|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันศุกร์ที่ ๒๓ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๑๑ น. |
|
ประเทศไทยในขณะนี้กำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เป็นวิกฤตที่อาจทำให้สิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน และสิ้นสุดทุกสิ่งทุกอย่าง ชนิดพลิกฟ้าคว่ำดิน
นั่นคือวิกฤตจากการเสียดินแดนครั้งใหญ่ให้กับเขมร วิกฤตจากการคอร์รัปชั่นถึงขนาดโกงบ้านผลาญเมือง วิกฤตความขัดแย้งแตกแยกภายในชาติ วิกฤตการใช้อำนาจหน้าที่ไม่เป็นธรรม และวิกฤตที่หน่วยงานองค์กรภาครัฐทั้งระบบกำลังพังทะลายลงมาอย่างยับเยิน
ในภาวะเช่นนี้ผู้คนรู้สึกท้อแท้ผิดหวังและสิ้นหวัง ขบวนคนเสื้อแดงก็กล่าวหาว่ามีการไล่ล่าสังหารผลาญชีวิตพวกตน ในขณะที่คนเสื้อเหลืองก็กล่าวหาว่ามีการกวาดล้างทำลายพวกตนด้วยความเหี้ยมโหดอำมหิต โดยไม่สำนึกบุญคุณที่เหยียบหัวเหยียบศพเหยียบกองเลือดของเหล่านักสู้กู้ชาติขึ้นสู่อำนาจเลย
ในท่ามกลางวิกฤตเหล่านั้น ยังมีการซ้ำเติมประชาชนในลักษณะปล้นสดมภ์ครั้งมโหฬารตามมา นั่นคือการสมคบกันขึ้นราคาสินค้าจำเป็นต่างๆ แม้กระทั่งไข่ไก่และบิดเบือนการแก้ไขปัญหาเพื่อชักพาให้วิกฤตหนักหน่วงขึ้น
นั่นคือนอกจากปัญหาไข่ไก่ราคาแพงแก้ไม่ได้แล้ว ในที่สุดก็จะทำให้ผู้เลี้ยงไก่ถึงกาลเจ๊งพินาศยับเยิน จนต้องขายไร่นาสาโทและทรัพย์สินให้กับนายทุน ที่กำลังล่าอาณานิคมและยึดครองที่ดินกันอยู่ทั่วทั้งประเทศในขณะนี้
นึกดูเอาเถิดว่าประเทศไทยและคนไทยไฉนจึงมีความอดทนอดกลั้นขั้นสูงสุดได้ถึงเพียงนี้! นั่นเพราะคนทั้งหลายล้วนยอมอดทนอดกลั้นเพื่อไม่ต้องการให้ความแตกแยกระส่ำระสายเกิดความพินาศฉิบหายให้แก่บ้านเมืองมากไปกว่านี้และเร็วไปกว่านี้
เพราะตระหนักดีว่าในยามนี้เป็นยามพึงถนอมรอมชอมกัน จึงพร้อมใจกันอดทนอดกลั้นอันเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์
แต่กระนั้นก็ยังมีพฤติกรรมและปรากฏการณ์ประหลาด ๆ เกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุดที่เห็นได้ชัดมี 2 ปรากฏการณ์
ปรากฏการณ์แรก เป็นปรากฏการณ์ที่มีการปล่อยปละละเลยให้ขบวนการล้มเจ้าเคลื่อนไหวและขยายตัวไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่สามารถห้ามปรามหรือหยุดยั้งหรือปราบปรามได้ แต่ไม่ทำ ประหนึ่งขยิบตาหรือหลิ่วตาให้มีการกระทำเช่นนั้น ในขณะที่ปากก็ป่าวร้องว่าจะจัดการกับขบวนการล้มเจ้า เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
ยิ่งกว่านั้น ไม่มีการใช้สื่อของรัฐในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องภายในชาติ ยังปล่อยให้มีการปลุกระดมและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างกว้างขวาง ทั้งที่มีเครื่องไม้เครื่องมือและมีอำนาจจัดการได้อย่างเต็มที่
ปรากฏการณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นการจงใจไม่ทำหน้าที่เพื่อให้กระทบต่อสถาบันสูงสุดของประเทศและคนไทยทุกคน ประหนึ่งว่าจะมีการหยิบยืมมือคนจำพวกนั้นบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกตน
ปรากฏการณ์ที่สอง เป็นปรากฏการณ์กวาดล้างทำลายผู้ที่มีความจงรักภักดีและต่อสู้ด้วยความเสียสละ เพื่อพิทักษ์ชาติราชบัลลังก์และรัฐธรรมนูญ มีปรากฏการณ์การกระทำอย่างต่อเนื่อง และสามารถยกรูปธรรมได้ชัดเจนที่สุด 2 เรื่อง คือ
เรื่องแรก การดำเนินคดีอาญากับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากได้ปราศรัยที่ท้องสนามหลวงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทำการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรงกลางท้องสนามหลวง ท่ามกลางการรู้เห็นของเจ้าหน้าที่นับพันคน
มีการรายงานการทำความผิดนั้นไปโดยลำดับชั้นแต่ก็มีการเพิกเฉยไม่ทำหน้าที่ที่ต้องทำ จนอาณาประชาราษฎรเดือดร้อนและลุกขึ้นปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเรียกร้องให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นปากเสียงดำเนินการเรียกร้องให้ดำเนินคดีนี้
นายสนธิ ลิ้มทองกุล จึงได้กล่าวปราศรัยว่ามีผู้กระทำความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรงกลางท้องสนามหลวง และเรียกร้องให้จับกุมดำเนินคดี
จากการปราศรัยนั้นได้ทำให้คนไทยทั่วประเทศได้รับรู้ว่ามีผู้บังอาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง แต่เจ้าหน้าที่เพิกเฉยไม่ทำหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด จึงเกิดกระแสเรียกร้องและประณามทั้งรัฐบาลและเจ้าหน้าที่นั้นอย่างกว้างขวาง
แรงกดดันของพลังประชาชนผู้จงรักภักดีได้ทำให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำไม่สามารถทำเพิกเฉยต่อไปได้ เพราะประชาชนตื่นตัวขึ้นทั่วประเทศ จึงดำเนินการจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดนั้น และขณะนี้ศาลก็ได้พิพากษาว่ามีการทำความผิดจริง และพิพากษาให้จำคุกผู้กระทำความผิดตามโทษานุโทษที่กฎหมายบัญญัติไปแล้ว
กรณีเช่นนี้คนทั้งหลายทั้งปวงจึงมีแต่ต้องขอบอกขอบใจที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงและต่อสู้แทนพวกตนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของประชาชนด้วย และเป็นการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีด้วย
แต่กลับมีการดำเนินคดีอาญากับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อจะให้ติดคุกตามผู้กระทำความผิดตัวจริงไปด้วย และกะจะเอาเป็นเอาตายกันด้วยเรื่องนี้ให้จงได้ โดยที่มีนักการเมืองเกี่ยวข้องบงการอยู่เบื้องหลังการดำเนินคดีนี้อย่างใกล้ชิด
มีการสมคบควบคุมกำกับสั่งการเพื่อจะเอานายสนธิ ลิ้มทองกุล ติดคุกในคดีนี้ให้ได้ ฐานทำหน้าที่พิทักษ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี
นี่คือการสร้างแบบอย่างให้คนทั้งหลายเห็นว่าผู้ที่มีความจงรักภักดีและทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องรับชะตากรรมเยี่ยงนี้ไม่ใช่หรือ?
เรื่องที่สอง คือการรับแจ้งความดำเนินคดีกับนายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ที่ได้แสดงสุนทรพจน์เรื่องพ่อในงานแจกรางวัลของวงการบันเทิงและมีการถ่ายทอดสดโดยสถานีโทรทัศน์ที่มีผู้ชมมากที่สุดช่องหนึ่ง
คำปราศรัยที่ออกจากหัวใจของคนไทยผู้จงรักภักดี ทำให้หลายคนต้องน้ำตาไหลหลั่งรินและทุกคนปรบมือพร้อมกันเสียงดังกึกก้องแพร่กระจายไปจากห้องจัดงานสู่ทุกพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศ
เพราะคำปราศรัยจากใจนั้นได้ทำให้ผู้คนทั้งประเทศโดยเฉพาะผู้คนที่ร่วมงานมีความซาบซึ้งตรึงใจ ตื่นตัวสำนึกจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จนเกิดกระแสใหญ่ทั่วทั้งประเทศ แม้กระทั่งวงการดารานักร้องและวงการบันเทิงซึ่งหลับสนิทไม่เคยตื่นในเรื่องของบ้านเมือง ก็พากันตื่นตัวทั่วพร้อม ก่อเกิดเป็นกระแสเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ
ในยามที่คนบางกลุ่มบางพวกคิดจะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ กำลังบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วมีผู้จงรักภักดีลุกยืนขึ้นประกาศก้องเช่นนี้ จึงทำให้คนทั้งหลายชื่นใจและขอบใจที่นายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ได้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงและทำหน้าที่พสกนิกรที่ดีของแผ่นดินตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
แต่นายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ก็ถูกหมายเรียกในคดีอาญาที่มีการแจ้งความกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำนองเดียวกับกรณีของนายสนธิ ลิ้มทองกุล
ข้อกล่าวหาก็คือ นายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง กล่าวปราศรัยเรื่องพ่อที่ทำให้เข้าใจได้ถึงพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการนำความจริงบางแง่บางมุมมากล่าวในลักษณะของผู้มีความจงรักภักดีและเป็นเดือดเป็นร้อนต่อการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
ในขณะที่องค์กรรัฐ รวมทั้งผู้มีอำนาจและคนทั่วไปก็กล่าวโดยนัยยะเช่นนี้ด้วยกันทั้งนั้น มีก็แต่นายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ที่แสดงความจงรักภักดีให้ปรากฏอย่างแจ้งชัดต่อประชากรทั่วประเทศที่ถูกดำเนินคดี คนที่กล่าวเรื่องพ่อคนอื่น ๆ ไม่เคยถูกดำเนินคดีเลย
ปรากฏการณ์ที่วิปริตผิดปกติและไม่เป็นธรรมได้ก่อให้เกิดเป็นกระแสต่อต้านและประณามความวิปริตนั้นอย่างกว้างขวาง จนต้องมีการชี้แจงแถลงไขว่าเป็นแค่การออกหมายเรียกให้มาชี้แจงเท่านั้น
โถ! อย่าอ้างข้าง ๆ คู ๆ เลย ถ้าสำนึกได้แล้วก็ควรจะทำในสิ่งที่ถูกต้องจะดีกว่า เพราะหมายเรียกนั้นมีแต่หมายเรียกผู้ต้องหา หรือหมายเรียกพยานเท่านั้น ไม่มีหมายเรียกให้มาชี้แจงแต่อย่างใด
หากไม่มีอันใดแอบแฝง เรื่องแบบนี้มีหรือที่จะต้องออกหมายเรียก มีแต่จะต้องส่งการ์ดขอบคุณไปให้ต่างหาก
ดูจากปรากฏการณ์ดังกล่าวแล้วช่างเหมือนกับเมื่อครั้งเกิดปรากฏการณ์ชูธงแดงล้มธงแดงในยุคที่หลินเปียวครองอำนาจทางการทหารเหนือแผ่นดินจีน ได้ปลุกระดมเยาวชนให้เชิดชูประธานเหมา คำก็ประธานเหมาจงเจริญ สองคำก็ประธานเหมาจงเจริญ จนเกิดความปั่นป่วนทั่วทั้งประเทศ
ในขณะเดียวกันนั้น หลินเปียวกลับคิดร้ายเดินแผนลึกคือแผนการ “กองเรือน้อย” เพื่อสังหารประธานเหมาเจ๋อตงและยึดอำนาจเสียเอง จนเกิดคำกล่าวที่เลื่องชื่อว่านี่คือปรากฏการณ์ชูธงแดงล้มธงแดง.
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2553
|