84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านคิดว่าป๋าเปรมควรไปร่วมฉลองความสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำท่วมกับยิ่งลักษณ์หรือไม่?
 
ป้ายโฆษณา
รถไฟความเร็วสูงเกิดแน่นอนแล้ว! พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 12
แย่ดีที่สุด 
บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๒๐ น.
|


            ความปรารถนาอันแรงกล้าของภาคประชาชนในการผลักดันให้รัฐบาลก่อสร้างและดำเนินงานโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่เป็นหมันแล้ว เพราะขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าก่อสร้างและดำเนินงานโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง เป็นสายแรก 

            การประชุมคณะกรรมการระดับชาติคือคณะกรรมการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-จีน ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มที่ 

            ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่คนไทยควรได้ทำความรู้ ความเข้าใจ เรื่องรถไฟความเร็วสูงกันอีกสักครั้งหนึ่งว่าจะมีผลต่อการพัฒนาและการเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร 

            อันเรื่องรถไฟนั้นต้องขอบอกกล่าวก่อนว่ามีรถไฟอยู่ถึง 3 ประเภท และแต่ละประเภทก็มีการใช้ประโยชน์ต่างกัน 

            ประเภทแรก คือรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ดังตัวอย่างรถไฟฟ้าบีทีเอสที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครในปัจจุบันนี้ และที่กำลังจะขยายต่ออีก 6 สาย ด้วยเงินลงทุนร่วม 2 ล้านล้านบาท 

            ประเภทที่สอง คือรถขนส่งคนและสินค้า ดังตัวอย่างรถไฟแบบเก่าที่ประเทศไทยใช้อยู่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และเจริญก้าวหน้าลงมาโดยลำดับ จนกระทั่งความเร็วเหลือเพียง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และแต่ละปีก็เกิดอุบัติเหตุนับครั้งไม่ถ้วน 

            รถไฟแบบนี้ปกติต้องทำเป็นทางคู่เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการรอสวนทางกัน และใช้เป็นหลักในการขนส่งคนและสินค้าภายในประเทศ ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราโชบายให้รถไฟแบบนี้เป็นหลักในการคมนาคมทางบกของประเทศ 

            ทว่าพระบรมราโชบายอันก้าวหน้านั้นได้ถูกนักวิชาการหัวนอกที่กลวงเปล่าเปลี่ยนแปลงไป และให้ใช้รถยนต์เป็นหลักในการคมนาคมทางบก จนเป็นผลให้ประเทศไทยเต็มไปด้วยถนนและมีรายจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์เป็นรายจ่ายที่สูงที่สุดลำดับหนึ่งของประเทศ และทำให้คนไทยมีหนี้สินกันทั้งประเทศ 

            รถไฟแบบนี้ยังคงต้องพัฒนาต่อไป แต่ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ระบบรางกว้าง 1 เมตร ที่เราใช้กันอยู่ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมอีกต่อไป จะต้องปรับปรุงให้เป็นระบบรางกว้าง 1.43 เมตร เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะสอดคล้องกับโครงการโครงข่ายคมนาคมจีน-อาเซียน ที่จะเพิ่มศักยภาพทางด้านขนส่งและการค้าให้กับประเทศไทยครั้งใหญ่ 

            แต่ความคิดในเรื่องนี้ยังไม่ตกผลึก ยังยักแย่ยักยัน ยังถูกตีกันจากนายทุนเงินกู้ญี่ปุ่นที่ต้องการให้ประเทศไทยดำรงความล้าหลังในเรื่องรถไฟ และเชื่อมต่อกับใครไม่ได้ แล้วจะต้องพึ่งพารถยนต์อันเป็นประโยชน์ของญี่ปุ่นต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด 

            จึงเป็นหน้าที่ของชาวไทยที่ต้องทำความเข้าใจและร่วมกันแก้ไขเรื่องนี้ จึงจะบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่อาณาประชาราษฎรได้อย่างแท้จริง 

            ประเภทที่สาม คือรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นระบบรถไฟแบบใหม่ หรือจะเรียกว่าเป็นรถไฟแห่งยุคสมัย แต่เป็นรถไฟที่ใช้สำหรับการขนส่งผู้โดยสารเป็นหลัก 

            รถไฟแบบนี้วิ่งด้วยความเร็วสูงระดับ 250-350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันนี้ประเทศจีนเป็นเจ้ามือรายใหญ่ของรถไฟแบบนี้ โดยเป็นไปตามแผนการพัฒนารถไฟระยะที่ 7 ของจีน ที่จะให้มีรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ และยังนำร่องการพัฒนาระยะที่ 8 ให้มีความเร็วถึง 450 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

            รถไฟแบบนี้จีนได้อาศัยต้นแบบจากเทคโนโลยีของเยอรมัน ซึ่งเยอรมันไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีต้นทุนสูง ไม่สามารถเป็นเชิงพาณิชย์ได้ ครั้นจีนและเยอรมันได้ร่วมมือกันแล้วก็ได้พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง 

            นั่นคือสามารถผลิตได้มาก ราคาไม่สูงเกินไป และใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างดียิ่ง โดยได้ผ่านการทดลองวิ่งมาแล้วอย่างอุดมสมบูรณ์ ดังตัวอย่างรถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่ง-เทียนสิน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคนไทยจำนวนหนึ่งเคยไปทดลองนั่งกันมาแล้ว 

            ขณะนี้จีนกำลังขยายรถไฟแบบนี้ไปทั่วประเทศ รวมทั้งได้ไปร่วมมือพัฒนากับประเทศต่างๆ แม้แต่สหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนารถไฟแบบนี้ ดังนั้นในระยะ 20-50 ปีจากนี้ไป ทิศทางใหญ่ในการพัฒนารถไฟขนส่งผู้โดยสารจึงเป็นแบบรถไฟความเร็วสูงระดับ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

            เพราะถ้าจะเพิ่มความเร็วไปมากกว่านี้ก็ทำได้อย่างที่จีนได้นำร่องทดลองอยู่ นั่นคือรถไฟความเร็วสูงสายเซี่ยงไฮ้-ผู่ตง เหตุที่ต้นทุนสูงก็เพราะว่าเป็นรถไฟความเร็วสูงอีกระบบหนึ่ง ที่ใช้เทคโนโลยีแม่เหล็กเป็นหลัก หรือที่เรียกกันว่าแมคเนติกเทรน แต่จีนก็ได้ถือเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนารถไฟระยะที่ 8 แล้ว 

            ขณะนี้ประเทศไทยกำลังพัฒนากิจการรถไฟทั้งสามแบบ คือรถไฟขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และจะเริ่มขยายไปยังเมืองใหญ่ ๆ คือแบบรถไฟบีทีเอสนั่นเอง 

            ส่วนรถไฟขนส่งคนและผู้โดยสารก็ได้มีการอนุมัติโครงการกันไปแล้ว ด้วยวงเงินลงทุนถึง 900,000 ล้านบาท และมีการอนุมัติตัวเงินรอบแรกไปแล้วจำนวน 18,000 ล้านบาท กำลังจ่อรอคิวขออนุมัติคณะรัฐมนตรีรอบที่สองอีก 66,000 ล้านบาท 

            ส่วนรถไฟความเร็วสูงนั้น รัฐบาลกำลังเดินหน้าอย่างเต็มเหนี่ยว โดยได้กำหนดกรอบเงินลงทุนแล้วเป็นวงเงินถึง 800,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายที่จะก่อสร้างจำนวน 4 สาย จากกรุงเทพฯ ไปเหนือสุด ใต้สุด ไปอีสาน และภาคตะวันออก 

            ก็ต้องขอบอกไว้ตรงนี้ว่า การพัฒนาสร้างรถไฟความเร็วสูงนั้นเขาไม่เริ่มต้นด้วยการก่อสร้างเส้นทางยาวเช่นนี้เลย เพราะต้องใช้ทุนและใช้เวลามาก และยังมีปัญหาเรื่องการจัดขบวนรถที่ต้องจัดขบวนรถวิ่งไป-กลับอย่างต่อเนื่องทุกระยะเวลากำหนดอันแน่นอน เช่น 10 นาทีต่อขบวน หรืออย่างช้าสุดก็ไม่เกิน 30 นาทีต่อขบวน 

            ประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่และเป็นมหาเศรษฐีลำดับสองของโลกแล้ว เขาได้ทำแบบอย่างให้เห็นมาแล้วด้วยการเริ่มรถไฟความเร็วสูงเป็นเฟสเป็นส่วนสั้น ๆ ก่อน ดังตัวอย่างสายปักกิ่ง-เทียนสิน และขยับขยายยาวขึ้นดังตัวอย่างรถไฟความเร็วสูงสายกวางโจว-หวู่ฮั่น เป็นต้น 

            ประเทศไทยเราไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตรถไฟและไม่ใช่ประเทศมหาเศรษฐีของโลก ดังนั้นจึงไม่ควรฝืนหลักธรรมชาติในการพัฒนารถไฟความเร็วสูงด้วยการเริ่มต้นก่อสร้างสายยาวทีเดียว หากพึงทำเป็นเฟสเป็นส่วนดังข้อเสนอของภาคประชาชนที่ได้เสนอต่อรัฐบาลไปแล้ว 

            นั่นคือให้เริ่มเฟสส่วนแรกสายสั้น ๆ 5 สาย คือกรุงเทพฯ-โคราช กรุงเทพฯ-นครสวรรค์ กรุงเทพฯ-ระยอง กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี และกรุงเทพฯ-หัวหิน ซึ่งถ้าดำเนินการแบบนี้ภายใน 3 ปีจากนี้ไปประเทศไทยก็จะมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงภาคกลางและทุกภาคอย่างทั่วถึง จะพลิกโฉมหน้าพัฒนาการของประเทศไทยอย่างชัดเจนที่สุด 

            การเร่งรัดพัฒนารถไฟความเร็วสูงของประเทศไทยในครั้งนี้ ด้านหนึ่งก็เพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของภาคประชาชนร่วมกับหอการค้าทั่วประเทศ ด้านหนึ่งก็เพื่อสนองต่อยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมทางบกของประเทศ เพื่อให้รองรับกับการพัฒนาภูมิภาคนี้ 

            แม้ว่ารัฐบาลจะเริ่มต้นโครงการด้วยการกำหนดแนวทางก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายยาวไปทั้ง 4 ภูมิภาค แต่โชคดีที่ไม่ทำพร้อมกันทั้ง 4 สาย โดยไปเริ่มสายแรกกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งเป็นระยะสั้นๆ ก่อน 

            รถไฟสายกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งมีระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร จะใช้เวลาวิ่งประมาณ 1 ชั่วโมง จะบุกเบิกและขยายการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทยครั้งใหญ่ที่สุดซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่ต้องการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ฝั่งทะเลไทย 

            รัฐบาลระบุว่ามีศักยภาพสูงเพราะเป็นพื้นที่ลงทุนภาคอุตสาหกรรมและสามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่ภาคการท่องเที่ยวภาคตะวันออก ซึ่งข้ออ้างเช่นนี้ก็มีความถูกต้องและสอดคล้องกับสภาพในปัจจุบัน 

            ขอเพียงรถไฟความเร็วสูงสายแรกเกิดขึ้นเท่านั้น โฉมหน้าในความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในทุกด้านก็จะปรากฏให้เห็น เช่นสายตะวันออกนี้จะมีผลต่อการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออกอย่างครึกโครมที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมา 

            แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องตระหนักด้วยว่าการพัฒนารถไฟความเร็วสูงนั้นต้องคำนึงถึงประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ และต้องคำนึงถึงปัญหาด้านความมั่นคงและการเมืองในภาคสังคมด้วย 

            ควรจะทำความเข้าใจพระบรมราโชบายของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ว่าทรงใช้เหตุผลประการใดจึงทรงริเริ่มสร้างรถไฟสายแรกจากกรุงเทพฯ ไปโคราช 

            รถไฟสายกรุงเทพฯ-โคราช จะเชื่อมประชากรภาคอีสาน 23 ล้านคน เข้ากับภาคกลางและภาคอื่น ๆ จักอำนวยประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชนถึงครึ่งหนึ่งของประเทศ และเป็นเส้นทางสำคัญที่มีนัยยะต่อความมั่นคง การเมืองและภาคสังคมต่างๆ ด้วย 

            ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่หวังว่ารถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-โคราช จะเป็นสายที่ได้รับการก่อสร้างคู่ขนานหรือถัดไปจากรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง.



หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553




|

Comments
Add New Search
คนไทย   |124.122.102.138 |2011-10-28 19:49:16
อย่างแรกก่อนที่จะสร้างไฟฟ้าความเร็วสูงนั้นต้องชักจูงคนให้มาขึ้นเยอะๆๆ และออกกฏหมายแบบญี่ปุ่นอะคับต้องมีบ้านเป็นของตนเองถึงจะซื้อรถได้และอีกอย่างหนึ่งต้องการบำบัดแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยและสลัมต้องไม่มีแล้วนะ

นี่เป็นแค่ความคิดของนะคับ ขอให้พัฒนารถไฟฟ้าเร็วๆๆนะคับ อยากใช้มากกๆๆๆๆๆ
no name   |223.207.178.22 |2011-07-20 03:21:51
จะเกิดขึ้นจริงหรอเเค่รถไฟธรรมดาก้อไม่เคยมาตามเวลาสักครั้ง
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License