|
เรื่องเสียดินแดน…ปัญหาที่คนไทยต้องเข้าใจ |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันศุกร์ที่ ๐๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๒๗ น. |
|
บ้านเมืองของเรานี้แปลกมาก ไม่ยอมรับความจริงกัน แม้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีนายชวน หลีกภัย ได้ออกมาเตือนไปหยก ๆ ว่าต้องกล้าหาญที่จะพูดความจริง แต่ก็ยังมีการโกหกหลอกลวงอยู่ร่ำไปจนผู้คนสับสนว่าเรื่องราวและข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่
นั่นคือปัญหาการเสียดินแดนแก่เขมร ที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งได้ยืนยันมั่นเหมาะว่า ไม่มีการเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ในขณะที่ภาคประชาชนยืนยันว่าเราเสียดินแดนไปแล้ว และเร่งให้รัฐบาลเอาดินแดนของเราคืนมา
เมื่อสับสนกันอยู่เช่นนี้จึงเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีภายในชาติ พวกหนึ่งก็เข้าข้างความเห็นหนึ่ง อีกพวกหนึ่งก็เข้าข้างอีกความเห็นหนึ่ง ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าปรองดองจึงเป็นเพียงวาทะกรรมหรือมายาภาพทางการเมือง ในขณะที่ความจริงนั้นได้เกิดความแตกแยกแตกสามัคคีเพิ่มขึ้น
จนกระทั่งทำให้ชาติบ้านเมืองอ่อนแอลงมากกว่าครั้งไหน ๆ ซึ่งจะปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาการเสียดินแดนนั้นเป็นเรื่องใหญ่ของชาติบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำความรู้ ความเห็นให้ตรงกันทั้งแผ่นดิน
ทุกผู้คนจะต้องถือเอาชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ไม่พึงยึดถือเอาประโยชน์ตน ประโยชน์พวก ประโยชน์พรรคเป็นใหญ่กว่าประโยชน์ของชาติก็จะขจัดปัญหาความแตกแยกแตกสามัคคีในเรื่องนี้ไปได้เปราะหนึ่ง
ดังนั้นวันนี้จึงต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้กันให้ถ่องแท้ เพื่อให้เกิดความสามัคคีขึ้นภายในชาติ จะได้เป็นกำลังอำนาจแห่งชาติในการปกปักรักษาชาติบ้านเมืองสืบไป
เรื่องแรกที่จะต้องทำความเข้าใจคือการเสียดินแดนนั้นเสียได้โดยลักษณะใดบ้าง?
คำตอบก็คือ การเสียดินแดนให้กับต่างชาตินั้นจะเสียไปโดย 2 กรณี คือ
กรณีที่หนึ่ง ดินแดนถูกต่างชาติเข้ารุกรานยึดครองและไม่สามารถหรือไม่ยอมผลักดันขับไล่ผู้รุกรานออกจากดินแดนได้ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ กรณีนี้เรียกว่าการเสียดินแดนโดยพฤตินัย ซึ่งจะส่งผลให้เป็นการเสียดินแดนโดยนิตินัยในภายภาคหน้า
ยกตัวอย่างหมู่เกาะสแปรดลี่ย์ซึ่งเป็นกรณีพิพาทระหว่างหลายประเทศที่ต่างก็อ้างความเป็นเจ้าของ แต่ในทางพฤตินัยนั้นประเทศจีนถือว่าเป็นดินแดนของตน และได้เข้ายึดครองต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน กระทั่งได้ตั้งเป็นหน่วยงานของกองทัพหน่วยหนึ่งในพื้นที่นั้นไปแล้ว
นั่นหมายความว่าโดยพฤตินัยประเทศจีนได้เป็นเจ้าของอธิปไตยเหนือหมู่เกาะ สแปรดลี่ย์ ส่วนชาติอื่นที่อ้างสิทธิ์ก็ได้แต่โหวกเหวกโวยวายไม่ต่างกับเสียงนกเสียงกา ซึ่งไม่มีคุณค่าทางความเป็นจริงแต่ประการใดเลย
ในปัญหาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหารนั้น นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ประจำจำนวนหนึ่งได้หลอกลวงคนไทยตลอดมาว่า ไทยยังครอบครองเป็นปกติสุขอยู่
แต่วันนี้ความจริงปรากฏชัดเจนแล้วว่าพื้นที่นั้นได้ถูกเขมรยึดครองอย่างสมบูรณ์ไปแล้ว มีการตั้งวัด ตั้งชุมชนและตั้งกองทหารอย่างมั่นคงแล้ว หากไม่รีบผลักดันออกไปและปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไปก็เป็นอันแน่นอนว่าการเสียดินแดนโดยพฤตินัยได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ต่อไป
คงเหลือแต่ว่าบรรดานักโกหกหลอกลวงคนไทยจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร
กรณีที่สอง การเสียดินแดนโดยทางนิตินัย ได้แก่การยอมรับนับถือหรือรับรองโดยนานาชาติว่า ดินแดนส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นดินแดนของชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการรับรองโดยองค์การสหประชาชาติหรือองค์กรชำนัญใด ๆ ในองค์การสหประชาชาติหรือโดยคณะกรรมการมรดกโลก
ปัญหาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหารอันเป็นดินแดนของไทยนั้น เขมรได้นำไปขอขึ้นทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกร่วมกับตัวปราสาท ถ้าประเทศไทยไม่ทำหน้าที่ ไม่คัดค้าน ไม่โต้แย้ง ไม่ว่าโดยการเพิกเฉยหรือโดยการรับรองสนับสนุนเขมรด้วยประการใดๆ ก็จะเป็นหลักฐานเกื้อกูลต่อเขมร
และเมื่อใดที่คณะกรรมการมรดกโลกรับเอาดินแดนส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกซึ่งเป็นของเขมรแล้ว เมื่อนั้นเราก็จะเสียดินแดนโดยนิตินัยไปตลอดกาล
เรื่องที่สอง สิ่งที่เขมรเอาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้นคืออะไรบ้าง?
สิ่งที่เขมรนำไปขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
ส่วนแรก ได้แก่ตัวปราสาทพระวิหารส่วนหนึ่ง โดยเขมรอ้างความเป็นเจ้าของโดยอาศัยคำตัดสินของศาลโลกในปี พ.ศ. 2505 ซึ่งฝ่ายไทยหลอกลวงคนไทยด้วยกันเองว่ายังไม่มีการรับขึ้นทะเบียนส่วนนี้ แต่วันนี้ความจริงปรากฏชัดว่าได้รับขึ้นทะเบียนตัวปราสาทไปแล้วตั้งแต่ปี 2551 คนที่โกหกหลอกลวงต้มตุ๋นคนไทยจะรับผิดชอบอย่างไร
ส่วนที่สอง ได้แก่พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นดินแดนประเทศไทยและเขมรอ้างความเป็นเจ้าของ โดยอ้างแถลงการณ์ร่วมที่นายนพดล ปัทมะ ไปลงนามไว้โดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ แล้วประเทศไทยไม่คัดค้าน ไม่โต้แย้งว่าแถลงการณ์ร่วมนั้นใช้ไม่ได้เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ
แม้ถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้คัดค้าน ทั้ง ๆ ที่เมื่อวันพุธที่ 28 กรกฎาคม 2553 นายกรัฐมนตรีได้แถลงว่ารัฐบาลมีมติให้ผู้แทนไทยไปคัดค้าน ทั้ง ๆ ที่ผู้แทนไทยได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้วเกือบ 10 วัน
นอกจากไม่คัดค้านแล้ว ยังไปลงนามในเอกสารประนีประนอมกับเขมรต่อหน้าประธานคณะกรรมการมรดกโลก ยินยอมว่าจะมีการดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนโดยอ้างมติที่ประชุมครั้งก่อน ๆ ซึ่งเนื้อหาคือมติให้นำดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรนี้ไปบริหารจัดการเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก
เหตุที่ต้องเลื่อนการประชุมก็เพราะว่าขัดกับระเบียบการพิจารณาเนื่องจากมีปัญหาความขัดแย้งจากการประท้วงคัดค้านของภาคประชาชนไทย และมีการเตรียมพร้อมทางด้านการทหารของทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ ผู้อำนวยการยูเนสโก้ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการนี้ได้ประท้วงและให้เลื่อนการประชุมออกไป
การเลื่อนการประชุมนั้นจึงเป็นผลมาจากเหตุที่ผิดระเบียบการพิจารณาอันเกิดจากการคัดค้านของภาคประชาชนโดยแท้ ไม่มีใครหน้าไหนที่จะอ้างเอาเป็นชัยชนะหรือผลงานของตนได้นอกจากประชาชน หาไม่แล้วเราก็จะเสียดินแดนทางนิตินัยไปแล้ว
เรื่องที่สาม ผลจากการไปลงนามประนีประนอมของผู้แทนไทยครั้งนี้เป็นอย่างไร?
เรื่องนี้ยังเถียงกันไม่เลิก แต่ที่ชัดเจนแล้วก็คือผู้แทนไทยไม่ได้คัดค้านแผนที่เขมรเสนอเอาดินแดนไทย 4.6 ตารางกิโลเมตร ไปบริหารจัดการเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกของเขมร และยังยินยอมรับทราบด้วยว่าให้มีการดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน
นี่คือการยอมรับโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ว่ายอมให้เขมรเอาดินแดนไทย 4.6 ตารางกิโลเมตร ไปบริหารจัดการและเป็นส่วนหนึ่งของการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และทันทีที่มีการประชุมครั้งหน้า ถ้าไม่มีความขัดแย้งหรือสงครามเราก็จะเสียดินแดนอย่างถาวร
อย่างนี้แล้วยังจะมีหน้ามาแหกตาหลอกลวงคนไทยอีกว่าไม่เสียดินแดน! ช่างหน้าไม่อายแท้ ๆ
เรื่องที่สี่ MOU 2543 ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำกับเขมร โดยอ้างว่าเป็นกรอบการเจรจาเพื่อปักปันเขตแดน เป็นมูลฐานหรือต้นเหตุที่จะทำให้ไทยเสียดินแดนอย่างมโหฬารเป็นครั้งประวัติศาสตร์หรือไม่?
ใช่! MOU 2543 เป็นกรอบการเจรจาและกรอบในการปักปันเขตแดนใหม่ แต่พูดกันไม่หมด การปกปิดเนื้อหาสาระสำคัญที่ควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนชาวไทยก็คือการโกหกหลอกลวงชนิดหนึ่ง
อะไรคือสิ่งที่ปกปิดไว้และไม่ยอมพูดให้หมด? มีอยู่ 2 เรื่อง คือ
เรื่องที่หนึ่ง กรอบการเจรจาตาม MOU 2543 นั้นเป็นกรอบการเจรจาภายใต้แผนที่เขมร ที่ได้รับการยอมรับและรับรองโดย MOU ฉบับนี้เป็นครั้งแรก และแผนที่เขมรดังกล่าวนี้ฝรั่งเศสเป็นผู้ทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียว มีอัตราส่วน 1:200,000
จากแผนที่ของเขมรนี้ ดินแดนเขมรจะรุกลึกเข้ามาในดินแดนไทยตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานีเรื่อยไปทางใต้จนกระทั่งถึงจังหวัดตราด เป็นเนื้อที่ประมาณ 1,800,000 ไร่
ดังนั้นกรอบการเจรจาที่อยู่ภายใต้การยอมรับแผนที่ของเขมรจึงเป็นปฐมเหตุปฐมบทที่จะทำให้ไทยเสียดินแดนครั้งมโหฬารในครั้งนี้และจะส่งผลให้เสียดินแดนอาณาเขตในอ่าวไทยไปอีก 1 ใน 3 โดยรวมเอาแหล่งทรัพยากรก๊าซและน้ำมันที่มีมูลค่ามหาศาลของประเทศไทยไปด้วย
เรื่องที่สอง การปักปันเขตแดนภายใต้กรอบ MOU 2543 คืออะไร?
ก็คือการปักปันเขตแดนตามผลของกรอบเจรจาภายใต้แผนที่เขมร และปักปันเขตแดนโดยยึดแผนที่ของเขมรนั่นเอง การยอมรับแผนที่นี้คือการยกเลิกแนวเขตเดิมที่ถือสันปันน้ำเป็นหลัก ลบล้างสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงยอมเอาเสียมราฐ พระตะบองและศรีโสภณไปแลกเพื่อคงพื้นที่จันทบุรี ตราด และเกาะกูดเอาไว้
การรักษาเกาะกูดไว้ในครั้งนั้นก็เพื่อรักษาอ่าวไทยไว้ให้ประเทศไทย แต่เมื่อเสียเกาะกูดไปให้เขมรครึ่งหนึ่งตามแผนที่เขมรก็จะส่งผลให้เสียพื้นที่อาณาเขตประเทศไทยในอ่าวไทยไป 1 ใน 3 ด้วย
ดังนั้นในวันนี้พื้นที่จำกัด ก็ต้องทำความเข้าใจไว้แต่เพียงเท่านี้จะได้เลิกโต้เถียงหรือโกหกพกลมกันเสียทีหนึ่ง และต้องไม่ลืมว่าการทรยศชาติหรือขายชาตินั้นเป็นเรื่องที่ประเทศไทยไม่มีวันให้อภัยเป็นอันขาด!
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๐๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๓๓ น. |