|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันจันทร์ที่ ๐๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๑๗ น. |
|
การใช้วิชาตัวเบาเพื่อผลักภาระความรับผิดชอบไปให้คนอื่นแล้วจะได้ไม่รับผิดชอบใด ๆ กำลังเป็นลีลาถนัดในการบริหารจัดการของรัฐบาลปัจจุบัน ที่แม้กระทั่งปัญหาไข่ไก่ราคาแพงที่สมคบกันสร้างสถานการณ์ฉ้อเงินประชาชนก็ต้องตั้งคณะกรรมการกันไปแล้ว
ปัญหาความแตกแยกภายในชาติเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดปัญหาหนึ่งที่จะต้องรีบแก้ไขให้ตก แต่กลับไม่มีการแก้ไข และใช้วิชาตัวเบาเหมือนกับเรื่องอื่น ๆ
ที่พูดกันเรื่องปรองดอง สมานฉันท์ หรือเรื่องสามัคคี ก็ล้วนเป็นเรื่องที่ไร้หลักการ เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ จนผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่าง ๆ ล้วนกล่าวเหมือนกันว่าเป็นเรื่องซ่อนดาบในรอยยิ้ม หรือเป็นเรื่องปากปราศรัยใจเชือดคอทั้งสิ้น
การตั้งคณะกรรมการปรองดองดูเหมือนว่าจะมีปัญหามาตั้งแต่ต้น เพราะองค์ประกอบของผู้เป็นคณะกรรมการปรองดองนั้นจะเข้าใจเรื่องปัญหาความขัดแย้งภายในชาติหรือไม่เพียงใด หรือว่าเข้าใจแต่การสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดีดูงามเท่านั้น
จากวันที่ตั้งคณะกรรมการปรองดองมาจนถึงวันนี้ยังไม่เคยมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน และอย่าว่าแต่ผลงานเลย แม้ภาระหน้าที่หลักของคณะกรรมการปรองดองนี้คืออะไรก็ยังเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ
เพราะถึงวันนี้ก็ไม่มีข้อยุติหรือแจ้งให้ประชาชนรับทราบแต่ประการใดว่าที่จะปรองดองกันนั้น จะเป็นการปรองดองระหว่างใครกับใคร หรือฝ่ายไหนกับฝ่ายไหน และจะปรองดองกันด้วยเรื่องอะไร รวมทั้งจะปรองดองกันอย่างไร
วัน ๆ ก็ได้ยินเสียงท่องบ่นมนต์ตราว่าปรองดอง ปรองดอง พร่ำเพ้ออยู่แต่คำว่าปรองดอง จนวันนี้การวางระเบิดและเหตุร้ายต่าง ๆ กำลังเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด จนผู้คนหวาดผวาไม่เป็นอันทำมาหากินกันอยู่แล้ว
นั่นคือผลิตผลของความไม่รับผิดชอบและนวัตกรรมการปรองดองที่ไร้หลักการทั้งสิ้น!
การจะปรองดองนั้นจะต้องมีหลักการ หากไม่มีหลักการก็เป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระ และจะปรองดองในเรื่องอะไรก็เป็นเรื่องที่จะต้องกำหนดให้ชัดเจน ไม่ใช่เรื่อยเปื่อยเหมือนสวะที่ลอยน้ำ
แต่ก็ไม่มีคำตอบในสามเรื่องนี้เลยว่าจะปรองดองระหว่างใครกับใคร จะปรองดองกันเรื่องอะไร และจะปรองดองกันอย่างไร
เพราะไม่มีหลักการและพร่ำเพ้ออยู่แต่คำว่าปรองดอง ท่ามกลางเสียงระเบิดและความหวาดผวาของประชาชนชาวไทย รากฐานของปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้เกิดความแตกแยกแตกสามัคคีภายในชาติจึงยังคงดำรงอยู่และมีทีท่าว่าจะรุนแรงถึงขั้นก่อวินาศกรรมกันแล้ว
อันการจะปรองดองกันนั้นก็ต้องรู้ว่าความขัดแย้งหลักคืออะไร และจะต้องรู้ด้วยว่าความขัดแย้งนั้นเป็นความขัดแย้งชนิดไหน นั่นคือความขัดแย้งทั้งหลายอาจจำแนกได้เป็นสองประเภท คือความขัดแย้งที่เป็นปรปักษ์ ที่ไม่สามารถประนีประนอมปรองดองกันได้เลย กับความขัดแย้งที่ไม่เป็นปรปักษ์ แต่เป็นความขัดแย้งที่เป็นรากฐานของการพัฒนา
ความขัดแย้งในเรื่องปัญหาการช่วงชิงอำนาจรัฐ การเลิกล้มระบอบการปกครอง การล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และการตั้งรัฐไทยใหม่ เป็นเรื่องที่ปรองดองไม่ได้โดยเด็ดขาด ถูกผิดก็ต้องว่ากันไปตามถูกผิด ความขัดแย้งชนิดนี้เป็นความขัดแย้งที่เป็นปรปักษ์ที่ต้องชี้ถูกผิดและจัดการถูกผิดให้ชัดเจน จึงจะยุติความขัดแย้งได้
ความขัดแย้งในเรื่องจะสร้างรถไฟความเร็วสูงสายสั้นหรือสายยาวก่อนเป็นความขัดแย้งเพื่อการพัฒนา เพราะไม่ว่าได้ข้อยุติประการใดก็จะมีการพัฒนาเกิดขึ้น
ก็อยากถามคณะกรรมการปรองดองเสียหน่อยว่าที่จะมาทำการปรองดองนั้น ได้รู้หรือยังว่าเป็นความขัดแย้งชนิดไหน ถ้ายังไม่รู้ก็ควรจะยุติบทบาทได้แล้ว
แต่เป็นเรื่องที่แปลกเพราะนอกจากจะไม่มีปฏิบัติการใด ๆ ที่เห็นว่าจะก่อให้เกิดการปรองดองไม่ว่าชนิดไหนก็ตาม กลับมีการออกนอกลู่นอกทางไปทำการอย่างอื่นซึ่งอาจจะไม่ใช่หน้าที่ของตน
ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้กล่าวโดยเลื่อนลอย แต่กล่าวจากการกระทำของคณะกรรมการปรองดองนี้เอง อย่างน้อยที่ชัดเจนก็มีสองเรื่องแล้ว
เรื่องแรก คือการเสนอของคณะกรรมการปรองดองให้เลิกตีตรวนผู้ต้องหาหรือจำเลยในขณะนำตัวไปศาล
เรื่องนี้มันเกี่ยวกับหน้าที่ของคณะกรรมการปรองดองที่ตรงไหน? เพราะเนื้อแท้เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาชญาวิทยาและทัณฑะวิทยา ตลอดจนเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยในการควบคุมตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยไปกลับศาล ซึ่งมีปฏิบัติกันอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก
ถ้าหากไม่ใช่ประธานกรรมการเคยเป็นผู้มีตำแหน่งสูงและเป็นครูบาอาจารย์มาแต่ก่อน ก็อาจจะต้องกล่าวว่าข้อเสนอเรื่องนี้เป็นการเสือกไม่เข้าท่า แต่นี่กล่าวหาอย่างนั้นไม่ได้เพราะยังคงต้องให้ความเคารพกันตามสมควร แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเสียจริง ๆ
เรื่องที่สอง ได้แก่ข้อเสนอเพื่อความปรองดอง 5 ประการซึ่งเป็นข้อเสนอล่าสุด ได้แก่
1. ให้รัฐบาลสั่งการและกำชับทุกหน่วยงานให้ใช้กลไกตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตามปกติ
นี่คือการกล่าวหาอันมีนัยยะอยู่หรือไม่ว่ารัฐบาลในปัจจุบันนี้หรือกระทรวงยุติธรรมหรือเจ้าหน้าที่ของศาล หรือผู้เกี่ยวข้องในวงการยุติธรรมทั้งหลาย รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลด้วยไม่ได้ใช้กลไกตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตามปกติ
เป็นทางให้เข้าใจได้หรือไม่ว่ามีการใช้อำนาจเถื่อนไล่ล่าไล่สังหาร หรือใช้อำนาจมืดหรืออำนาจนอกรูปแบบ และตั้งศาลเตี้ยชำระความแก่กัน
นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้จะต้องตอบนัยยะอันนี้ มิฉะนั้นแล้วคนทั้งหลายก็จะไขว้เขวเข้าใจไปตามนัยยะที่อาจเข้าใจได้นั้น
2. ควรปฏิบัติต่อผู้กล่าวหาโดยคำนึงถึงสิทธิ์พื้นฐาน ลดการกระทบสิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ผู้ถูกกล่าวหาในปัจจุบันนี้ที่จะถูกควบคุมตัวได้จะต้องอยู่ภายใต้บังคับอำนาจของศาลและกฎหมาย ไม่ใช่ใครจะนึกควบคุมตัวใครก็ทำได้เหมือนแต่ก่อน ดังนั้นเมื่อถูกควบคุมตัวแล้วก็ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติตามระเบียบที่ปฏิบัติโดยทั่วไป ที่มีมาตั้งแต่ประธานคณะกรรมการปรองดองยังทำหน้าที่อัยการ
จะให้ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวมีสิทธิเสรีภาพเหมือนคนธรรมดาจะได้หรือ? แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะให้การรับรองว่ายังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าเป็นผู้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมด้วยอำนาจตามกฎหมายที่จะต้องได้รับการปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการนั้นแล้ว
3. ควรสร้างความเป็นกลางและน่าเชื่อถือให้กับกระบวนการยุติธรรม
เรื่องนี้มันเกี่ยวกับการปรองดองที่ตรงไหน? แต่เป็นเรื่องที่ตำหนิติเตียนหรืออย่างดีก็เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
ประเทศไทยถึงจะชั่วจะดีอย่างไร กระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ก็ได้รับการยอมรับนับถือและเป็นขื่อแปที่ธำรงรักษาบ้านเมืองมาช้านาน
การตำหนิโดยมีนัยยะเช่นนี้หาประโยชน์อันใดมิได้ แต่ก็ต้องยอมรับเช่นเดียวกันว่ากระบวนการยุติธรรมในวันนี้จะต้องได้รับการปฏิรูปใหญ่เพื่อทำให้ขื่อแปบ้านเมืองมั่นคงสืบไป
4. ควรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญเสียจากการชุมนุมทุกฝ่าย
เป็นข้อเสนอราวกับว่ารัฐบาลไม่เคยเปิดเผยข้อมูลกระนั้นแหละ และข้อเสนอนี้ก็เป็นข้อเสนอขาเป๋ เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญหรือความสนใจเกี่ยวกับความสูญเสียของเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าฝ่ายทหารหรือฝ่ายอื่นเลย แม้จะเอ่ยสักคำก็ไม่กล่าว
ในวันนี้คนทั้งหลายยินดีนักหรือที่รัฐบาลให้การช่วยเหลือคนมาเผาบ้านเผาเมือง ในอัตราใกล้เคียงหรือเท่ากับผู้บริสุทธิ์ที่เสียหายจากการถูกเผาบ้านเผาเมืองหรือบาดเจ็บล้มตายจากการก่อการร้าย
แม้กระทั่งการเสียชีวิต พิการ บาดเจ็บและเสียหาย จากการสังหารโหดในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม คณะกรรมการนี้ก็ไม่เอ่ยถึงแม้แต่น้อย นี่หรือคือการปรองดอง?
5. ควรเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ชุมนุมที่ถูกแจ้งข้อหาและควบคุมตัวตาม พรก.ฉุกเฉิน และกฎหมายอื่นให้สาธารณชนรับรู้
ก็เขารู้กันมาตั้งนานแล้วล่ะลุง! นี่ไม่ได้แก้ต่างให้กับรัฐบาล แต่หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ก็ได้ชี้แจงแถลงไขในขอบเขตที่สามารถชี้แจงแถลงไขได้อย่างต่อเนื่อง
และเรื่องนี้มันเกี่ยวกับการปรองดองที่ตรงไหน?
ล่าสุดคณะกรรมการปรองดองได้เสนอต่อรัฐบาลไม่ให้แจกแผ่นซีดีที่เปิดเผยข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เผาบ้านระเบิดเมือง นี่คือการปกปิดไม่ให้ประชาชนมีโอกาสรับทราบข้อมูลอีกด้านหนึ่งใช่หรือไม่?
แล้วทำไมไม่ห้ามฝ่ายอื่นๆ ที่แจกซีดีหรือเผยแพร่ข้อความทางสื่อบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์บ้างเล่า?
ไปพักผ่อนให้สบายไม่ดีกว่าที่จะมาทำทู่ซี้กันแบบนี้ดอกหรือ? และนี่คือวิบากกรรมของรัฐบาลที่ตั้งคณะกรรมการชุดนี้!
หมายเหตุ : บทความวันนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2553
|