|
ต้องไล่ผู้รุกรานออกจากแผ่นดินไทย! |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๓๓ น. |
|
รัฐบาลเสียรังวัดจากกรณีเขมรรุกรานยึดครองดินแดนไทยมากที่สุดนับแต่ตั้งรัฐบาลนี้มา และมีทีท่าว่าคนไทยไม่มีวันยินยอมให้ลูกหลานพระยาละแวกย่ำยีข่มเหงรุกรานยึดครองแผ่นดินไทยได้ต่อไปอีกแล้ว
ในขณะที่บทความนี้ลงตีพิมพ์ก็ยังไม่รู้ว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะรับขึ้นทะเบียนมรดกโลกให้กับเขมรไปเรียบร้อยแล้วหรือไม่
แต่ก็บอกในขณะที่ทำบทความนี้ได้ว่ามีความเป็นไปได้สามทาง คือรับขึ้นทะเบียน หรือเลื่อนพิจารณาออกไป หรือไม่รับขึ้นทะเบียน ซึ่งสามทางนี้มีความเป็นไปได้ในทางแรกและทางที่สองมากที่สุด ส่วนทางที่สามเลิกคิดไปได้เลย
ต้องทำความเข้าใจกันในเรื่องการยึดครองดินแดนไทยในส่วนที่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเสียก่อน ทั้งที่ความจริงก็ได้พูดกันมามากนักหนาแล้ว แต่ยังต้องพูดย้ำกันก็เพราะว่ามีพวกขายชาติหรือพวกทรยศชาติบางจำพวกพยายามสร้างความเข้าใจผิด
พวกหนึ่งก็บอกว่าดินแดนส่วนนั้นเป็นของเขมร บางพวกก็บอกว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไม่กระทบต่อดินแดนของประเทศไทยเลย นี่แหละความยากลำบากของคนที่รักชาติทั้งปวงในการรับมือกับขบวนการขายชาติ ที่มีความแยบยลและแนบเนียนกว่าอำนาจเก่า
สิ่งที่เขมรเอาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้นประกอบขึ้นด้วย 2 ส่วน คือ
ส่วนที่หนึ่ง คือตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งเขมรอ้างความเป็นเจ้าของโดยมีคำตัดสินของศาลโลกในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหลักฐาน
ส่วนที่สอง คือพื้นที่อันเป็นที่ตั้งตัวปราสาท ซึ่งรัฐบาลไทยเคยกั้นรั้วรอบตัวปราสาทไว้ หลังจากศาลโลกตัดสินไม่นานนัก รวมทั้งพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเขมรอ้างความเป็นเจ้าของโดยมีแถลงการณ์ร่วมที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยนายนพดล ปัทมะ ไปลงนามกับเขมรไว้
ถ้าขาดเสียส่วนใดส่วนหนึ่งก็ไม่มีทางที่จะขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้ ดังนั้นการขึ้นทะเบียนมรดกโลกครั้งนี้จึงมีผลต่อการเสียอธิปไตยของประเทศไทยคือดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร เพราะเมื่อองค์กรของสหประชาชาติได้รับรองและรับขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ก็เท่ากับรับรองว่าทั้งตัวปราสาทและพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของเขมร
จากนั้นเขาก็จะส่งคณะกรรมการจัดการพื้นที่ 7 ชาติ ซึ่งประกอบด้วยมหาอำนาจ 5 ชาติ และไทยกับเขมร เข้าไปจัดการพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้น ถึงเวลานั้นต่อให้ไทยใช้กำลังทหารผลักดันก็ไม่มีทางแล้วเพราะสหประชาชาติและชาติมหาอำนาจย่อมไม่ยินยอมให้ไทยใช้กำลังทหารกับการจัดการนั้น
ดังนั้นเวลาในการที่จะเอาแผ่นดินไทยคืนมาจึงเหลืออยู่น้อยนิดมาก และเป็นความน้อยนิดที่ยังถูกมายาเล่ห์กลต่าง ๆ ที่จะยึดครองดินแดนไทย โดยให้คนไทยหลงผิดว่าไม่ได้เสียดินแดน และไม่มีทางที่จะเอาคืนได้อีกต่อไป
นั่นคือเวลาที่ประเทศไทยเหลืออยู่ในการรักษาแผ่นดินผืนนี้ของบรรพบุรุษก็คือเวลานับตั้งแต่บัดนี้จนกระทั่งถึงก่อนเวลาที่คณะกรรมการจัดการพื้นที่ 7 ชาติ เข้ามาจัดการพื้นที่เท่านั้น พ้นแต่นี้ไปแล้วก็เป็นอันจบกัน!
ดูเหมือนว่าเรื่องตัวปราสาทนั้นไทยจะไม่ยี่หระเท่าใดนัก เพราะเคารพต่อคำตัดสินของศาลโลก แต่ดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่ขบวนการขายชาติและทรยศชาติจะยกให้เขมรนี่สิ คนไทยไม่มีวันยอมเด็ดขาด เพราะถึงจะปกปิด จะบิดเบือน จะใช้เล่ห์อุบายให้ไขว้เขวอย่างไร ก็เอาไม่อยู่แล้ว คนไทยทั่วประเทศตื่นขึ้นและรับรู้ข้อเท็จจริงแล้ว
ดังนั้นไม่ว่าคนสีไหน กลุ่มไหน และพื้นที่ไหน จึงพากันเรียกร้องต้องการให้รัฐบาลรักษาอธิปไตยและขับไล่ผู้รุกรานออกไป
ความจริงในเรื่องพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้นมีเรื่องที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 เรื่อง แต่ไทยก็ไม่เคยใส่ใจหรือดูแลรักษาอธิปไตยของตนเลย มิหนำซ้ำยังมีพฤติกรรมสมยอมที่จะยกดินแดนนี้ให้กับเขมรอีกด้วย
เรื่องแรก คือเรื่องทางนิตินัยที่เขมรอ้างแถลงการณ์ร่วมที่นายนพดล ปัทมะ ไปทำไว้ ว่าไทยสนับสนุนยินยอมให้เขมรนำพื้นที่และตัวปราสาทไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งมีผลผูกพันว่าเขมรมีสิทธิ์ที่จะนำที่ดินผืนนี้ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกเป็นของเขมรได้
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาในเรื่องนี้แล้วว่าแถลงการณ์ร่วมไม่มีผลบังคับเพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมุบมิบกันทำโดยไม่นำเสนอรัฐสภาให้พิจารณาเห็นชอบก่อน ทั้งศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำตัดสินห้ามนำแถลงการณ์นี้ไปอ้างอิงหรือใช้เป็นพยานหลักฐานในทางใด ๆ
รัฐบาลไทยมีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ องค์การยูเนสโก้และคณะกรรมการมรดกโลก รวมทั้งเขมร ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้รับรู้รับทราบถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลบังคับของแถลงการณ์ดังกล่าว และนำไปใช้อ้างอิงไม่ได้
แต่รัฐบาลไทยไม่เคยทำ! ถูกประชาชนก่นด่าหนักหนาเข้าก็มีหนังสือแจ้งไปที่เขมรว่าแถลงการณ์นี้สิ้นผลบังคับ เขมรได้รับหนังสือก็หัวเราะเยาะแทบฟันร่วง เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับว่าแถลงการณ์นั้นมีผลมาแล้วจึงสิ้นผลบังคับ ซึ่งความสิ้นผลนี้พูดข้างเดียวไม่ได้ เขมรจึงย้อนรอยให้ได้อายว่าไทยมีความเห็นเช่นนั้นก็เห็นไป แต่ไม่มีผลกระทบต่อแถลงการณ์ที่ได้กระทำไปแล้ว
ถึงเพียงนี้แล้วก็ยังไม่ยอมแก้ไขทำให้ถูกต้อง คือยืนยันความไม่มีผลบังคับของแถลงการณ์นั้นให้ถูกต้อง เขมรจึงนำไปยื่นเป็นหลักฐานประกอบข้ออ้างว่าไทยรับรองสนับสนุนให้นำพื้นที่ดังกล่าวไปเป็นส่วนหนึ่งในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วย
ที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือ ประเทศไทยไม่เคยคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดยได้รวมเอาดินแดนไทยเข้าไปด้วย ซึ่งไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลัง หรือกลัวเขมรกันนักหนาด้วยเหตุใด
ตัวแทนรัฐบาลไทยเดินทางไปร่วมประชุมหลายวันแล้วด้วยงบประมาณถึง 10 ล้านบาท แต่หลังจากประชาชนร่วมกันชุมนุมต่อต้านการเสียดินแดน รัฐบาลจึงเพิ่งมีมติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ตอนบ่าย ให้ทำการคัดค้าน แค่นี้ก็เห็นได้แล้วว่ารัฐบาลได้รักษาอธิปไตยและประโยชน์ของชาติแค่ไหนเพียงใด นี่ถ้าหากไม่มีการชุมนุมของประชาชนผู้รักห่วงแผ่นดิน ผู้แทนรัฐบาลก็คงไปนั่งให้เขมรตบกะโหลกเล่นเฉย ๆ เป็นแน่
แม้ว่าลงมติให้คัดค้านแล้ว ก็ต้องคัดค้านใน 2 ประเด็นคือ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นดินแดนไทย ไม่ใช่ดินแดนเขมร เอาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกไม่ได้ และต้องคัดค้านด้วยว่าแถลงการณ์ร่วมนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลบังคับมาตั้งแต่ต้น ใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานผูกพันประเทศไทยไม่ได้
ถึงเวลานี้ก็ไม่รู้ว่าผู้แทนรัฐบาลไทยได้คัดค้านจริงหรือไม่ และคัดค้านว่าอย่างไร เพราะถ้าไม่คัดค้านใน 2 ประเด็นนี้ ก็เหมือนกับการผายลมเท่านั้น
เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ผ่านมาหลายรัฐบาลจนกระทั่งปัจจุบันนี้รู้เห็นสมยอมและจำนน ปล่อยให้เขมรรุกรานยึดดินแดนไทยเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร นี้ด้วย เป็นการยึดครองดินแดนไทยโดยทางพฤตินัย ซึ่งมีผลเป็นการรุกรานยึดครองและทำให้ไทยเสียดินแดนเช่นเดียวกัน
ประชาชนไทยผู้รักชาติได้ช่วยกันเปิดโปงข้อเท็จจริงหลายต่อหลายครั้งว่าเขมรรุกรานยึดครองดินแดนไทย โดยยอมให้คนชาติอื่นๆ ที่ได้รับวีซ่าจากเขมรเข้าไปในพื้นที่ได้ ยกเว้นแต่คนไทยและสุนัขเท่านั้น
แต่กลับมีการตอบโต้ว่าไม่จริง เขมรไม่ได้ยึดครอง ฝ่ายไทยยังยึดครองพื้นที่นั้นอยู่ ซึ่งเป็นการโกหกหลอกลวงคนไทยด้วยกันเองที่หน้าด้านที่สุด พวกโกหกเหล่านี้หากไม่ขายชาติก็คือผู้ทรยศชาติที่ชาวไทยไม่มีวันให้อภัย
กระทั่งเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 นายกรัฐมนตรีจึงได้แถลงยอมรับว่าพร้อมจะใช้กำลังทหารผลักดันผู้รุกรานออกจากดินแดนไทยถ้าหากจำเป็น ซึ่งก็คือการยอมรับว่าดินแดนส่วนนี้ถูกยึดครองไปแล้ว และจะต้องใช้กำลังทหารเข้าผลักดันแต่ยังคงแสดงความกลัวว่าจะเกิดสงคราม
หลังจากนายกรัฐมนตรีแถลงข่าวเรื่องพร้อมจะใช้กองทัพผลักดันถ้าหากจำเป็นก็เกิดการสะเทือนสะท้านไปถึงคณะกรรมการมรดกโลก ต้องเลื่อนการประชุมออกไป 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจรจานอกรอบกัน ในขณะที่เขมรก็เรียกร้องให้ผู้แทนไทยยอมให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปก่อน แล้วเจรจากันในภายหลัง
เป็นความต้องการเช่นเดียวกับมหาโจรที่กำลังข่มขืนลูกสาวประเทศไทย แล้วบอกว่าขอข่มขืนให้เสร็จก่อนค่อยเจรจากันทีหลัง หากใครยอมรับตามข้อเรียกร้องแบบนี้ คนนั้นถ้าไม่บ้าก็คือคนขายชาติ!
การที่กำลังทหารต่างชาติและพลเมืองต่างชาติเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐาน ตั้งกองบัญชาการทหารในดินแดนไทยเช่นนี้คือการรุกรานยึดครองดินแดนไทย และเป็นเหตุให้เสียดินแดนโดยไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว
ดังนั้นรัฐบาลนอกจากคัดค้านการเอาดินแดนไทยไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ยังต้องใช้แสนยานุภาพทางทหารและพลังอำนาจแห่งชาติทั้งหมดขับไล่ผู้รุกรานออกไป เพื่อพิทักษ์อธิปไตยและดินแดนไทยไว้เยี่ยงบรรพชนไทยทั้งหลาย
ถ้าจำเป็นต้องทำสงครามเพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยและดินแดนก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะไม่มีทางที่จะยอมเสียดินแดน โดยอ้างเหตุผลอื่น ๆ รองรับได้
ประเทศไทย รัฐบาลไทย กองทัพไทย และประชาชนไทย ต้องพร้อมทำสงครามที่เป็นธรรม เพื่อรักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศชาติไว้ ด้วยการขับไล่ผู้รุกรานออกไป และถ้าเกิดสงครามชนิดนี้ สงครามนั้นก็จะสร้างความปรองดองขึ้นในชาติและมอบเสถียรภาพอันมั่นคงให้กับรัฐบาลด้วย!
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553
|