูและสุมาเจียวพอทราบความก็รีบรุดมาที่จวน เห็นสุมาอี้นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงนอน ร่างกายผอมซูบเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก กระดิกตัวไม่ได้ มีน้ำตาไหลอาบแก้ม แต่พอรู้ว่าบุตรทั้งสองมาเยี่ยมสุมาอี้ก็ลืมตาขึ้น ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มแต่กลับพริ้มตาลงและสิ้นใจในเวลานั้น สุมาสูและสุมาเจียวเห็นสุมาอี้ถึงแก่ความตายก็พากันร้องไห้โศกเศร้าอาลัยในการจากไปของสุมาอี้เป็นอันมาก
ที่ยกมานั้นคือเนื้อความตามที่ปรากฏในสามก๊กฉบับคนขายชาติ ของเรืองวิทยาคม ตอนที่ 598 ดังนั้นหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือนักการเมืองคนใดสนใจก็ลองดูเพิ่มเติมได้จาก www.paisalvision.com เถิด.
|