|
ยุคนี้ยิ่งกว่ายุคแม้วแล้วหรือ? |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันอังคารที่ ๒๗ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๐๕ น. |
|
เรื่องราวของพ่อกำลังฮือฮาและทำให้เกิดความสำนึกในหมู่พสกนิกรชาวไทยอย่างกว้างขวาง ว่าความวิปริตที่เป็นไปในบ้านเมืองขณะนี้เป็นเรื่องที่คนไทยจะยอมนิ่งต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
จะต้องลุกขึ้นมาด้วยใจสำนึกจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาชาติบ้านเมืองและสถาบันสำคัญ ๆ ต่าง ๆ เพื่อเป็นร่มธงชัยให้กับบ้านเมืองและราษฎร ให้สถาพรสืบไป
เพราะถ้าปล่อยให้คนชั่วทำลายบ้านเมืองอย่างไม่หยุดยั้งอยู่เช่นนี้ ไม่นานดอกเราท่านทั้งหลายคงจะได้เห็นถึงกาลล่มสลายที่เรียกว่าสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน เป็นแน่แท้
ความเป็นไปในวันนี้ทำให้อาณาประชาราษฎรตื่นตัวและเพิ่มความสำนึกรับผิดชอบต่อมาตุภูมิ ต่อประเทศชาติ ต่อราชบัลลังก์อย่างกว้างขวาง แม้ว่าจะมีมนต์มายาและการมอมเมามากหลายเพื่อให้เกิดความชาชิน เพื่อเป็นม่านบังตาให้กับการทำลายบ้านเมืองของคนบางกลุ่มบางคณะ
วันนี้คนเสื้อแดงก็ออกมาร้องโพนทะนาว่าถูกตามไล่ล่าฆ่าฟันอย่างโหดร้ายทารุณ นัยว่าเพื่อขัดขวางและป้องกันไม่ให้อำนาจเก่าฟื้นคืนมาอีกครั้งหนึ่ง จึงมีความพยายามที่จะดิ้นรนต่อสู้กันอยู่ทุกวิถีทาง แต่หลายทางแทนที่จะช่วยเหลือบ้านเมืองให้กลับคืนสู่ความสงบสุข กลายเป็นว่าเกิดผลด้านกลับ สนับสนุนช่วยเหลือให้อีกอำนาจหนึ่งยิ่งกระทำย่ำยีบ้านเมืองตามใจชอบ
วันนี้คนเสื้อเหลืองก็ออกมาร้องโพนทะนาว่าถูกบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสีและมีการกระทำที่ชัดเจนเพื่อกวาดล้างคนเสื้อเหลือง เพื่อไม่ให้เป็นก้างขวางคอ เพื่อไม่ให้รกหูรกตาอีกต่อไป
ร่วม 80 คนของนักสู้กู้ชาติชาวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งที่ไม่ได้ทำความผิดฐานก่อการร้ายใด ๆ ก็ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย โดยเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามีอำนาจการเมืองและอำนาจประจำร่วมสมรู้กัน เพื่อกำจัดขวากหนามที่คอยเป็นก้างตำคอ เป็นเสี้ยนตำตีน เพื่อปูทางให้แก่การเถลิงอำนาจไปตลอดกาล
และแล้วจากคนเสื้อแดง จากคนเสื้อเหลือง คราวนี้ได้มีปรากฏการณ์บ่งชี้ชัดเจนที่ส่อไปในทางกวาดล้างคนไทย ที่มีน้ำใจภักดีต่อชาติราชบัลลังก์ และได้ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน
เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เข้าใจได้ว่า เมื่อได้กระทำต่อผู้ที่มีน้ำใจจงรักภักดีแล้ว ก็จะทำให้เกิดความยำเกรงและหวาดกลัวว่าถ้าหากยังทำหน้าที่ด้วยความจงรักภักดีตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ต่อไปแล้วก็จะต้องรับชะตากรรมเช่นเดียวกัน
มีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากกรณีการดำเนินคดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้มาป่าวร้องให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ทำการจับกุมผู้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง ที่กระทำการกันกลางสนามหลวง
แต่แม้ผู้กระทำความผิดตัวจริงจะถูกศาลพิพากษาลงโทษไปตามโทษานุโทษแล้ว นายสนธิ ลิ้มทองกุล กลับถูกดำเนินคดีอาญาฐานมาเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด โดยหยิบยกเอาข้อความที่เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทำตามอำนาจหน้าที่มาเป็นข้ออ้างว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ตามมาด้วยกรณีของดาราชื่อดัง นายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ที่กล่าวความเรื่องพ่อ ในงานมอบรางวัลเกียรติยศที่จัดขึ้นที่หอประชุมแห่งหนึ่งและมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ซึ่งได้กล่าวด้วยความเทิดทูนบูชาด้วยน้ำใจจงรักภักดีแทนปากเสียงของคนไทยทั้งประเทศ
เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งหลายเห็นอันตรายที่กำลังคุกคามบ้านเกิดเมืองนอนและพระมหากษัตริย์ ทำให้เกิดความซาบซึ้งตรึงใจและก่อเกิดเป็นกระแสใหญ่ในบ้านเมือง แต่วันนี้ผู้กล่าวความอันมีคุณค่าและมีประโยชน์ยิ่งนี้กลับถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจากการกล่าวนั้น
นี่คือความวิปริตที่เกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม อันเป็นการแสดงออกถึงการล่มสลายของขื่อแปบ้านเมือง เพราะความวิปริตวิตถารเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ในโอกาสเดียวเท่านั้นคือโอกาสที่บ้านเมืองกำลังล่มสลาย ใกล้ถึงกาลสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน
ดังนั้นสติปัญญาและความคิดอ่านของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจึงวิปริตวิปลาสไปสิ้น ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเตือนไว้ว่า “วินาศกาเล วิปริตตะพุทธิ” ซึ่งแปลว่าเมื่อกาลวินาศฉิบหายมาถึงแล้ว สติปัญญาก็จะวิปริตวิปลาสไปสิ้น
เพราะถ้าหากไม่วิปริตวิปลาสแล้ว ไหนเลยจะตีคุณค่าของคนเผาบ้านเผาเมืองกับคนที่ปกป้องบ้านเมืองว่าทำความผิดเหมือนกัน ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน
หรืออาจเปรียบเทียบได้อีกว่าตีคุณค่าของมหาโจรที่เข้าปล้นวัดกับสาธุชนที่เข้าวัดไปทำบุญถือศีลฟังธรรมว่าเป็นการทำความผิดอาญาฐานบุกรุกวัดเหมือนกัน
นี่คือข้อยืนยันว่าความวิปริตวิปลาสได้เกิดขึ้นแล้วในบ้านเมืองของเรา มันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการรู้เห็นหรืออย่างน้อยก็มีการปล่อยปละละเลยเพิกเฉยให้มีการกระทำเยี่ยงนั้นของผู้มีอำนาจในรัฐบาล
มิหนำซ้ำ ยังเป่ามนต์มายาหลอกลวงอาณาประชาราษฎรอีกว่า เป็นการปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความเป็นนิติรัฐ เพื่อความเป็นนิติธรรม
วาทะกรรมอันสวยหรูเยี่ยงนี้แม้ปานใดก็ยังคงเป็นความวิปริตวิปลาสของยามที่ความพินาศฉิบหายได้แผ่เข้าปกคลุมเหนือหัวคนเหล่านั้น จึงทำให้สติปัญญาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีวิปริตวิปลาสไปสิ้น
เรามาคอยดูความพินาศฉิบหายเหล่านั้นกัน โดยมิพักต้องแช่ง ต้องสาป ต้องด่า เพราะเทพแห่งกาลเวลาและกฎแห่งกรรมย่อมทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงเสมอ ไม่มีอำนาจใดไปผันแปรเปลี่ยนแปลงหรือกลับคืนได้เป็นอันขาด
อนันตริยกรรมที่กระทำแล้วต่อประเทศชาติ ต่อศาสนา ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และต่ออาณาประชาราษฎรทั้งปวงนั้น เป็นความผิดมหันต์ถึงขั้นตัดมรรคผลนิพพานเช่นเดียวกัน ดังนั้นต่อให้ไปบำเพ็ญกุศลถึงประเทศอินเดียก็ดี ถึงจะสั่งสมบุญมาแต่ครั้งไหนก็ดี ถึงจะมีอำนาจมากเพียงไหนก็ดี ในที่สุดก็ต้องเป็นไปตามกฎแห่งกรรมโดยไม่มีทางหลีกพ้น
บ้านเมืองในวันนี้มีการกล่าวขวัญกันมากว่า มันรุนแรง มันร้ายแรง ยิ่งกว่ายุคพรรคไทยรักไทยครองเมืองไปแล้วหรือ? ทำไมคนที่ผู้คนตั้งความหวังว่ามีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความรู้ มีการศึกษา มีภาพลักษณ์ที่ดี จึงมีอันเป็นไปได้ถึงเพียงนี้
ก็อย่าได้สงสัยเลย ความจริงเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงเตือนไว้นานแล้วว่า “วาววาวบ่ใช่เนื้อ คำดี ดอกนา” มิฉะนั้นคำว่าวิญญูชนจอมปลอมหรือปีศาจจำแลงหรือยักษ์จำแลง ที่มีการพูดกันในวรรณคดีไทยหรือในเรื่องราวต่าง ๆ ในโลกจะมีขึ้นได้อย่างไรเล่า
บ้านเมืองในยุคนี้จะดีกว่าหรือจะแย่กว่ายุคพรรคไทยรักไทยครองเมือง จะดูกันที่ตรงไหนเล่า? ก็ดูกันที่เรื่องใหญ่ ๆ ไม่กี่เรื่องก็จะเห็นได้ชัด
เรื่องแรก คือเรื่องความแตกแยกในบ้านเมือง ในหมู่ประชาชน และผู้คนวงการต่าง ๆ ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเป็นอย่างไร ในสมัยนี้เป็นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องแจงรายละเอียด คนทั้งปวงก็ย่อมสัมผัสรู้เห็นได้ด้วยตนเองดีอยู่แล้วทุกคน
เรื่องที่สอง คือเรื่องการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ในยุคก่อนนั้นมีปรากฏการณ์มากหลายและชัดเจนว่ามีความพยายามที่จะบ่อนทำลายเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทั่งพูดกันโครม ๆ กลางเวทีการชุมนุม
แต่สมัยนี้เหตุการณ์แบบนั้นก็ยังมีอยู่ โดยผู้มีอำนาจเพิกเฉย ไม่ป้องกัน ไม่กำจัดขัดขวางและแก้ไขใด ๆ ในขณะที่ปากก็ป่าวร้องว่าจงรักภักดี จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ
อุปมาดั่งโจรที่ไปปล้นทรัพย์สินชาวบ้าน กับเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามโจรผู้ร้าย แต่ไม่ทำหน้าที่ ปล่อยให้โจรผู้ร้ายปล้นได้ปล้นเอา โดยรอคอยที่จะหยิบฉวยเอาของกลางนั้น ก็ลองพิจารณากันดูว่าในกรณีเช่นนี้โจรกับเจ้าหน้าที่นั้นใครชั่วร้ายยิ่งกว่ากัน?
เรื่องที่สาม เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ยุคนั้นโครงการใหญ่สุดก็มีวงเงินแค่ 140,000 ล้านบาท แต่ยุคนี้บางโครงการมีวงเงินสูงถึง 900,000 ล้านบาท บางโครงการ 800,000 ล้านบาท บางโครงการ 70,000 ล้านบาท และมากมายสุดคณานับ แต่ละโครงการนั้นก็มีข่าวเล่าขานว่ามีความรั่วไหลมากกว่าแต่ก่อนที่เคยอยู่ระดับ 30-40% กลายเป็น 45-50% ไปแล้ว
การโกงกินในยุคก่อนหากจะเปรียบกับยุคนี้จะเปรียบกันได้หรือไม่ว่ามีความแตกต่างกันเพียงใด ซึ่งอาจถึงขนาดเด็กยังไม่หย่านม จะกินอย่างไรก็ไม่ถึงขนาดเท่ากับการกินของชูชกเป็นแน่
เรื่องที่สี่ เนื้อที่ไม่พอแล้ว ก็เอากันแค่หัวข้อเรื่องว่าเรื่องขายชาติ ขายแผ่นดิน เทียบกันแล้วเป็นอย่างไรเล่า?
ด้วยสี่ประการนี้ก็จะเห็นแจ้งแทงตลอดว่ายุคนี้กับยุคแม้ว ยุคไหนเป็นอย่างไร?
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2553
|