|
ไทยยังไม่ได้ดินแดนกลับคืนมา |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันจันทร์ที่ ๐๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๐๑ น. |
|
ดูเหมือนว่าผู้คนในรัฐบาลจะแสดงท่าทีหรือพยายามทำให้เกิดความเข้าใจว่าการที่คณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการพิจารณารับขึ้นทะเบียนมรดกโลกให้กับเขมรเป็นความสำเร็จและเป็นชัยชนะแล้ว
ต้องบอกว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง คือไม่ใช่ความสำเร็จของรัฐบาลแต่ฝ่ายเดียว และเรายังไม่ได้รับชัยชนะใด ๆ เลย ทุกอย่างยังเหมือนเดิม เพียงแต่เลื่อนเวลาการทำให้พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหารตกเป็นของเขมรอย่างเป็นทางการโดยนิตินัยเท่านั้น
ประเทศไทย รัฐบาลไทย กองทัพไทย และประชาชนไทย ยังมีหน้าที่ที่จะต้องเอาดินแดนของเรากลับคืนมาจากการยึดครองของเขมร นี่คือภารกิจสำคัญสูงสุดของประเทศชาติในปัจจุบันนี้
ทำไมจึงกล่าวว่าการที่คณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนประชุมรับขึ้นทะเบียนมรดกโลกให้กับเขมรไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลแต่ฝ่ายเดียวเล่า?
ก็ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ความจริงรัฐบาลได้ตั้งผู้แทนคือนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปประเทศบราซิลด้วยงบประมาณ 10 ล้านบาท เพียงเพื่อไปสังเกตการณ์และรับรู้และรับรองในการที่เขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลกเท่านั้น
ซึ่งขณะนั้นผู้แทนรัฐบาลไทยก็ได้บ่นก่อนออกเดินทางว่าเป็นเรื่องที่หนักใจมาก เพราะเขมรได้ล็อบบี้กรรมการต่าง ๆ มานานนับปีแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยไม่ได้ทำอะไรเลย มีแต่ท่องบ่นอยู่ว่าไม่เสียดินแดน ไม่เสียดินแดน เท่านั้น
รัฐบาลไทยเพิ่งมีมติให้คัดค้านในตอนบ่ายของวันพุธที่ 28 กรกฎาคม 2553 ซึ่งเป็นเวลาก่อนประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งจะทันหรือไม่และจะมีผลหรือไม่ก็ยากที่จะคาดเดา
นั่นหมายความว่ารัฐบาลไทยไม่ได้มีท่าทีคัดค้านในเรื่องนี้ แต่ที่จำเป็นต้องมาคัดค้านก็เพราะได้เห็นพลังเจตนาของมหาชนชาวไทยที่ไม่ยอมเสียดินแดนโดยเด็ดขาดและผลักดันเรียกร้องให้รัฐบาลต้องทำการคัดค้าน
ภาคประชาชนในนามของเครือข่ายประชาชนทวงคืนแผ่นดิน ได้เคลื่อนไหวก่อเกิดเป็นกระแสใหญ่ทั่วประเทศ และได้จัดกระบวนในการต่อต้านคัดค้านเขมรไม่ให้เอาดินแดนไทยไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกถึงสามกระบวน
กระบวนแรก เป็นกระบวนการคัดค้านที่เดินทางไปประเทศบราซิลเพื่อทำการคัดค้านการเอาดินแดนไทยไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกต่อคณะกรรมการมรดกโลกโดยตรง ทำให้ฝรั่งมังค่าพากันแปลกใจว่าเหตุใดรัฐบาลไทยไม่คัดค้าน ปล่อยให้ประชาชนต้องลำบากลำบนถึงเพียงนี้ และทำให้ผู้เกี่ยวข้องได้เห็นว่าสถานการณ์ยังไม่สมควรพิจารณา
กระบวนที่สอง เป็นกระบวนการคัดค้านที่เดินทางไปชุมนุมประท้วงที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งใกล้กับบริเวณพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เพื่อแสดงเจตนาของประชาชนไทยและประกาศให้โลกรู้ว่าพื้นที่นี้เป็นของประเทศไทย
แม้ว่าจะมีการปกปิดข่าวสารในประเทศ แต่การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ก็เป็นข่าวใหญ่ในต่างประเทศ และทำให้คณะกรรมการมรดกโลก ตลอดจนสำนักงานคณะกรรมการมรดกโลก และองค์การยูเนสโก้ได้รับรู้เรื่องนี้อย่างชัดเจน
กระบวนที่สาม เป็นกระบวนการคัดค้านที่ระดมพลังประชาชนอย่างฉุกละหุกไปทำการประท้วงคัดค้านที่หน้าที่ทำการยูเนสโก้ ประเทศไทย ทั้งในวันอังคารที่ 27 กรกฎาคม 2553 ซึ่งเป็นเหตุให้มีการเลื่อนการพิจารณาไป 24 ชั่วโมง และในวันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2553 ซึ่งมีการตั้งหลักพักค้าง
ทั้งสามกระบวนนี้จึงเป็นกรณีที่ต้องด้วยกฎการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก ที่จะพิจารณารับขึ้นทะเบียนไม่ได้ถ้าหากว่ายังมีปัญหาโต้แย้งคัดค้าน หรืออาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือสงครามขึ้น
เมื่อตามกฎของคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาไม่ได้เพราะมีความขัดแย้งเช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ไปเป็นปีหน้า
เรื่องราวแบบนี้จะนับว่าเป็นความยากลำบากและเป็นผลจากการต่อสู้ของประชาชนผู้รักชาติ หรือว่าเป็นผลงานของรัฐบาลดังที่พยายามแสดงกันอยู่ วิญญูชนทั้งหลายย่อมเข้าใจได้เองโดยไม่จำต้องพูดกันให้กระเทือนซางกันเปล่า ๆ
แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่าคำพูดของนายกรัฐมนตรีบางคำมีพลานุภาพมาก และมีผลมากเช่นเดียวกัน นั่นคือการแถลงต่อสื่อมวลชนว่ากองทัพไทยมีความพร้อมที่จะผลักดันเขมรออกจากพื้นที่ถ้าหากมีความจำเป็น
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายทหารซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาอธิปไตยของประเทศก็แทบอดกลั้นและทนต่อความอัปยศต่อไปไม่ไหว จึงมีการเคลื่อนไหวทางการทหารเกิดขึ้น ซึ่งแม้เป็นแค่ข่าวเล็ก ๆ ในประเทศไทย แต่ในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกนั้นเป็นข่าวใหญ่ และเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้พิจารณาต่อไปไม่ได้
ประเทศไทยจึงรอดพ้นจากการเสียดินแดนทางนิตินัยไปอย่างหวุดหวิดเฉียดฉิว ซึ่งควรเป็นบทเรียนให้บรรดาผู้มีอำนาจทั้งหลายได้รู้ว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการใด ๆ ก็ตาม จะไม่มีทางยับยั้งหรือทำให้คนไทยยอมยกดินแดนให้กับเขมรได้เป็นอันขาด
ดังนั้นจึงพึงตั้งหน้าเอาดินแดนของเรากลับคืนมาจะดีกว่าที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หรือไม่ทำอะไรเลย หรือต้องให้ประชาชนมาก่อนจนเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้าดังที่เป็นมาแล้ว
แล้วทำไมจึงกล่าวว่าประเทศไทยยังไม่ชนะเล่า?
ก็เพราะว่าการเสียดินแดนนั้นนอกจากการเสียทางนิตินัยแล้ว ยังมีการเสียดินแดนทางพฤตินัยด้วย
ในวันนี้พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรและข้างเคียง รวมทั้งปราสาทพระวิหาร ที่คนไทยเคยไปมาท่องเที่ยวได้ตามใจชอบทุกวันเวลาตามแต่จะต้องการนั้นไม่สามารถเข้าไปได้อีกต่อไปแล้ว
เพราะมีการปล่อยปละละเลยให้เขมรรุกรานยึดครองจนกระทั่งตั้งวัด ตั้งชุมชนในลักษณะถาวร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ล่าถอยลงมา แม้หากจะขึ้นไปก็ต้องขออนุญาต่อเขมรไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐมนตรีหรือนายทหารชั้นไหนก็ตาม
นี่คือความอัปยศที่เกิดจากความไม่รับผิดชอบหรือไม่ก็เกิดจากการขายชาติหรือทรยศชาติ เพราะไม่มีผู้มีอำนาจของชาติใดที่จะยอมปล่อยให้ต่างชาติรุกรานยึดครองดินแดนของตนอย่างนี้ได้
ถามว่าฝ่ายทหารซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศไม่รู้ไม่เห็นอย่างนั้นหรือ? หามิได้เลย ฝ่ายทหารได้รายงานสถานการณ์ให้รัฐบาลอย่างน้อย 5 รัฐบาลที่ผ่านมาว่ามีการรุกรานเข้ามายึดครองดินแดนของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย และขออนุมัติดำเนินการผลักดัน
แต่ปรากฏว่าฝ่ายการเมืองซึ่งไม่แน่ชัดว่ามีเบื้องลึกของการขายชาติหรือทรยศชาติหรือขี้ขลาดตาขาวหรือไม่รับผิดชอบไม่ได้ดำเนินการให้ฝ่ายทหารได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่
บางรัฐบาลสั่งห้ามทหารและปล่อยให้เขมรดำเนินการได้ บางรัฐบาลก็สั่งให้ทหารหลีกเลี่ยงการปะทะ และล่าถอยลงมา บางรัฐบาลก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วหลอกพลเมืองของตนว่าไม่มีการบุกรุกดินแดนไทย
ในวันนี้เป็นที่แจ้งชัดแล้วว่าเขมรได้รุกรานยึดครองดินแดนไทยจำนวนมากตลอดแนวชายแดนตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานีลงมาจนถึงจังหวัดตราด โดยอพยพผู้คนลงมาตั้งถิ่นฐานและได้ใช้พื้นที่ตั้งหน่วยทหารมากมายหลายหน่วย
ล่าสุดก็มีการตั้งกองบัญชาการบริเวณเขาพระวิหาร และเคลื่อนเอากำลังทหารและอาวุธหนักเข้ามาประจำการ พร้อมทำสงครามกับประเทศไทยอยู่แล้ว
ปรากฏการณ์เช่นว่านี้คือการเสียดินแดนทางพฤตินัย แต่ตราบใดที่ยังไม่เสียทางนิตินัย ประเทศไทยก็มีสิทธิ์และความชอบธรรมที่จะใช้แสนยานุภาพของกองทัพขับไล่ผู้รุกรานออกไปได้
และนี่ก็คือหน้าที่สำคัญที่สุดและเป็นความรับผิดชอบสูงสุดของรัฐบาลที่วางอยู่บนบ่าของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยไม่อาจปฏิเสธได้ไม่ว่าในกรณีใด ๆ
การเจรจาทางการทูตก็ต้องเจรจากันไป แต่ต้องขับไล่เขมรออกไปก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้เขมรยึดครองดินแดนไทยแล้วเจรจากันในภายหลัง ซึ่งไม่รู้อีกกี่ปีกี่ชาติ นั่นก็คือการซื้อเวลาของการขายชาติหรือทรยศชาติหรือความขี้ขลาดตาขาวเท่านั้นเอง
ก็ต้องขอถามกันดัง ๆ ต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ที่ปล่อยให้ต่างชาติรุกรานยึดครองดินแดนไทยตำหูตำตาอยู่เช่นนี้ว่า เวลาไปเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินแล้วแผ่นดินของท่านถูกต่างชาติยึดครองอยู่เช่นนี้ พวกท่านจะมองพระพักตร์ของพระองค์ท่านได้เต็มตาแล้วละหรือ?
ทั้งนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารทั้งหลายช่วยตอบคำถามนี้ที!
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553
|