84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านคิดว่าป๋าเปรมควรไปร่วมฉลองความสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำท่วมกับยิ่งลักษณ์หรือไม่?
 
ป้ายโฆษณา
มะเร็งร้ายของเกษตรกร! พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๖:๕๕ น.
|


            บ้านเมืองของเราในทุกวันนี้ อะไรที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น อะไรที่ไม่คิดว่าจะได้ยินก็ได้ยิน ดังกรณีการตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า คณะกรรมการตรวจสอบเพื่อปิดบัญชีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งเป็นกรณีที่มหัศจรรย์พันลึกมาก 

            คณะกรรมการชุดนี้มีนายนริศ ชัยสูตร เป็นประธาน ทำหน้าที่ตรวจสอบความเสียหายของ ธ.ก.ส. ในการให้สินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาลในการรับจำนำสินค้าเกษตรรวม 13 โครงการ 

            ผลการตรวจสอบปรากฏว่ามีการใช้เงินกู้จาก ธ.ก.ส. เป็นจำนวน 186,000 ล้านบาทเศษ เพื่อการรับจำนำสินค้าเกษตรตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายไว้รวมทั้งสิ้น 13 โครงการ ประกอบด้วยสินค้าในภาคเกษตรหลายชนิด 

            ทั้ง 13 โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรดังกล่าวนี้เป็นโครงการที่ตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลนี้ ซึ่งคงจะจำกันได้ว่าในช่วงตั้งรัฐบาลใหม่ ๆ นั้นมีวิกฤตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้จากการผลิตภาคเกษตรโดยไม่ขาดทุน จึงมีโครงการรับจำนำสินค้าในราคาที่ไม่ต่ำกว่าทุน 

            เป็นผลให้พรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการกำมะลอโจมตีการดำเนินนโยบายนี้ของรัฐบาลว่าเป็นการเอาเงินไปละลายแม่น้ำ การโจมตีนโยบายนี้ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน 

            ในที่สุดความจริงก็ปรากฏว่าการดำเนินนโยบายรับจำนำสินค้าภาคเกษตรในสถานการณ์เช่นนั้นต้องนับว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เพราะเป็นการกระจายเงินไปยังเกษตรกรผู้ผลิตได้จำนวนมาก 

            เมื่อเกษตรกรซึ่งเป็นมวลชนพื้นฐานในภาคการผลิตของประเทศมีเงินจับจ่ายใช้สอย การผลิตภาคอื่น ๆ ก็สามารถขับเคลื่อนตัวไปได้ และทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่พังพินาศไปตามวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนั้นได้ 

            การกำหนดนโยบายเช่นนี้ก็ต้องถือว่าเป็นเครดิตของรัฐบาล และมีผลอย่างสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ทรุดลงและฟื้นขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่เป็นเรื่องหนึ่ง 

            แต่อีกเรื่องหนึ่งนั้น เป็นเรื่องความอัปยศในการดำเนินนโยบาย ซึ่งเป็นเรื่องของนักการเมือง ข้าราชการประจำผู้มีอำนาจ พ่อค้าและลิ่วล้อบริวารของนักการเมืองที่ได้ฉวยโอกาสจากการดำเนินนโยบายนี้ทำมาหากินแสวงหาผลประโยชน์จากเงินแผ่นดิน 

            คงจะจำกันได้ว่าทุกโครงการรับจำนำนั้น สื่อมวลชนจะรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับนักการเมืองและผู้มีอำนาจและลิ่วล้อบริวาร เพราะเป็นผู้ได้รับโควต้าการรับจำนำแล้วไปแสวงหาเกษตรกรผู้ผลิตมาเข้าโครงการอีกต่อหนึ่ง 

            นั่นย่อมถือได้ว่าเป็นการทุจริตชนิดหนึ่ง แต่ก็ยังดีอยู่บ้างที่ค่าผลิตผลตกได้แก่เกษตรกรผู้ผลิตคนไทย ส่วนที่ร้ายกว่านั้นก็คือการรายงานข่าวที่มีความชัดเจนว่ามีการสมคบกันนำเข้าผลิตผลทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีราคาต่ำเข้ามาจำนำในโครงการรับจำนำในราคาสูง 

            เช่น รับจำนำสินค้าเกษตรกิโลกรัมละ 8 บาท แต่สามารถจัดซื้อสินค้าชนิดเดียวกันนี้จากประเทศเพื่อนบ้านได้ราคากิโลกรัมละ 3 บาท นักการเมืองและผู้มีอำนาจก็สมคบกันไปจัดซื้อจัดหาสินค้านั้นจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วลักลอบนำเข้ามาในประเทศ จากนั้นก็เอาไปจำนำ กินกำไรพุงกางถึงกิโลกรัมละ 5 บาท 

            ที่ว่าการทำแบบนี้เป็นเรื่องร้ายแรงก็เพราะว่าผลประโยชน์จากเงินแผ่นดินที่มุ่งให้ไปถึงเกษตรกรคนไทยกลับไปตกได้อยู่แก่เกษตรกรของประเทศเพื่อนบ้าน โดยที่ส่วนต่างอันเป็นส่วนใหญ่นั้นตกได้แก่เครือข่ายของนักการเมือง 

            พฤติกรรมเช่นนี้ต้องถือได้ว่าเป็นการปล้นชาติ ปล้นประชาชนที่โหดเหี้ยมอำมหิตที่สุด! 

            ปรากฏว่าแม้สื่อมวลชนจะรายงานข่าวครึกโครมสักเพียงไหนก็ตาม โครงการรับจำนำสินค้าภาคเกษตรทั้ง 13 โครงการก็เดินหน้าอย่างราบรื่น เรียกว่าผ่านฉลุย และไม่มีใครไหนต้องรับผิดชอบแม้แต่คนเดียว 

            ข่าวคราวการโกงชาติ โกงประชาชน จากโครงการรับจำนำจึงเป็นข่าวที่หนาหูอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการดังกล่าวนี้ แม้กระทั่งถึงวันนี้ก็ยังมีการกล่าวขวัญถึงกันทั้งในและนอกสภา แต่หาได้กระทบกระเทือนต่อขบวนการโกงชาติโกงประชาชนเหล่านี้แต่ประการใด 

            วันเวลาผ่านไปปรากฏว่าบรรดาเงินที่ ธ.ก.ส. จ่ายไปในการรับจำนำสินค้าเหล่านั้นไม่ได้รับการชำระคืน มีแต่สินค้าคงคลังอยู่ในโกดังสินค้าที่บ้างก็ต้องเสียค่าเช่าในอัตราสูง มีส่วนน้อยที่เป็นคลังสินค้าของทางราชการ และยิ่งนานวันไปเท่าใด ก็ยิ่งมีข้ออ้างได้ว่าสินค้าในคลังนั้นเสื่อมคุณภาพและเสียหาย 

            รวมความก็คือ เงินที่ ธ.ก.ส. ให้กู้ในการรับจำนำสินค้าเกษตร 13 โครงการเป็นเงิน 186,000 ล้านบาทเศษนั้น ถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับชำระหนี้คืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย จึงเป็นหนี้ที่มีปัญหาที่หมกอยู่ใน ธ.ก.ส. แล้วเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อปิดบัญชีเรื่องนี้ 

            เพราะถ้าขืนปล่อยไว้เนิ่นนานไป แล้วในวันหน้าการเมืองผันแปรไปประการอื่น ก็จะมีการฟื้นฝอยหาตะเข็บขึ้นและอาจทำให้บรรดานักงาบเงินแผ่นดินทั้งหลายต้องเสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง ดังนั้นจึงต้องหาทางปิดบัญชีกันเสียก่อนในยามที่ยังมีอำนาจกันอยู่ 

            คณะกรรมการชุดนี้คงทำหน้าที่ด้วยความเที่ยงตรงตามสมควร ดังนั้นผลการตรวจสอบที่ตรวจสอบพบจึงปรากฏผลที่ตกตะลึงกันทั้งประเทศ 

            ผลการตรวจสอบได้พบเรื่องสำคัญ ๆ 2 เรื่อง คือ 

            เรื่องแรก ได้ตรวจสอบพบว่าสินค้าภาคเกษตร 13 โครงการที่รับจำนำไว้ด้วยเงินถึง 186,000 ล้านบาทเศษนั้น มีมูลค่ารวมในปัจจุบันนี้เพียงประมาณ 90,000 ล้านบาทเท่านั้น 

            หมายความว่าจำนวนที่ให้กู้ในการรับจำนำไม่คุ้มกับมูลค่าของราคาสินค้าที่รับจำนำอยู่ โดยมีส่วนต่างที่ทำให้เกิดผลขาดทุนทันทีถึง 96,000 ล้านบาท หรือกว่าครึ่งของจำนวนเงินที่รับจำนำ ซึ่งถ้าหากว่าเป็นการค้าทั่วไปก็ต้องถือว่าเจ๊งแบบไม่ต้องผุดไม่ต้องเกิดกันเลย 

            และในความเป็นจริง มูลค่าของสินค้าในคลังที่ประมาณการว่าจะมีมูลค่า 96,000 ล้านบาทนั้น เมื่อถึงเวลาจำหน่ายขายจริง ๆ แล้วก็อาจจะได้ราคาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะอาจปรากฏความเสียหายจากการเสื่อมคุณภาพหรือถูกสัตว์กิน หรือด้วยเหตุอื่น 

            ดังนั้นผลขาดทุนเบื้องต้นประมาณ 96,000 ล้านบาท จึงเป็นเพียงผลขาดทุนขั้นต่ำที่สุด และอาจขาดทุนจริงถึง 136,000 ล้านบาท ลองนึกดูเถิดลงทุนให้กู้รับจำนำ 186,000 ล้านบาท แต่ขาดทุนถึง 136,000 ล้านบาท มันเป็นความเสียหายที่ยับเยินเพียงไหน? 

            เรื่องที่สอง ผลการตรวจสอบยังพบต่อไปว่า ในจำนวนสินค้าที่รับจำนำทั้งหมดนั้น เป็นการรับจำนำลมไว้กว่า 10,000 ล้านบาท 

            ผลการตรวจสอบประการนี้หมายความว่าอย่างไร? นี่คือความร้ายแรงของการโกงบ้านผลาญเมืองในโครงการรับจำนำ เพราะมีความหมายว่ามีการเอาเงินค่ารับจำนำไปกว่า 10,000 ล้านบาท โดยไม่มีสินค้ามาจำนำแต่ประการใด 

            จึงเรียกวิธีการจำนำแบบนี้ว่าจำนำลม ซึ่งปกติไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากมีมหกรรมโกงบ้านผลาญเมืองที่ทำกันอย่างเป็นขบวนการเท่านั้น 

            เพราะการที่สินค้าภาคเกษตรที่มีมูลค่าถึง 10,000 ล้านบาทแล้วรับเงินค่าจำนำไปโดยไม่มีสินค้าเลยนั้นย่อมไม่อาจทำได้โดยข้าราชการเพียงไม่กี่คน หรือโดยพ่อค้าเพียงไม่กี่คน หรือโดยนักการเมืองเพียงไม่กี่คน 

            เพราะถ้าสินค้านี้เป็นข้าวโพดก็จะมีปริมาณที่กองเต็มสนามหลวงและสูงยิ่งกว่าภูเขาทอง ปริมาณสินค้ามากมายขนาดนี้เอามาจำนำแล้วไม่มีสินค้า และรับแต่เงินค่าจำนำไปจึงไม่ใช่วิสัยธรรมดาที่จะเกิดขึ้นได้ 

            ผลการตรวจสอบประการนี้จึงบ่งชี้ชัดเจนว่ามีขบวนการโกงบ้านผลาญเมืองขบวนใหญ่โตมากที่ทำมาหากินกับโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรของรัฐบาล 

            รายงานผลการตรวจสอบทั้งสองประการนี้ได้ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านทางสื่อมวลชนมากหลาย แต่หามีผู้ใดเอาเป็นธุระหรือเจ็บร้อนด้วยแผ่นดินไม่! ไม่ว่าองค์กรที่มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามการทุจริต ในการตรวจสอบการแผ่นดิน หรือในการบริหารจัดการในส่วนของรัฐบาล 

            คงปล่อยให้การโกงและขบวนการโกงบ้านผลาญเมืองลอยนวลและเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมไทยต่อไปตามปกติ 

            ผลการตรวจสอบครั้งนี้แทนที่จะมีการเสนอให้หาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ แต่กลับแสดงผลไปอีกทางหนึ่ง คือลงโทษประชาชนแทนคนโกงบ้านผลาญเมือง โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้จัดงบประมาณแผ่นดินไปชดเชยผลขาดทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น 

            นี่คือการบริหารราชการแผ่นดินในยุคที่การโกงบ้านผลาญแผ่นดินกำลังเจริญงอกงามยิ่งกว่าดอกเห็ดในฤดูฝน!


หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2553




|

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๗:๐๒ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License