|
ทางออกของปัญหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันจันทร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑:๓๙ น. |
|
เป็นธรรมดาของคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน ที่จะต้องมีคนไม่ชอบอกชอบใจ แล้วก็ต้องหาทางให้เกิดปัญหายุ่งยากลำบากใจ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ที่กำลังประสบวิบากกรรมอย่างมากอยู่ในขณะนี้
ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะชะตากรรมแบบนี้เกิดขึ้นมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยเป็นใหญ่อยู่ในแผ่นดินนี้ ที่ทำให้ผู้ว่า สตง. ต้องไปนั่งตบยุงอยู่ที่บ้านนานนับปี จึงได้กลับมาทำหน้าที่ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
สตง. มีหน้าที่ดูแลตรวจสอบติดตามการใช้จ่ายเงินแผ่นดินว่าได้เป็นไปโดยถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายงบประมาณ เป็นไปโดยถูกต้องตามระบบระเบียบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน รวมทั้งการตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินแผ่นดินว่าคุ้มค่าหรือไม่
จะให้อยู่ดีมีสุข ไม่มีใครขัดอกขัดใจ ก็ต้องนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย หรือถ้าพบเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องก็นิ่งไว้ หากทำเช่นนี้ก็จะเป็นที่สรรเสริญของคนบางจำพวก โดยเฉพาะนักการเมืองและพวกขี้ฉ้อตอแหลต่าง ๆ ที่โกงบ้านกินเมือง
ผู้หญิงคนหนึ่งถูกเผาบ้านก็แล้ว ถูกคุกคามด้วยประการต่างๆ ก็แล้ว ถูกสั่งให้ไปนั่งอยู่กับบ้านเฉย ๆ ก็แล้ว ถูกร้องเรียนสารพัดก็แล้ว ดังนั้นนอกจากลมหายใจที่ยังมีอยู่ก็ดูเหมือนว่าไม่เหลือเรื่องราวอันใดร้ายๆ ที่ผู้ว่า สตง. คนนี้ยังไม่ได้ประสบพบพาน
คราวนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้พิจารณาแล้วให้ความเห็นว่า คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา จะทำหน้าที่รักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไปไม่ได้
ในพลันที่คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นเช่นนั้น นายกรัฐมนตรีก็รับลูกอย่างฉับพลันทันด่วน แถลงกับสื่อมวลชนว่าคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา จะรักษาการในหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไปไม่ได้ และหมดวาระแล้ว
สิ้นเสียงท่านนายกรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภาคำนูณ สิทธิสมาน ก็ออกมาเตือนนายกรัฐมนตรีว่าให้ระมัดระวังว่าการยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้จะเป็นการแทรกแซงก้าวก่าย สตง. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
เรื่องนี้จึงมีปัญหาขึ้น เพราะก่อนหน้านี้คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินของวุฒิสภาได้วินิจฉัยว่า คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา จะต้องทำหน้าที่รักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไปตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 29 ซึ่งบัญญัติให้ดำรงตำแหน่งรักษาการไปจนกว่าการสรรหาจะแล้วเสร็จ ในเมื่อกฎหมายเฉพาะเรื่องนี้บัญญัติอย่างนี้ และการสรรหายังไม่แล้วเสร็จ จึงต้องทำหน้าที่กันต่อไป
เหตุที่คณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยเรื่องนี้ก็เพราะคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ซึ่งเป็นผู้รักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเป็นประธานคณะกรรมการ สตง. ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ได้ขอหารือเพื่อทำให้ปัญหานี้มีความชัดเจน
ดังนั้นเมื่อคณะกรรมการสรรหาและประธานวุฒิสภาได้แถลงต่อสาธารณะว่า คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา จะต้องรักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไปจนกว่าการสรรหาจะแล้วเสร็จ และเมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าทำหน้าที่ต่อไปไม่ได้จึงเป็นความขัดแย้งทางกฎหมาย
แล้วทำให้เกิดความสับสนกันขึ้นว่าจะเอาอย่างไรกันแน่? ถึงขนาดมีคำถามว่อนไปหมดในเว็บไซต์และเฟซบุ๊ค รวมทั้งในทวิตเตอร์ ดังนั้นจึงสมควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ พร้อมกับหาทางออกที่ถูกต้อง โดยนัยยะที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้
ประการแรก ก็ต้องบอกให้ทราบทั่วกันก่อนว่า สตง. นั้นเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของรัฐบาล รัฐบาลไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปแทรกแซงเกี่ยวข้องในกิจการภายในของ สตง. ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้รักษาการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้น รวมทั้งผู้มีหน้าที่ในการสรรหา ที่จะต้องดำเนินการต่อไป
ประการที่สอง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีว่าอย่างไรเล่า? เพราะจะต้องถือตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ ก็ต้องบอกว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 เรื่อง
เรื่องแรก คือกฎหมายเกี่ยวกับอายุของข้าราชการทั่วไป ที่มีกำหนดต้องเกษียณอายุหรือพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ และที่เกี่ยวกับ สตง. นั้น โดยทั่วไปผู้ว่า สตง. จะต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 65 ปี
ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ว่า การพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุ 65 ปีนั้นเป็นคนละเรื่องกับการพ้นจากหน้าที่รักษาการ เพราะเมื่อถึงเวลาอายุ 65 ปี และต้องพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว หากยังสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งคนใหม่ไม่ได้หรือยังไม่แล้วเสร็จ กฎหมายก็บัญญัติให้ต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไป
นี่คือบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับอายุขัยในการดำรงตำแหน่ง ซึ่งถ้าหากไม่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็นพิเศษ ก็ต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายทั่วไปนั้น
เรื่องที่สอง เผอิญในช่วงที่มีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นช่วงคาบเกี่ยวที่ต่อเนื่องมาจากการที่คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ถูกรัฐบาลพรรคไทยรักไทยสั่งให้ไปนอนอยู่บ้านเฉย ๆ แล้วเพิ่งกลับมาทำหน้าที่ใหม่ ๆ และอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คณะปฏิรูปการปกครองจึงต้องมีประกาศเพื่อให้คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไปได้ จนกว่าจะมีการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ตอนที่ร่างประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฉบับนี้ ก็มีการถกเถียงกันในเรื่องนี้แล้ว โดยมีความเห็นถกเถียงกันเป็น 2 ความเห็น
ความเห็นแรก เห็นว่าการให้คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา รักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปจนกว่าการสรรหาผู้ว่าการคนใหม่จะแล้วเสร็จ ซึ่งกฎหมายเรียกว่าเป็นการกำหนดการพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ “โดยเงื่อนไข” คือต้องมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายบัญญัติเกิดขึ้นก่อน นั่นคือต้องมีการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่แล้วเสร็จ ผู้รักษาการก็จะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งไม่ถือเอากำหนดระยะเวลาและกฎหมายทั่วไปเป็นหลัก
ความเห็นที่สอง เห็นว่ากฎหมายนั้นต้องบัญญัติโดยชัดแจ้งและต้องปฏิบัติได้อย่างแน่นอน ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยในวันหน้า จึงต้องกำหนดเป็นเวลาว่าจะให้คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เมื่อใด
ความเห็นที่สองถูกโต้แย้งว่า การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่สามารถจะแล้วเสร็จได้ภายใน 3 เดือน หรือ 6 เดือนเป็นอย่างช้าที่สุด ดังนั้นถ้าหากกำหนดเป็นระยะเวลา หากการสรรหาแล้วเสร็จ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ก็ทำหน้าที่ไม่ได้ จะเกิดเป็นปัญหายุ่งยากซับซ้อน
ในที่สุดความเห็นที่สองก็ตกไป และความเห็นแรกก็ได้ถูกนำไปประกาศเป็นประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 29 แล้วก็เกิดปัญหาขึ้นจริง ๆ
เพราะเมื่อคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา มีอายุ 65 ปี ในขณะที่การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงเกิดปัญหาทางกฎหมายขึ้นว่าจะต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่หรือไม่
แล้วก็มีความเห็นแย้งกันเป็น 2 ความเห็นอีก นั่นคือ
ความเห็นแรก ถือได้ว่าเป็นคำวินิจฉัยเพราะเป็นความเห็นของผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ สตง. โดยตรง นั่นคือคณะกรรมการสรรหาของวุฒิสภาและประธานวุฒิสภา ที่แถลงคำวินิจฉัยว่าคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ต้องรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไป ตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 29 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะเรื่องนี้
เมื่อผู้มีอำนาจหน้าที่ในการสรรหามีความเห็นเช่นนั้น ประธานคณะกรรมการ คตง. ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย สตง. จึงได้ออกคำสั่งตามความเห็นของคณะกรรมการสรรหาและประธานวุฒิสภาว่า คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา จะต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไปจนกว่าการสรรหาจะแล้วเสร็จ ให้ทุกหน่วยปฏิบัติงานตามปกติ
ความเห็นที่สอง ไม่ได้เกิดขึ้นในส่วนของผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน แต่มาเกิดขึ้นในฟากของรัฐบาล ซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงกิจการของ สตง. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ทว่ารัฐบาลท่านก็มีสิทธิ์ที่จะสงสัย และเมื่อสงสัยแล้วก็ส่งเรื่องไปปรึกษากับที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล คือคณะกรรมการกฤษฎีกาในปัญหาเดียวกันนั้น
และแล้วคณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีความเห็นว่า คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา พ้นจากตำแหน่งหน้าที่แล้วเมื่ออายุครบ 65 ปี แล้วจะทำกันอย่างไรเล่า?
ทางออกมีอยู่แล้วตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ คือต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในปัญหาความขัดแย้งทางกฎหมายเรื่องนี้ และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประการใดแล้ว ผลของคำวินิจฉัยนั้นก็ย่อมใช้บังคับนับแต่วันที่วินิจฉัย
ดังนั้นอย่าปล่อยให้ปัญหาสับสนวุ่นวายต่อไปเลย เดินตามลู่ตามทางและแสวงหาทางออกตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้จะดีกว่า และในระหว่างนี้ก็ควรต้องถือตามที่ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับ สตง. วินิจฉัยไว้ ดังความเห็นของคณะกรรมการสรรหาและประธานวุฒิสภานั้น.
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2553
|