84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านคิดว่าป๋าเปรมควรไปร่วมฉลองความสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำท่วมกับยิ่งลักษณ์หรือไม่?
 
ป้ายโฆษณา
ต้องไล่ผู้รุกรานออกจากแผ่นดินไทย! พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 
บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๓๓ น.
|


            รัฐบาลเสียรังวัดจากกรณีเขมรรุกรานยึดครองดินแดนไทยมากที่สุดนับแต่ตั้งรัฐบาลนี้มา และมีทีท่าว่าคนไทยไม่มีวันยินยอมให้ลูกหลานพระยาละแวกย่ำยีข่มเหงรุกรานยึดครองแผ่นดินไทยได้ต่อไปอีกแล้ว 

            ในขณะที่บทความนี้ลงตีพิมพ์ก็ยังไม่รู้ว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะรับขึ้นทะเบียนมรดกโลกให้กับเขมรไปเรียบร้อยแล้วหรือไม่ 

            แต่ก็บอกในขณะที่ทำบทความนี้ได้ว่ามีความเป็นไปได้สามทาง คือรับขึ้นทะเบียน หรือเลื่อนพิจารณาออกไป หรือไม่รับขึ้นทะเบียน ซึ่งสามทางนี้มีความเป็นไปได้ในทางแรกและทางที่สองมากที่สุด ส่วนทางที่สามเลิกคิดไปได้เลย 

            ต้องทำความเข้าใจกันในเรื่องการยึดครองดินแดนไทยในส่วนที่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเสียก่อน ทั้งที่ความจริงก็ได้พูดกันมามากนักหนาแล้ว แต่ยังต้องพูดย้ำกันก็เพราะว่ามีพวกขายชาติหรือพวกทรยศชาติบางจำพวกพยายามสร้างความเข้าใจผิด

            พวกหนึ่งก็บอกว่าดินแดนส่วนนั้นเป็นของเขมร บางพวกก็บอกว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไม่กระทบต่อดินแดนของประเทศไทยเลย นี่แหละความยากลำบากของคนที่รักชาติทั้งปวงในการรับมือกับขบวนการขายชาติ ที่มีความแยบยลและแนบเนียนกว่าอำนาจเก่า 

            สิ่งที่เขมรเอาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้นประกอบขึ้นด้วย 2 ส่วน คือ 

            ส่วนที่หนึ่ง คือตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งเขมรอ้างความเป็นเจ้าของโดยมีคำตัดสินของศาลโลกในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหลักฐาน 

            ส่วนที่สอง คือพื้นที่อันเป็นที่ตั้งตัวปราสาท ซึ่งรัฐบาลไทยเคยกั้นรั้วรอบตัวปราสาทไว้ หลังจากศาลโลกตัดสินไม่นานนัก รวมทั้งพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเขมรอ้างความเป็นเจ้าของโดยมีแถลงการณ์ร่วมที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยนายนพดล ปัทมะ ไปลงนามกับเขมรไว้ 

            ถ้าขาดเสียส่วนใดส่วนหนึ่งก็ไม่มีทางที่จะขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้ ดังนั้นการขึ้นทะเบียนมรดกโลกครั้งนี้จึงมีผลต่อการเสียอธิปไตยของประเทศไทยคือดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร เพราะเมื่อองค์กรของสหประชาชาติได้รับรองและรับขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ก็เท่ากับรับรองว่าทั้งตัวปราสาทและพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของเขมร 

            จากนั้นเขาก็จะส่งคณะกรรมการจัดการพื้นที่ 7 ชาติ ซึ่งประกอบด้วยมหาอำนาจ 5 ชาติ และไทยกับเขมร เข้าไปจัดการพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้น ถึงเวลานั้นต่อให้ไทยใช้กำลังทหารผลักดันก็ไม่มีทางแล้วเพราะสหประชาชาติและชาติมหาอำนาจย่อมไม่ยินยอมให้ไทยใช้กำลังทหารกับการจัดการนั้น 

            ดังนั้นเวลาในการที่จะเอาแผ่นดินไทยคืนมาจึงเหลืออยู่น้อยนิดมาก และเป็นความน้อยนิดที่ยังถูกมายาเล่ห์กลต่าง ๆ ที่จะยึดครองดินแดนไทย โดยให้คนไทยหลงผิดว่าไม่ได้เสียดินแดน และไม่มีทางที่จะเอาคืนได้อีกต่อไป 

            นั่นคือเวลาที่ประเทศไทยเหลืออยู่ในการรักษาแผ่นดินผืนนี้ของบรรพบุรุษก็คือเวลานับตั้งแต่บัดนี้จนกระทั่งถึงก่อนเวลาที่คณะกรรมการจัดการพื้นที่ 7 ชาติ เข้ามาจัดการพื้นที่เท่านั้น พ้นแต่นี้ไปแล้วก็เป็นอันจบกัน! 

            ดูเหมือนว่าเรื่องตัวปราสาทนั้นไทยจะไม่ยี่หระเท่าใดนัก เพราะเคารพต่อคำตัดสินของศาลโลก แต่ดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่ขบวนการขายชาติและทรยศชาติจะยกให้เขมรนี่สิ คนไทยไม่มีวันยอมเด็ดขาด เพราะถึงจะปกปิด จะบิดเบือน จะใช้เล่ห์อุบายให้ไขว้เขวอย่างไร ก็เอาไม่อยู่แล้ว คนไทยทั่วประเทศตื่นขึ้นและรับรู้ข้อเท็จจริงแล้ว 

            ดังนั้นไม่ว่าคนสีไหน กลุ่มไหน และพื้นที่ไหน จึงพากันเรียกร้องต้องการให้รัฐบาลรักษาอธิปไตยและขับไล่ผู้รุกรานออกไป 

            ความจริงในเรื่องพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้นมีเรื่องที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 เรื่อง แต่ไทยก็ไม่เคยใส่ใจหรือดูแลรักษาอธิปไตยของตนเลย มิหนำซ้ำยังมีพฤติกรรมสมยอมที่จะยกดินแดนนี้ให้กับเขมรอีกด้วย 

            เรื่องแรก คือเรื่องทางนิตินัยที่เขมรอ้างแถลงการณ์ร่วมที่นายนพดล ปัทมะ ไปทำไว้ ว่าไทยสนับสนุนยินยอมให้เขมรนำพื้นที่และตัวปราสาทไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งมีผลผูกพันว่าเขมรมีสิทธิ์ที่จะนำที่ดินผืนนี้ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกเป็นของเขมรได้ 

            ศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาในเรื่องนี้แล้วว่าแถลงการณ์ร่วมไม่มีผลบังคับเพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมุบมิบกันทำโดยไม่นำเสนอรัฐสภาให้พิจารณาเห็นชอบก่อน ทั้งศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำตัดสินห้ามนำแถลงการณ์นี้ไปอ้างอิงหรือใช้เป็นพยานหลักฐานในทางใด ๆ 

            รัฐบาลไทยมีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ องค์การยูเนสโก้และคณะกรรมการมรดกโลก รวมทั้งเขมร ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้รับรู้รับทราบถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลบังคับของแถลงการณ์ดังกล่าว และนำไปใช้อ้างอิงไม่ได้ 

            แต่รัฐบาลไทยไม่เคยทำ! ถูกประชาชนก่นด่าหนักหนาเข้าก็มีหนังสือแจ้งไปที่เขมรว่าแถลงการณ์นี้สิ้นผลบังคับ เขมรได้รับหนังสือก็หัวเราะเยาะแทบฟันร่วง เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับว่าแถลงการณ์นั้นมีผลมาแล้วจึงสิ้นผลบังคับ ซึ่งความสิ้นผลนี้พูดข้างเดียวไม่ได้ เขมรจึงย้อนรอยให้ได้อายว่าไทยมีความเห็นเช่นนั้นก็เห็นไป แต่ไม่มีผลกระทบต่อแถลงการณ์ที่ได้กระทำไปแล้ว 

            ถึงเพียงนี้แล้วก็ยังไม่ยอมแก้ไขทำให้ถูกต้อง คือยืนยันความไม่มีผลบังคับของแถลงการณ์นั้นให้ถูกต้อง เขมรจึงนำไปยื่นเป็นหลักฐานประกอบข้ออ้างว่าไทยรับรองสนับสนุนให้นำพื้นที่ดังกล่าวไปเป็นส่วนหนึ่งในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วย 

            ที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือ ประเทศไทยไม่เคยคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดยได้รวมเอาดินแดนไทยเข้าไปด้วย ซึ่งไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลัง หรือกลัวเขมรกันนักหนาด้วยเหตุใด 

            ตัวแทนรัฐบาลไทยเดินทางไปร่วมประชุมหลายวันแล้วด้วยงบประมาณถึง 10 ล้านบาท แต่หลังจากประชาชนร่วมกันชุมนุมต่อต้านการเสียดินแดน รัฐบาลจึงเพิ่งมีมติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ตอนบ่าย ให้ทำการคัดค้าน แค่นี้ก็เห็นได้แล้วว่ารัฐบาลได้รักษาอธิปไตยและประโยชน์ของชาติแค่ไหนเพียงใด นี่ถ้าหากไม่มีการชุมนุมของประชาชนผู้รักห่วงแผ่นดิน ผู้แทนรัฐบาลก็คงไปนั่งให้เขมรตบกะโหลกเล่นเฉย ๆ เป็นแน่ 

            แม้ว่าลงมติให้คัดค้านแล้ว ก็ต้องคัดค้านใน  2 ประเด็นคือ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นดินแดนไทย ไม่ใช่ดินแดนเขมร เอาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกไม่ได้ และต้องคัดค้านด้วยว่าแถลงการณ์ร่วมนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลบังคับมาตั้งแต่ต้น ใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานผูกพันประเทศไทยไม่ได้ 

            ถึงเวลานี้ก็ไม่รู้ว่าผู้แทนรัฐบาลไทยได้คัดค้านจริงหรือไม่ และคัดค้านว่าอย่างไร เพราะถ้าไม่คัดค้านใน 2 ประเด็นนี้ ก็เหมือนกับการผายลมเท่านั้น 

            เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ผ่านมาหลายรัฐบาลจนกระทั่งปัจจุบันนี้รู้เห็นสมยอมและจำนน ปล่อยให้เขมรรุกรานยึดดินแดนไทยเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร นี้ด้วย เป็นการยึดครองดินแดนไทยโดยทางพฤตินัย ซึ่งมีผลเป็นการรุกรานยึดครองและทำให้ไทยเสียดินแดนเช่นเดียวกัน 

            ประชาชนไทยผู้รักชาติได้ช่วยกันเปิดโปงข้อเท็จจริงหลายต่อหลายครั้งว่าเขมรรุกรานยึดครองดินแดนไทย โดยยอมให้คนชาติอื่นๆ ที่ได้รับวีซ่าจากเขมรเข้าไปในพื้นที่ได้ ยกเว้นแต่คนไทยและสุนัขเท่านั้น 

            แต่กลับมีการตอบโต้ว่าไม่จริง เขมรไม่ได้ยึดครอง ฝ่ายไทยยังยึดครองพื้นที่นั้นอยู่ ซึ่งเป็นการโกหกหลอกลวงคนไทยด้วยกันเองที่หน้าด้านที่สุด พวกโกหกเหล่านี้หากไม่ขายชาติก็คือผู้ทรยศชาติที่ชาวไทยไม่มีวันให้อภัย 

            กระทั่งเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 นายกรัฐมนตรีจึงได้แถลงยอมรับว่าพร้อมจะใช้กำลังทหารผลักดันผู้รุกรานออกจากดินแดนไทยถ้าหากจำเป็น ซึ่งก็คือการยอมรับว่าดินแดนส่วนนี้ถูกยึดครองไปแล้ว และจะต้องใช้กำลังทหารเข้าผลักดันแต่ยังคงแสดงความกลัวว่าจะเกิดสงคราม 

            หลังจากนายกรัฐมนตรีแถลงข่าวเรื่องพร้อมจะใช้กองทัพผลักดันถ้าหากจำเป็นก็เกิดการสะเทือนสะท้านไปถึงคณะกรรมการมรดกโลก ต้องเลื่อนการประชุมออกไป 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจรจานอกรอบกัน ในขณะที่เขมรก็เรียกร้องให้ผู้แทนไทยยอมให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปก่อน แล้วเจรจากันในภายหลัง 

            เป็นความต้องการเช่นเดียวกับมหาโจรที่กำลังข่มขืนลูกสาวประเทศไทย แล้วบอกว่าขอข่มขืนให้เสร็จก่อนค่อยเจรจากันทีหลัง หากใครยอมรับตามข้อเรียกร้องแบบนี้ คนนั้นถ้าไม่บ้าก็คือคนขายชาติ! 

            การที่กำลังทหารต่างชาติและพลเมืองต่างชาติเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐาน ตั้งกองบัญชาการทหารในดินแดนไทยเช่นนี้คือการรุกรานยึดครองดินแดนไทย และเป็นเหตุให้เสียดินแดนโดยไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว 

            ดังนั้นรัฐบาลนอกจากคัดค้านการเอาดินแดนไทยไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ยังต้องใช้แสนยานุภาพทางทหารและพลังอำนาจแห่งชาติทั้งหมดขับไล่ผู้รุกรานออกไป เพื่อพิทักษ์อธิปไตยและดินแดนไทยไว้เยี่ยงบรรพชนไทยทั้งหลาย 

            ถ้าจำเป็นต้องทำสงครามเพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยและดินแดนก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะไม่มีทางที่จะยอมเสียดินแดน โดยอ้างเหตุผลอื่น ๆ รองรับได้ 

            ประเทศไทย รัฐบาลไทย กองทัพไทย และประชาชนไทย ต้องพร้อมทำสงครามที่เป็นธรรม เพื่อรักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศชาติไว้ ด้วยการขับไล่ผู้รุกรานออกไป และถ้าเกิดสงครามชนิดนี้ สงครามนั้นก็จะสร้างความปรองดองขึ้นในชาติและมอบเสถียรภาพอันมั่นคงให้กับรัฐบาลด้วย!



หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553




|

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License