|
อาสาฬหบูชาเทศนา (ตอนที่ 2) |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันพฤหัสบดีที่ ๐๗ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๙:๕๘ น. |
|
บทความเรื่องอาสาฬหบูชาเทศนาเป็นบทความที่เขียนเฉพาะเพื่อเป็นพุทธบูชาเนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาประจำปี 2554 ซึ่งวันนี้เป็นตอนที่ 2
หลังจากปัญจวัคคีย์มีน้ำใจเชื่อว่าพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้แล้ว ก็อยากฟังธรรมที่ตรัสรู้นั้น แต่พระตถาคตเจ้าทรงรั้งรอไว้เพื่อความพร้อมบริบูรณ์ที่จะแสดงพระธรรมอันประเสริฐที่ทรงตรัสรู้ ตลอดค่ำคืนขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 หลังทรงตรัสรู้ 2 เดือน ปัญจวัคคีย์มีใจจดใจจ่อใคร่ฟังธรรมที่ได้รอมานานแสนนาน โดยเฉพาะท่านโกณฑัญญะนั้นคงจะรุ่มร้อนใจใคร่อยากฟังธรรมมากกว่าใคร เพราะเป็นสิ่งที่ตนได้รอมานับแต่ที่ได้เห็นลักษณะของพระกุมารในครั้งกระโน้น
ในวันรุ่งขึ้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 แม้ความในพระสูตรจะมิได้ระบุว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน แต่เมื่อดูพุทธประเพณีที่พระตถาคตเจ้าจะแสดงพระธรรมสำคัญ ๆ ตลอดโพธิกาลแล้ว ก็มักจะเป็นเวลาค่ำคืนของคืนข้างขึ้น 15 ค่ำ เพราะในอินเดียนั้นอากาศร้อน ในเวลากลางวันร้อนจนนั่งไม่ติด ส่วนเวลากลางคืนอากาศไม่ร้อนจัดนัก บางฤดูกาลก็เย็นเป็นที่สบาย ในท่ามกลางแสงพระจันทร์กระจ่างเวหา ท้องฟ้าแจ่มใส น้ำใจคนก็น้อมไปเพื่อความสงบ เพื่อความสุข เพื่อความร่มเย็น เพื่อความเบิกบาน นั่นเป็นกาลเหมาะแก่การฟังธรรม เป็นกาลอันเป็นสัมปายะ จึงสันนิษฐานว่าการแสดงปฐมเทศนาในครั้งกระโน้นน่าจะเป็นเวลาค่ำคืนของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มปฐมเทศนาด้วยการประกาศสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ดังที่พระองค์ได้ตรัสยืนยันกับปัญจวัคคีย์ในวันขึ้น 14 ค่ำ อันเป็นเวลาที่เสด็จมาถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว เสด็จมาเพื่อบอกกล่าวพระธรรมอันประเสริฐนั้นให้ปัญจวัคคีย์ได้เข้าถึงพระธรรมนั้นด้วย
พระธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้นทรงประกาศต่อปัญจวัคคีย์ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือการประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย (กามสุขัลลิกานุโยค) เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์อย่างหนึ่ง
การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเป็นความลำบาก (อัตตกิลลมัตถานุโยค) ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลางไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น
นั่น ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน”
คำประกาศสิ่งที่ทรงตรัสรู้ในเรื่องแรกนี้ประกอบด้วยทาง 3 สาย คือสายตึงสายหนึ่ง สายหย่อนสายหนึ่ง และปฏิปทาสายกลางอีกสายหนึ่ง ทั้ง 3 สายนี่แหละคือสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้
ทางสายหย่อนและทางสายตึงนั้น พระตถาคตเจ้าประกาศว่าเป็นธรรมที่ผิด โดยเฉพาะทางสายหย่อนนั้นทรงประณามว่าเป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ต่างกับทางสายตึงที่พระพุทธองค์ไม่ถึงกับประณามว่าเป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน เพราะเป็นปกติของผู้เดินหนทางสายตึง ซึ่งเป็นสายตรงกันข้ามที่สุดโต่งกับสายหย่อน ดังนั้นจึงมีวิสัยและภูมิธรรมในจิตใจที่พ้นไปจากปุถุชนระดับหนึ่งแล้ว เพราะมุ่งแสวงหาความหลุดพ้น เป็นแต่ว่าเดินหนทางที่ผิด
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าทั้งทางสายหย่อนและทางสายตึงนั้นไม่ใช่ทางของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ คำตรัสแต่เพียงเท่านี้ในสมัยโน้นและในปริบทที่ปัญจวัคคีย์ได้ฝึกฝนอบรมและปฏิบัติตนเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นตลอดมาเป็นเวลาช้านาน ฟังแล้วก็เข้าใจเป็นอันดี
เพราะทางสายหย่อนนั้น ปัญจวัคคีย์ก็ได้ทราบดีจากวิถีชีวิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อนเสด็จออกบวชและทราบดีจากชีวิตของปุถุชนทั่วไปว่าคราคร่ำหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุขในกามต่าง ๆ เป็นธรรมที่เลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ซึ่งพวกตนก็ปฏิเสธมาเป็นเวลาช้านานแล้ว จึงได้ออกบวช ดังนั้นการที่ทรงชี้ให้เห็นว่าทางสายหย่อนเป็นทางที่ผิด ไม่ใช่ทางของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ จึงเป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งและเห็นกระจ่างได้โดยง่าย
ความเข้าใจในเรื่องทางสายหย่อนว่าเป็นธรรมที่เลวนั้น ในยุคนี้สมัยนี้ที่ถือกันว่ามีความเจริญ มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ทันสมัยแล้ว ก็ไม่แน่นักว่าจักเข้าใจ ดังเช่นหากมีใครสักคนบอกว่าการเข้าร่วมงานสังสรรค์เลี้ยงโต๊ะ ฟังดนตรี เต้นรำ เฮฮาปาร์ตี้เป็นสิ่งที่เลว เป็นของปุถุชน เป็นทางที่ผิด ก็คงมีคนเถียงมากกว่าคนที่จะเห็นด้วย หรือถ้าใครสักคนกล่าวว่าการที่บุรุษสตรีผูกพันรักใคร่เสพสันถวะกันเป็นสิ่งผิด เป็นธรรมอันเลว ก็คงมีคนเถียงมากมาย หรือถ้ามีใครกล่าวว่าการปรนเปรอชีวิตด้วยของหอม ด้วยความสุขสบายในประการต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ผิดเป็นสิ่งที่เลวก็ย่อมมีคนเถียงมากกว่าคนเห็นด้วย นั่นเพราะความไม่เห็นความจริงตามที่เป็นจริง
นี่คือสิ่งที่แตกต่างกันของยุคสมัยและปริบทของผู้ฟังและผู้สอน ดังนั้นหากจะอธิบายความเกี่ยวกับหนทางสายหย่อนหรือกามสุขัลลิกานุโยคในยุคนี้สมัยนี้ก็คงต้องลงแรงมากกว่ายุคสมัยโน้นมากมายนัก และอาจตรงกันข้ามกับหนทางสายตึงซึ่งเป็นความยากลำบาก เป็นความทุกข์ทรมาน จะเป็นที่เห็นพ้องได้โดยง่ายเพราะคนยุคนี้สมัยนี้รังเกียจความเหนื่อย ความยาก ความลำบากและความทรมาน แต่เป็นแค่ความไม่ชอบ ความกลัว ความไม่ต้องการเท่านั้น หาได้เห็นความจริงตามความเป็นจริง ถึงความเป็นธรรมที่ผิดแต่ประการใดไม่
ส่วนทางสายตึงนั้น ปัญจวัคคีย์ก็ได้เห็นกับตาตนว่าในการประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน การทำความลำบากแก่ตน ด้วยการทรมานตนในประการต่าง ๆ จนสุดที่มนุษย์ทั่วไปจะกระทำได้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อครั้งทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาก็ทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว และแม้ปานนั้นก็ไม่สามารถตรัสรู้อนุตรสัมโพธิญาณได้ เป็นเหตุให้ทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยานั้นเสีย ทางสายตึงนี้เป็นทางสายที่ปัญจวัคคีย์มีอัชฌาสัยนิยมยึดถือยึดมั่นและปฏิบัติมานานแล้ว แม้ได้เห็นของจริงตลอดเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา แต่กลับมองข้ามไป เพราะน้ำใจคิดแต่จะตำหนิติเตียนว่าการที่ทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยานั้นเป็นการกลับกลอก เป็นการเปลี่ยนใจไปในทางที่ผิด ดำเนินไปในวิถีทางของปุถุชน แต่เมื่อทรงแสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง ปัญจวัคคีย์ก็เห็นจริงเห็นแจ้งได้โดยง่ายว่าหนทางสายตึงคือการประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนให้ได้ยากลำบาก แม้ทรมานตนเองถึงขั้นอุกฤษฏ์ปานใดก็ไม่สามารถตรัสรู้ได้ จึงไม่ใช่ทางของพระอริยะ และไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ทางทั้งสายตึงและสายหย่อนเมื่อพระตถาคตเจ้าทรงแสดงย้ำในโอกาสแรก ปัญจวัคคีย์จึงรู้ จึงเข้าใจและเห็นแจ้งได้โดยง่าย ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงประกาศทางสายที่สามที่ทรงตรัสรู้คือปฏิปทาสายกลางที่ไม่เข้าไปใกล้ทางสุดโต่งทั้งสองสายนั้น ทรงยืนยันพระองค์ว่าทรงตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ความที่ทรงตรัสว่า ได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง หมายถึงภาวะที่ทรงเห็นความจริงตามที่เป็นจริงอย่างถ่องแท้ กระจ่างแจ้ง หมดจด ไม่มีฝ้าหรือข้อสงสัยใด ๆ แม้เพียงธุลี นี่คือปัญญาอันยิ่งในพระพุทธศาสนา
ความที่ทรงตรัสว่าทำดวงตาให้เกิด หมายถึงความรู้อันยิ่งนั้นได้ทำให้พ้นจากความมืดบอดที่ไม่เห็นความจริงตามที่เป็นจริง เมื่อความมืดบอดหรือความมืดสนิทถูกกำจัดหายไปแล้ว ดวงตาก็เกิดขึ้น
เมื่อดวงตาเกิดขึ้น เห็นความจริงตามความเป็นจริง คือทำดวงตาให้เกิดแล้วย่อมส่งผลทำญาณให้เกิดตามมา ญาณในที่นี้ได้แก่ความสามารถในการเห็น และในการกระทำด้วยประการต่าง ๆ ที่ทำลายความยึดมั่นถือมั่นให้ถึงซึ่งความว่างอันสูงสุด ดังนั้นจึงย่อมเป็นไปเพื่อความสงบและย่อมถึงซึ่งความรู้ยิ่ง คือรู้ว่าความจริงตามที่เป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร นั่นคือสิ่งไรไรที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นนั้นย่อมมีความตั้งอยู่ เสื่อมไป และดับไปเป็นธรรมดา เพราะธรรมทั้งหลายนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่อยู่ในบังคับของใคร ๆ นั่นคือความตรัสรู้และเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน
เพราะเหตุที่ทางสุดโต่งสายหย่อนและสายตึงนั้นเป็นสิ่งที่ปัญจวัคคีย์รู้ เข้าใจ และเห็นกระจ่างแจ้งได้โดยง่าย ดังนั้นจึงไม่ทรงอธิบายในรายละเอียด นั่นคือปริบทและภูมิธรรมที่ผู้เทศนาสามารถหยั่งทราบจากผู้ฟังเทศนา คงเหลือแต่ปฏิปทาอันเป็นทางสายกลาง ซึ่งปัญจวัคคีย์ยังคงหลงและไม่เคยเข้ามาใกล้ เพราะความไม่รู้ ความไม่เข้าใจและไม่เห็นทางสายนี้มาก่อนเลย
ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอธิบายเกี่ยวกับปฏิปทาสายกลางนี้ว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้นเป็นไฉน”
พึงสังเกตเถิดว่า ลีลาการเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าอันเป็นอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งนั้น ทรงเทศนาด้วยการตั้งคำถามตรง และแทนใจของผู้ฟังพระธรรมเทศนา เพราะในยามนั้นเมื่อจิตใจปัญจวัคคีย์กระจ่างแจ้งในหนทางสุดโต่งทั้งสองสายว่าไม่ใช่ทางแห่งอริยะและไม่ประกอบประโยชน์แล้ว จิตใจก็น้อมไปใคร่รู้ว่าปฏิปทาอันเป็นทางสายกลางนั้นเป็นไฉน พระตถาคตเจ้าจึงตั้งเป็นหัวข้อปฐมเทศนาในทางสายที่สามคือปฏิปทาสายกลางว่าปฏิปทาสายกลางที่ทรงตรัสรู้นั้นเป็นไฉน เมื่อทรงตั้งเป็นหัวข้อคำถามแล้ว ก็ตรัสต่อไปว่า
“ปฏิปทาสายกลางนั้นได้แก่อริยมรรค มีองค์แปดนี้คือ
ปัญญาอันเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ)
ความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) เจรจาชอบ (สัมมาวาจา)
กระทำชอบ (สัมมากัมมันตะ)
เลี้ยงชีวิตชอบ (สัมมาอาชีวะ)
พยายามชอบ (สัมมาวายามะ)
ระลึกชอบ (สัมมาสติ)
ตั้งจิตชอบ (สัมมาสมาธิ)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี่แลคือปฏิปทาสายกลางนั้นที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน”.
โปรดติดตามตอนที่ 3. ต่อไป
|