|
ทำไมต้องกลัวค่าเงินบาทแข็ง? |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันศุกร์ที่ ๐๓ กันยายน ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๓๙ น. |
|
ผู้บริหารจัดการเกี่ยวกับค่าเงินของประเทศไทยในธนาคารแห่งประเทศไทย และลามมาถึงรัฐบาล กำลังตื่นตระหนกกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และกำลังประชุมหามาตรการป้องกันแก้ไขกันจ้าละหวั่น
พฤติกรรมกลัวค่าเงินบาทแข็งเป็นพฤติกรรมของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองของเรามายาวนานแล้ว และเป็นเรื่องที่คนไทยได้เห็นพฤติกรรมเช่นนี้ตลอดมา จนราวกับว่าเรื่องค่าเงินบาทแข็งนั้นเป็นปัญหาของชาติไปแล้ว
บทเรียนของประเทศไทยในอดีตมาถึงวันนี้ได้แสดงให้เห็นว่าเรื่องค่าเงินบาทแข็งนี้จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาของชาติที่ยังแก้ไม่ตก และเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับประเทศไทย ตลอดจนคนไทยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง
ดังนั้นคนไทยจึงควรทำความเข้าใจกันถึงเรื่องปัญหาค่าเงินบาทแข็ง หรือค่าเงินบาทอ่อนกันสักครั้งหนึ่ง มิฉะนั้นแล้วก็จะถูกพวกเทคโนแครตเจ้าเล่ห์ที่อาจมีวาระแอบแฝงและมีผลประโยชน์แอบแฝงหลอกต้มตุ๋นและต้มยำทำแกงเอากับบ้านเมืองและประชาชนต่อไปอีก
เรื่องแรก ที่ควรทำความเข้าใจคือค่าเงินบาทนั้นมีแต่แข็งอย่างเดียวเท่านั้นหรือ? หามิได้เลย
เป็นเรื่องธรรมดาของประเทศที่ปล่อยให้เงินเข้า-ออกเสรี ที่ต้องมีค่าเงินแข็งหรืออ่อนสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ไม่ต่างอันใดกับฤดูกาลที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน จึงจัดว่าเป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติ ดังนั้นถึงจะกลัวหรือไม่กลัวค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อน ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นวันยังค่ำ
คนที่กลัวฝนตกหรือแดดออกเป็นคนบ้าหรือดี ฉันใดก็ฉันนั้น
เรื่องที่สอง ค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อนเป็นประโยชน์กับใคร? ตรงนี้เป็นปมเงื่อนสำคัญ และเป็นตัวก่อเกิดปัญหาที่ต้องแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทกันจ้าละหวั่นตลอดมา
ก็ต้องบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทั้งการนำเข้าและการส่งออก ถ้าค่าเงินบาทแข็งก็จะเป็นประโยชน์แก่การนำเข้า แต่เสียประโยชน์แก่การส่งออกเนื่องจากราคาแพงขึ้น
ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ก็คือนายทุนชาติ แต่ผู้ที่บริโภคจากการนำเข้าคือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศและการนำเข้าหลักก็คือพลังงานน้ำมัน และก๊าซ ตลอดจนสินค้าอุปโภค บริโภคอื่น ๆ ซึ่งเป็นรายจ่ายของประชาชนทุกคน
ดังนั้นการกลัวเงินบาทแข็ง มูลฐานที่แท้จริงจึงเป็นความกลัวว่าจะกระทบต่อผลประโยชน์ของนายทุนชาติไม่กี่คนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก แต่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคผลิตภัณฑ์จากการนำเข้า
แค่นี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าอำนาจรัฐและผู้บริหารการปริวัตรยืนอยู่กับผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือว่ายืนอยู่กับผลประโยชน์ของคนส่วนน้อยของประเทศ ตรงนี้จึงเป็นจุดปมเงื่อนที่สุดของปัญหา
เรื่องที่สาม ค่าเงินแข็งหรืออ่อนเป็นไปตลอดกาลนาน หรือเพียงชั่วครั้งชั่วคราว? ในเรื่องนี้ก็ตอบได้ว่าเมื่อมีการนำเงินเข้าประเทศมาก ค่าเงินบาทก็จะแข็ง เมื่อมีการนำเงินออกนอกประเทศ ค่าเงินบาทก็จะอ่อน ไม่ได้เป็นสิ่งจีรังยั่งยืนแต่ประการใด
ช่วงนี้ค่าเงินบาทแข็งก็เพราะมีการเก็งกำไรในตลาดหุ้น ซึ่งในวงการเขาก็รู้กันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นปรากฏการณ์เช่นเดียวกับเหตุการณ์ก่อนเกิดวิกฤตในปี 2540 จึงเป็นการแข็งค่าแบบหลอก ๆ หรือโดยมีการปั่นหรือมีการเก็งกำไร และแน่นอนว่าอนาคตของมันคือหายนะของประเทศไทยและคนไทยโดยไม่ต้องสงสัยใด ๆ
เรื่องที่สี่ ความกลัวค่าเงินบาทแข็งสร้างความฉิบหายให้กับประเทศไทยมากน้อยเพียงใด?
ข้อนี้มีเรื่องราวมากมาย แต่เอากันแค่สองช่วงเหตุการณ์ที่เถียงไม่ออกก็พอ
เหตุการณ์แรก คือความกลัวค่าเงินบาทแข็งในปี 2540 และมีการลักลอบแทรกแซงค่าเงินบาท จนเกิดผลขาดทุนกว่าล้านล้านบาท จนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งและต้องตกเป็นเมืองขึ้นของ IMF ระยะหนึ่ง
หลังจากขายทรัพย์สมบัติชาติไปมากมายก่ายกองแล้ว ถึงเวลานี้ก็ยังมีผลขาดทุนต่อเนื่องอยู่ถึง 1,400,000 ล้านบาท ทั้งที่ได้จ่ายดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินดังกล่าวไปแล้วกว่า 700,000 ล้านบาท นี่คือบทเรียนอันมีค่ายิ่งนักของประเทศไทย เป็นบทเรียนที่เกิดจากน้ำมือของผู้ที่อวดอ้างตนเองว่ามีความรู้สูงที่สุดในประเทศไทย
เหตุการณ์ที่สอง เป็นเหตุการณ์ใกล้ปัจจุบันที่มีสาเหตุมาจากความกลัวค่าเงินบาทแข็งอีกนั่นแหละ แล้วมีการแอบแทรกแซงค่าเงินบาท ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศเสรีทางการเงิน
การแอบแทรกแซงค่าเงินบาทปรากฏว่าขณะนี้มีผลขาดทุนแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท โดยเป็นผลขาดทุนของปี 2551 จำนวน 74,400 ล้านบาท ในปี 2552 ขาดทุนอีก 18,700 ล้านบาท แต่ปี 2553 ยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด ซึ่งอาจมีผลขาดทุนหลายหมื่นล้านบาทแล้วเช่นเดียวกัน
ผลขาดทุนดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเป็นส่วนใหญ่ และเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนี้อีกส่วนหนึ่ง ที่สำคัญไม่มีใครรู้ว่าในปี 2553 นี้มีการแอบแทรกแซงค่าเงินบาทอีกหรือไม่ เท่าใด และมีผลขาดทุนเท่าใด
ผลขาดทุนในปี 2540 ที่ต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ไม่มีปัญญาจะแก้ไข จึงจ้องหาโอกาสที่จะควักล้วงเอาเงินจากคลังหลวงซึ่งเป็นเงินของประชาชนชาวไทยทั้งชาติเอาไปไถ่หนี้บาปที่ผู้มีสติปัญญาของประเทศได้ก่อให้เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังหาจังหวะไม่ได้ เพราะคณะศิษย์หลวงตาพระมหาบัวเฝ้าระมัดระวังชนิดตาไม่กะพริบ
ผลขาดทุนครั้งนั้นหาได้เป็นบทเรียนหรือสร้างความสำนึกให้เกิดขึ้นแก่ผู้มีอำนาจในการบริหารการปริวัตรค่าเงินไม่ หาไม่แล้วจะทำผิดซ้ำผิดซ้อนจนกระทั่งขาดทุนป่นปี้ในระยะนี้กว่า 80,000 ล้านบาทได้อย่างไรเล่า?
ธุรกิจธรรมดา ๆ ใครทำให้เกิดผลขาดทุนเพียงแสนเพียงล้านก็ต้องรับผิดชอบ แต่นี่สร้างความเสียหาย ก่อให้เกิดผลขาดทุนถึง 80,000 ล้านบาท แล้วมีใครรับผิดชอบสักคนไหม?
นอกจากไม่มีใครรับผิดชอบแล้ว ก็ยังคงย่ำรอยเท้าก้าวซ้ำความผิดเดิม สร้างกระแสหวาดกลัวค่าเงินบาทแข็งกันเป็นการใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
นี่คือการสร้างความชอบธรรมหรือสร้างกระบวนการปัดความรับผิดชอบในการที่จะแอบแทรกแซงค่าเงินบาทใช่หรือไม่?
การที่ค่าเงินบาทแข็งในปัจจุบันนี้เนื้อแท้นั้นควรเป็นประโยชน์ที่ประชาชนชาวไทยจะได้ใช้น้ำมันในราคาที่ถูกลง ใช้ก๊าซในราคาที่ถูกลง แต่การณ์กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะตัวปัญหาของชาติคือนักการเมืองได้ปล้นสดมภ์เอาผลประโยชน์ที่พึงตกแก่ประชาชนทั่วประเทศไปเข้าพกเข้าห่อตัวเอง
เหิมเกริมทำกันถึงขนาดส่งลูกไปนั่งประจำอยู่ที่สถาบันการเงินในสิงคโปร์เพื่อคอยถ่ายโอนเงินส่วนต่างในการจัดซื้อจัดหาพลังงานเข้าพกเข้าห่อตนเองอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
เพียงแค่สองปีนักการเมืองชั่วกลุ่มนี้สามารถสร้างฐานะความร่ำรวยให้กับตัวเองได้เกือบ 200,000 ล้านบาทแล้ว แต่ประชาชนไทยทั่วประเทศยังคงต้องใช้น้ำมันแพง จ่ายค่าก๊าซแพงเหมือนเดิม
การที่ค่าเงินบาทแข็งยังเป็นประโยชน์ต่อตลาดหุ้น เพราะทำให้ต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้นในการลงทุน ผลประโยชน์จึงย่อมตกแก่นักลงทุนไทยและตลาดหุ้นไทย
ผลเสียตกอยู่กับคนกลุ่มเดียวเท่านั้นคือผู้ส่งออก ซึ่งมีไม่ถึง 50 คน และรายใหญ่จริง ๆ ก็มีอยู่แค่ไม่เกิน 10 รายเท่านั้น และหาได้เกิดตลอดกาลไม่
มหาเศรษฐีทีไม่รู้จักความพอ 10 ตระกูลนี่แหละที่สมคบสมรู้กับนักการเมืองชั่ว ผลักภาระทุกอย่างให้กับประเทศและประชาชน แล้วหาประโยชน์เข้ากลุ่มตนโดยไม่รู้จักพอ
ผู้มีอำนาจทั้งหลายควรจะตอบตัวเองเสียทีว่าพอกันได้หรือยังที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนเพียง 10 ตระกูล ในขณะที่ปล้นสดมภ์ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างยับเยินเช่นนี้
อันค่าเงินบาทจะแข็งจะอ่อนนั้นย่อมเป็นประโยชน์กับคนกลุ่มหนึ่งและเสียประโยชน์กับคนอีกกลุ่มหนึ่งเสมอ ทำไมจะต้องรักษาประโยชน์ให้เฉพาะผู้ส่งออกเล่า? และทำไมจึงไม่ใช้สติปัญญาความสามารถในการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกกลุ่มเล่า?
และทำไมจะต้องแอบแทรกแซงค่าเงินบาทกันในห้วงเวลาที่ผลิตผลของประเทศอยู่ในมือผู้ส่งออก? แต่ทอดทิ้ง ละเลย ไม่เหลียวแล ในช่วงเวลาที่ผลิตผลยังอยู่ในมือของเกษตรกรหรือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ นั่นเพราะกลัวพ่อค้าจะกำไรน้อยไปไม่ใช่หรือ?
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2553
|