|
อาสาฬหบูชาเทศนา (ตอนที่ 1) |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันพุธที่ ๐๖ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๑:๒๗ น. |
|
วันนี้เป็นวันที่ 6 กรกฎาคม 2554 ตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8 อีก 9 วันจากนี้ไปก็จะเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา นั่นคือวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญในฐานะที่เป็นวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรกหลังจากตรัสรู้พระอนุตรสัมโพธิญาณ
พระธรรมเทศนาครั้งแรกของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีชื่อว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คือพระสูตรว่าด้วยการยังพระธรรมจักรให้เคลื่อนไป หรือให้ดำเนินไป เพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มากในโลก
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้ที่ใต้ร่มโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หลังจากทรงเสวยอภิเนษกรมณ์อยู่ ณ ที่ 7 แห่งในบริเวณนั้นเป็นเวลารวมกัน 49 วันแล้ว ก็ทรงเสด็จพุทธดำเนินไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ ให้บรรลุธรรมตามพระองค์
ปัญจวัคคีย์คือนักบวช 5 รูป เคยได้ถวายการปรนนิบัติรับใช้พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อครั้งยังทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาเพราะทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางแห่งการตรัสรู้แล้ว ปัญจวัคคีย์ก็ได้แยกย้ายกันไป และในที่สุดก็มาพำนักอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี
ในหมู่ปัญจวัคคีย์นั้น มีผู้พี่ใหญ่นามว่าโกณฑัญญะ ท่านผู้นี้เป็นพราหมณ์อาวุโส เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะแรกประสูติ พระราชบิดาก็ได้เชิญพราหมณ์มากหลายเข้ามาทำนายทายทักอนาคตของพระราชกุมาร ในหมู่คณะพราหมณ์นั้น มีพราหมณ์ที่เป็นเลิศทางพยากรณ์อยู่ 2 คน
คนหนึ่งดูลักษณะของพระราชกุมารแล้วชูสองนิ้วขึ้นแล้วพยากรณ์ว่า พระราชกุมารนี้เมื่อเจริญชันษาขึ้นแล้วจะมีอนาคต 2 อย่าง คือถ้าดำรงอยู่ใต้เศวตฉัตรก็จะเป็นพระมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของโลก หรือถ้าออกบวชก็จักเป็นศาสดาเอกของโลก
อีกคนหนึ่งก็คือพราหมณ์ผู้มีนามว่าโกณฑัญญะ ดูบุคลิกลักษณะของพระราชกุมารแล้ว ชูนิ้วขึ้นแต่เพียงนิ้วเดียวแล้วพยากรณ์ว่า สืบไปเมื่อหน้าพระราชกุมารนี้จักเป็นศาสดาเอกของโลก พราหมณ์โกณฑัญญะกล่าวคำทำนายดั่งนั้นแล้วก็คุกเข่าก้มลงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ตั้งความปรารถนาว่าขอให้มีอายุยืนยาวได้เห็นศาสดาเอกของโลก
หลังจากนั้นแล้วพราหมณ์โกณฑัญญะก็เฝ้าติดตามข่าวคราวความเจริญวัยของพระราชกุมารตลอดมา จนกระทั่งทราบข่าวว่าพระราชกุมารได้ทิ้งความสุขของฆราวาสวิสัยออกบวชด้วยพระองค์เอง พราหมณ์โกณฑัญญะในขณะนั้นได้มีพี่น้องร่วมคณะอีก 4 คน เรียกกันว่าปัญจวัคคีย์ จึงได้ติดตามไปถวายการรับใช้ ด้วยความเชื่อมั่นว่านักบวชผู้นี้แหละคือผู้ที่จักเป็นศาสดาเอกของโลกตามที่ตนได้พยากรณ์ไว้
ปัญจวัคคีย์ได้ถวายการรับใช้พระผู้มีพระภาคเจ้ามาเป็นเวลาระยะหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างแสนสาหัส ดังที่ทรงประกาศด้วยพระองค์เองในภายหลังว่าในอดีตกาลอันโพ้นก็ดี ในปัจจุบันสมัยก็ดี แม้ในอนาคตกาลอันไกลก็ดี ไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ทรมานตัวเองเข้าขั้นอุกฤษฏ์เสมอด้วยพระองค์เลย
ปัญจวัคคีย์มุ่งหวังว่าด้วยการบำเพ็ญทุกรกิริยาขั้นอุกฤษฏ์เช่นนี้ นักบวชที่ตนมุ่งหวังจะพึ่งพานำทางไปสู่โพธิธรรมจักบรรลุธรรม จักตรัสรู้ จักเป็นพระอรหันต์ จักถึงซึ่งนิพพานเป็นแน่แท้ แต่ในที่สุดเมื่อพระมหาสัตว์ทรงรู้ด้วยพระองค์เองว่าหนทางแห่งอัตตกิลลมัตถานุโยคคือการทรมานตนเยี่ยงนี้เป็นหนทางที่ผิด ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ทางแห่งการตรัสรู้ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยานั้นเสีย แล้วกลับมาฉันอาหารเหมือนดั่งแต่ก่อน
ปัญจวัคคีย์มีความผิดหวัง และเศร้าโศกเสียใจ โดยสถานหนึ่งนั้นเสียใจว่าชีวิตของพวกตนจะไม่มีโอกาสได้พบพระผู้เป็นศาสดาเอกของโลก โดยสถานสองรู้สึกผิดหวังที่หลงปรนนิบัติรับใช้ผู้ที่มีน้ำใจกลับกลอก จึงพากันแยกตัวไป
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้แล้วก็มีน้ำพระทัยที่จะช่วยเหลือชาวโลกให้พ้นจากความทุกข์ ตามที่ทรงตั้งปณิธานไว้เมื่อแรกเสด็จออกบวช ก็ทรงรำลึกถึงผู้ที่มีความรู้ขั้นสูงที่อาจเข้าใจธรรมอันลึกซึ้งได้โดยง่าย จึงทรงรำลึกถึงพระอาจารย์ที่เคยสำนักเล่าเรียนมาก่อน คืออุทกดาบสและอาฬารดาบส ครั้นทรงน้อมรำลึกถึงก็ทรงทราบว่าพระอาจารย์ทั้งสองได้ละสังขารไปหมดแล้ว จึงทรงน้อมรำลึกถึงปัญจวัคคีย์ซึ่งมีความตั้งใจ มีความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในการแสวงหาความหลุดพ้น จึงทรงทราบว่า ณ เวลาบัดนี้ปัญจวัคคีย์ได้ไปพำนักอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จึงทรงเสด็จพุทธดำเนินด้วยพระบาทออกจากตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในวันที่ 50 หลังจากทรงตรัสรู้ และใช้เวลาพุทธดำเนิน 14 วัน ก็เสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
ปัญจวัคคีย์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพุทธดำเนินมาแต่ไกลก็จำได้ว่าเป็นนักบวชรูปเดียวกันกับที่พวกตนได้ปลีกหนีมาแล้ว โดยไม่รู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว จึงทำความตกลงกันว่าจะไม่ต้อนรับ จะไม่ปรนนิบัติ จะไม่ตักน้ำล้างเท้าให้ จะไม่เชิญให้นั่ง จะไม่สนทนาพูดจาด้วย หากนักบวชนั้นมาถึงแล้วอยากนั่งก็นั่ง อยากยืนก็ยืน อยากพูดก็พูด แต่พวกปัญจวัคคีย์จะนิ่งอย่างเดียว เพื่อให้ผู้มาเยือนหลีกหนีไปเอง เพราะปัญจวัคคีย์เข้าใจว่าเป็นผู้กลับกลอก หลอกลวงพวกตนให้ปรนนิบัติมาเป็นเวลานาน
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เห็นได้ว่าเหล่าปัญจวัคคีย์แม้บวชมานาน มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวแรงกล้าและได้ประพฤติปฏิบัติตนมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะปัญจวัคคีย์ที่มีนามว่าโกณฑัญญะนั้นปฏิบัติธรรมมานานกว่าเพื่อน ปานนั้นแล้วก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่านักบวชที่กำลังเดินมาหาตนนั้นมีภูมิธรรมขั้นใด กล่าวง่าย ๆ ก็คือ ณ เวลานั้นปัญจวัคคีย์ยังมิได้บรรลุภูมิธรรมแม้ในขั้นจตุตถฌาน
เนื่องเพราะผู้ใดบรรลุธรรมขั้นจตุตถฌานแล้ว หากน้อมใจก็สามารถกระทำฤทธิ์บางอย่างได้ เช่น การหยั่งทราบภาวะจิตและภูมิธรรมของผู้อื่น แม้เพียงเท่านี้ก็สามารถสัมผัสได้ว่านักบวชผู้ที่กำลังดำเนินมาหาตนนั้นมีภูมิธรรมถึงระดับที่ตนหยั่งทราบได้เพียงไหน แต่ปรากฏว่าปัญจวัคคีย์สัมผัสและหยั่งไม่ได้เลย ซึ่งแสดงว่าผลการปฏิบัติของปัญจวัคคีย์ที่ผ่านมานั้นยังไม่บรรลุภูมิธรรมถึงขั้นจตุตถฌานอย่างแน่นอน อย่างมากก็อาจจะบรรลุถึงปฐมฌานหรือทุติยฌานเท่านั้น เหตุนี้ภูมิธรรมในจิตจึงอ่อนและสั่นไหวได้โดยง่าย
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาถึง ด้วยพระบารมีและพลังอำนาจแห่งจิตที่แผ่ไปด้วยพลังแห่งเมตตามหาศาล กระแสแห่งจิตของปัญจวัคคีย์ก็หวั่นไหว ลืมเลือนสิ่งที่ตกลงกันไว้จนแทบหมดสิ้น คงจำได้ก็แต่ว่าจะไม่พูดจาด้วย แต่ยังคงมีท่าทีอ่อนน้อมลง และตักน้ำล้างพระบาทให้ ปูอาสนะให้ทรงนั่ง
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็ทรงทราบด้วยพระญาณอันประเสริฐว่าปัญจวัคคีย์คิดอย่างไร มีความรู้สึกอย่างไร จึงปฏิบัติเฉพาะพระพักตร์อย่างนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกับปัญจวัคคีย์ว่าบัดนี้พระองค์ได้ตรัสรู้พระ อนุตรสัมโพธิญาณแล้ว ได้บรรลุธรรมอันประเสริฐแล้ว จักสอนพระธรรมอันประเสริฐนั้นแก่พวกปัญจวัคคีย์
เมื่อตรัสเช่นนั้นแล้วปัญจวัคคีย์ยังคงก้มหน้านิ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสอย่างเดียวกันนี้ถึง 3 ครั้ง ปัญจวัคคีย์ยังคงก้มหน้านิ่ง แต่มีอาการส่ายหน้า เป็นลักษณะยอมรับแต่ยังคงนิ่งเงียบไม่พูดจาแต่ประการใด
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าดูกรปัญจวัคคีย์ พวกเธอได้เคยปรนนิบัติรับใช้เรามาเป็นเวลานาน เคยได้ยินเราพูดเราแสดงมาก่อนหรือไม่ว่าเราเคยกล่าวคำว่าเราตรัสรู้พระอนุตรสัมโพธิญาณแล้ว
ด้วยพลังอำนาจแห่งความสัตย์ ปัญจวัคคีย์ทนนิ่งอยู่ต่อไปอีกไม่ได้เพราะรำลึกความแต่หนหลังได้ว่าตลอดเวลาที่พวกตนถวายการปรนนิบัติรับใช้พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ไม่เคยมีเลยสักครั้งเดียวที่จะทรงตรัสหรือแสดงพระองค์ว่าตรัสรู้แล้ว แม้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาถึงขั้นอุกฤษฏ์ปานใด ก็ไม่เคยทรงแสดงหรือทรงตรัสว่าตรัสรู้แล้ว และบัดนี้สมณะผู้อยู่เบื้องหน้าพวกตนนั้นก็มีพระฉวีเปล่งปลั่งยิ่งนัก ล่วงพ้นวิสัยมนุษย์สามัญจะเป็นได้ ก็สะกิดใจว่าอาจจะทรงตรัสรู้แน่แล้ว จึงพากันถวายบังคม และขอฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้นั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นได้ฟังคำอาราธนาให้แสดงพระธรรมแล้วก็ยังไม่ทรงแสดง อาจจะเนื่องมาแต่เหตุ 2 ประการคือ เป็นเวลาที่ยังไม่สมควรแก่การประกาศพระธรรม และความมั่นคงในจิตใจของปัญจวัคคีย์ยังไม่หยั่งลึกพอที่จะเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาอันแน่นแฟ้นได้ สมควรที่พระพุทธองค์จะรั้งรอเวลาไว้อีกราตรีหนึ่ง จะเป็นการสมควรมากกว่า
ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพักค้างกับปัญจวัคคีย์ในราตรีวันนั้นซึ่งเป็นวันขึ้น 14 ค่ำ จนรุ่งขึ้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ ก็ทรงโอภาปราศรัยกับปัญจวัคคีย์ให้เป็นที่ระลึกถึงกันด้วยดีแล้วจึงทรงแสดงพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ และนับเป็นการแสดงปฐมเทศนาในโพธิกาลและในพุทธันดรของสมณะโคดมพุทธเจ้า.
โปรดติดตามตอนที่ 2. ต่อไป
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๐๖ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๕:๔๔ น. |