|
จับตาเล่ห์เขมร…ดึงต่างชาติกดดันไทย! |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันศุกร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๐๗ น. |
|
ในขณะที่คนไทยกำลังทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องที่เขมรรุกรานยึดครองดินแดนไทยจนเละเป็นโจ๊ก และรัฐบาลก็ไม่มีทีท่าว่าจะรักษาอธิปไตยของประเทศต่อไปอย่างไร เขมรกลับเดินงานทุกรูปแบบ เพื่อแย่งยึดดินแดนของประเทศไทยเป็นของเขมรอย่างถาวร
ในสถานการณ์เช่นนี้ คนไทยและรัฐบาลไทยควรจะคิดอ่านจัดการเรื่องนี้กันอย่างไร? จึงเป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศให้ดำรงคงอยู่
แต่ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนับถึงขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไร ต่างกับเขมรอย่างลิบลับที่เขาประกาศความประสงค์อย่างชัดเจน แล้วระดมพลังประชาชนทั่วประเทศรวมทั้งในต่างประเทศเข้าสนับสนุนการเคลื่อนไหวของรัฐบาลของเขา
ในขณะนี้รัฐบาลไทยยอมรับอย่างเป็นทางการแล้วว่า พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นดินแดนของประเทศไทย และได้ถูกเขมรยึดครองอยู่ ทั้งได้ยืนยันว่าประเทศไทยจะถือแนวเขตแดนโดยถือเอาสันปันน้ำเป็นหลัก
แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ มีแต่ตั้งรับการรุกคืบของเขมร ซึ่งดำเนินการในหลายกระบวน
กระบวนแรก คือการส่งพลเรือนและทหารเข้ายึดครองพื้นที่ประเทศไทย ในพื้นที่ทางบก ส่วนในพื้นที่อ่าวไทยนั้นก็ได้เอาพื้นที่ในอธิปไตยของประเทศไทยไปให้ชาติมหาอำนาจสัมปทานเพื่อขุดสำรวจเจาะน้ำมันและก๊าซไปเกือบทั้งหมดแล้ว
นี่คือการรุกรานและยึดครองดินแดนไทยในทางพฤตินัยโดยแท้! เพราะในขณะนี้ในพื้นที่ทางบก นอกจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรแล้ว เขมรก็ยังรุกคืบเข้ายึดครองขับไล่คนไทยออกจากที่ทำกินหลายหมู่บ้านในพื้นที่ 4 จังหวัด แต่ทางรัฐบาลไทยก็ไม่แสดงทีท่าประการใด คงปล่อยให้เขมรรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้ง
กระบวนที่สอง เป็นกระบวนการรุกคืบทางนิตินัย โดยอาศัยน้ำมือของคณะกรรมการมรดกโลกแห่งองค์การยูเนสโก้ของสหประชาชาติ เป็นการโอบตีในทางอ้อมที่เอาเรื่องมรดกโลกเป็นตัวตั้ง แต่ได้ผูกเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยใช้แผนที่ของเขมรอัตราส่วน 1:200,000 เป็นพื้นฐาน
เป็นการรุกคืบทางนิตินัยเพื่อให้นานาชาติยอมรับว่าแผนที่ของเขมรนั้นคือแผนที่กำหนดเขตแดนไทย-กัมพูชา และโดยแผนที่นี้จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนสามส่วน
ส่วนแรก คือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร
ส่วนที่สอง คือพื้นที่ 1,800,000 ไร่ตลอดแนวชายแดนไทย-เขมร ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี เรื่อยลงไปจนถึงจังหวัดตราด รวมทั้งบางส่วนของเกาะกูดด้วย ทั้ง ๆ ที่ในสนธิสัญญาหลักได้ระบุในสัญญาอย่างชัดเจนว่าเกาะกูดเป็นของประเทศไทย ซึ่งหมายความรวมถึงสิทธิประโยชน์ในอ่าวไทยทางทะเลตลอดระยะ 200 ไมล์ทะเลด้วย แต่ถ้าเป็นของเขมรเมื่อใด ก็จะส่งผลใหญ่ต่อไปในส่วนที่สาม
ส่วนที่สาม คือพื้นที่ 1 ใน 3 ของอ่าวไทย ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากแผนที่ของเขมร อัตราส่วน 1:200,000 เพราะเมื่อใดที่เสียเกาะกูดไปครึ่งหนึ่งแล้ว เขตอธิปไตยของเขมรก็จะขยายออกไป กินพื้นที่อ่าวไทย 1 ใน 3 ครอบคลุมแหล่งทรัพยากรพลังงานก๊าซและน้ำมันในอ่าวไทยทั้งหมด
นี่คืออันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อการสูญเสียอธิปไตยครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่กว่าจะได้มาซึ่งสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส 1904 นั้นแสนยากลำบากนัก
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมเอาดินแดนไทยจำนวนมากกว่า 24 ล้านไร่ คือพื้นที่จังหวัดเสียมราฐ พระตะบองและศรีโสภณ ไปแลกมา จึงทำให้จันทบุรี ตราด และเกาะกูดเป็นของไทย
ดังนั้นการเดินงานกระบวนที่สองของเขมรในครั้งนี้ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว โดยเจ้าหน้าที่และรัฐบาลไทยร่วมผสมโรงปกปิดพี่น้องร่วมชาติของตนไม่ให้มีโอกาสรับทราบ แต่กลับเดินหน้าไปในทางเอื้อประโยชน์ต่อเขมร
จุดสำคัญที่สุดคือปมเงื่อนการรับรองแผนที่ 1:200,000 ของเขมร ที่จะเป็นผลทางนิตินัยให้นานาชาติยอมรับนับถือว่าพื้นที่ 3 ส่วนข้างต้นนี้ซึ่งอยู่ในเขตแผนที่ของเขมรดังกล่าวให้ต้องกลายเป็นดินแดนของเขมรจริง ๆ ทั้งที่คนไทยและประเทศไทยปกครองเป็นเจ้าของมาแต่ก่อน 1904 คือก่อนที่จะทำสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส 1904 ด้วยซ้ำไป
กระบวนที่สาม คือกระบวนการดึงองค์การสหประชาชาติและประเทศต่าง ๆ เข้ามาแทรกแซง หรือนัยหนึ่งก็คือยืมมือองค์การสหประชาชาติและประเทศต่าง ๆ ให้เข้ามาช่วยเหลือเขมร แย่งยึดอธิปไตยของประเทศไทยโดยตรง ซึ่งเขมรได้เคลื่อนไหวในหลายทิศทาง
ทิศทางแรก คือการร้องขอต่อเลขาธิการสหประชาชาติให้มาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชายแดนไทย-เขมร รวมทั้งการร้องเรียนต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ป้องกันเขมรจากการผลักดันของประเทศไทย
ในการเคลื่อนไหวในทิศทางนี้ เขมรได้ติดสินบนบางชาติในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยเอาดินแดนและผลประโยชน์ของประเทศไทยไปเป็นเครื่องบรรณาการ นั่นคือการให้สัมปทานแก่ชาติเหล่านั้นในการขุดสำรวจพลังงานในอ่าวไทยซึ่งเป็นเขตแดนของประเทศไทย เป็นการเอาทรัพย์สินของประเทศไทยไปติดสินบนชาติอื่นให้มาช่วยเขมร
ทิศทางที่สอง คือการข่มขู่ฟอด ๆ ว่าจะฟ้องประเทศไทยต่อศาลโลก ซึ่งกระทำใน 2 ท่าทีคือ การขู่ว่าจะให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาอย่างหนึ่ง และจะยื่นฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ต่อศาลโลกอีกอย่างหนึ่ง
แล้วก็มีคนไทยเข้าผสมโรงข่มขู่คนไทยด้วยกันเองว่าจะเสียเปรียบและแพ้เขมร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ชั่วช้าสารเลว และไม่สมควรเป็นคนไทยเลย
ก็ต้องบอกว่าเขมรจะร้องขอให้ตีความคำพิพากษาศาลโลกได้ก็แต่เฉพาะประเด็นที่พิพาทกันในคดี คือเฉพาะเรื่องตัวปราสาทเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาขยายออกไปถึงเรื่องดินแดน ซึ่งในคำพิพากษานั้นก็ได้ระบุชัดว่าศาลจะไม่ก้าวล่วงไปพิจารณาในเรื่องเขตแดน เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้อง นอกประเด็น
ส่วนกรณีที่ขู่ว่าจะฟ้องคดีใหม่ต่อศาลโลก ประเทศไทยก็คงไม่โง่เขลาเบาปัญญาซ้ำรอยเดิม เพราะตราบใดที่องค์คณะในศาลโลกยังมาจากชาติที่ได้รับประโยชน์จากการได้รับสัมปทานขุดเจาะสำรวจพลังงานในอ่าวไทย ตราบนั้นประเทศไทยก็ไม่ควรยอมรับอำนาจของศาลโลก
และประเทศไทยก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมรับอำนาจของศาลโลกได้ตามกฎของศาลโลกนั่นเอง และเมื่อเป็นเช่นนั้นเขมรก็จะอาศัยศาลโลกมาบังคับประเทศไทยไม่ได้
ทิศทางที่สาม คือการวิ่งเต้นชาติต่างๆ โดยเฉพาะชาติที่เป็นมหามิตรของเขมร ตั้งแต่เจ้าอาณานิคมเดิมคือฝรั่งเศส และกระทั่งลูกพี่เก่าคือเวียดนาม โดยหลอกลวงนานาชาติว่าขอให้ประเทศที่เป็นกลางมาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย
เป็นการโกหกพกลมตามประสาเขมร เพราะชาติเหล่านั้นเป็นนายเก่า เป็นเจ้าบุญนายคุณและมีประโยชน์อยู่กับเขมร ไม่ว่าเคยเป็นข้าทาสกันมาแต่เก่าก่อน หรือเป็นลูกพี่ที่เคยจิกหัวใช้สอยและใช้เป็นเครื่องมือกันมาแต่ก่อน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนในอ่าวไทย
ประเทศพวกนี้จึงไม่ใช่ประเทศที่เป็นกลาง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมเขมรจึงไม่เชิญให้ประเทศจีนมาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเล่า? ทั้งนี้เพราะเขมรไม่วางใจจีน ไม่เหมือนกับเจ้าอาณานิคมหรือลูกพี่เก่าในยุคสงครามเย็น
ความจริงในปัจจุบันนี้จีนกับเขมรก็มีมิตรไมตรีกันยิ่งกว่าประเทศโดยทั่วไป ดังเช่นล่าสุดนี้รองประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนก็ได้เดินทางเยือนเขมร และได้ลงนามสนับสนุนเงินกู้ให้กับเขมรเป็นวงเงินจำนวนมากถึง 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคม
แม้ก่อนหน้านี้จีนก็ได้ให้การช่วยเหลือเขมรในรูปวงเงินกู้หลายครั้งและได้ช่วยเหลือในกิจการต่างๆ มาโดยลำดับ เพียงนี้แล้วเขมรยังไม่เห็นว่าจีนเป็นกลางจึงไม่วางใจให้เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย
กลับไปชักลากเอาเวียดนามซึ่งคนที่ไม่ขี้ลืมก็ต้องจำได้ว่าในช่วงที่เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองในบ้านเรานั้น นายฮวยเซ็งได้ขอให้กษัตริย์สีหมุนีซึ่งแม้ไม่ค่อยลงรอยกันให้ช่วยเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับเวียดนาม
แต่เนื่องจากบารมีกษัตริย์หนุ่มยังน้อยนัก จึงได้ชักลากเอาอดีตกษัตริย์นโรดมสีหนุผู้พ่อให้ร่วมขบวนไปด้วย การเดินทางในครั้งนั้นก็เป็นข่าวทางลึกว่ามีการพบปะกับผู้นำทางทหารและผู้หลักผู้ใหญ่ในกองทัพของเวียดนามเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมองทางอื่นไปไม่ได้ นอกจากการพยายามดึงเวียดนามเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย
ว่ากันให้ชัดก็คือ เป็นการดึงเวียดนามมาช่วยเขมรหากว่าเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นตามชายแดน และอย่างน้อยก็คือการขอให้เข้ามาเป็นลูกพี่ของเขมร แต่อ้างตนเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยกับประเทศไทยนั่นเอง
ดังนั้นการเคลื่อนไหวต่างๆ ของเขมรทุกกระบวน ทุกทิศทาง จึงเป็นเรื่องที่คนไทยต้องทำความเข้าใจและร่วมกันคิดอ่านเพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยของประเทศและช่วงชิงเอาดินแดนที่ถูกยึดไปกลับคืนมาให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะถูกยึดไปมากกว่านี้!
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2553
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๒๓ น. |