|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันจันทร์ที่ ๑๙ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๔๔ น. |
|
บทความวันนี้จะเป็นเรื่องเนื่องอยู่กับเรื่องการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย ซึ่งได้ลงตีพิมพ์มาหลายเรื่องแล้ว และเรื่องหนึ่งซึ่งมีความสำคัญมากไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ คือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
เพราะกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นขื่อแปของบ้านเมือง เป็นสิ่งแสดงความเป็นธรรมรัฐและนิติรัฐ แสดงถึงความเสมอภาคและการรับรองคุ้มครองบังคับตามซึ่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง
เมื่อใดที่ความยุติธรรมเสื่อมสูญ เมื่อนั้นก็เหมือนขื่อแปบ้านเมืองพังทะลายลง บ้านเมืองก็จะอยู่ไม่ได้ และสภาพเช่นนี้กำลังปรากฎขึ้นอย่างแจ่มชัดในบ้านเมืองของเราในขณะนี้
อันกระบวนการยุติธรรมนั้นหมายความรวมถึงระบบกฎหมาย ตำรวจ อัยการ ศาล การบังคับคดี ทั้งในส่วนแพ่งและในส่วนอาญา ตลอดจนเรือนจำ และการให้การศึกษาด้านกฎหมายแก่ประชาชน
เพราะกฎหมายบังคับให้ทุกคนต้องรู้กฎหมาย ผู้ใดจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ และจะอ้างว่าเข้าใจกฎหมายผิดพลาดคลาดเคลื่อนก็ไม่ได้ ดังนั้นนอกจากจะต้องปฏิรูปกฎหมายซึ่งสับสนอลหม่านและเป็นต้นตอปัญหาหนึ่งของบ้านเมืองแล้ว ยังจะต้องให้การศึกษาด้านกฎหมายทั่วไปให้ประชาชนที่จะถูกฎหมายบังคับได้รับรู้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในครั้งนี้จะแสดงเรื่องการปฏิรูปตำรวจและอัยการ ซึ่งระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมและผิดเพี้ยนไปจากระบบการปกครองบ้านเมืองทั้งหลายที่มีมาในโลก
คือไปถือเสียว่าทั้งตำรวจและอัยการเป็นองค์กรอิสระ เป็นต่างหากจากรัฐบาล หรือฝ่ายบริหาร ดังนั้นทั้งสองหน่วยงานนี้จึงประพฤติปฏิบัติตนในลักษณะเดียวกับองค์กรอิสระ จนทำให้นโยบายและการบังคับใช้กฎหมายของรัฐมีความเลอะเทอะเละเทะจนเหลวแหลกดังที่เห็น ๆ กันอยู่
แต่ก่อนนั้นถือกันว่าทั้งตำรวจและอัยการเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร โดยตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมายบ้านเมือง ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน รวมทั้งให้บริการแก่ประชาชน บทบัญญัติทั้งหลายของกฎหมายจึงให้อำนาจหน้าที่แก่ตำรวจในการจับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎหมายนั้น
เมื่อตำรวจจับกุมแล้ว ในขั้นดำเนินคดีส่งฟ้องศาลก็จะส่งลูกต่อให้กับอัยการซึ่งถือกันว่าเป็นทนายความแผ่นดิน คือทนายความของรัฐนั่นเอง
เหตุที่ถือกันมาอย่างนั้นเป็นรูปลักษณะเดียวกันกับนานาประเทศทั้งหลาย และเมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้วก็เป็นอำนาจของศาล ตรงจุดนั้นแหละจึงเป็นอำนาจตุลาการซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย
เพราะรัฐบาลบางยุคบางสมัยเคลิบเคลิ้มหลงใหลหรือไม่ก็เอาใจตำรวจหรืออัยการ ผสมโรงกับความใคร่อยากที่จะได้สองหน่วยงานนี้มาอยู่ในอำนาจอันลึกลับของฝ่ายการเมือง จึงแยกทั้งตำรวจและอัยการให้เป็นหน่วยงานอิสระ มีคณะกรรมการดูแลกันเองเป็นเอกเทศ และมีความแข็งตัวกว่าทุกระยะที่ผ่านมา
ดังนั้นในวันนี้ตำรวจจะทำหรือไม่ทำอะไร อัยการจะทำหรือไม่ทำอะไร หรือจะทำกันอย่างไร รัฐบาลก็เหมือนกับใบ้กิน ได้แต่ร้องแบ๊ะ แบ๊ะ เหมือนกับแพะถูกโห่ไล่
จะตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ถูกกลุ่มก๊วนที่เขาจัดวางกันไว้ขัดขวางอย่างไม่ไว้หน้า จะตั้งที่ปรึกษาระดับ 10 ก็ถูกขัดขวางอย่างเดียวกัน ในขณะที่อัยการคิดจะฟ้องใครหรือไม่ฟ้องใครหรือจะเตะถ่วงคดีอย่างไร แม้กระทั่งจะใช้อำนาจปล่อยผู้ต้องหาไปดื้อ ๆ โดยอ้างว่าฟ้องไม่ทัน หรือยังฟ้องไม่ได้ จึงมีให้เห็นดาษดื่นไป
จนวันนี้ตำรวจ 300,000 คนที่ใช้งบประมาณแผ่นดินปีละ 70,000 ล้านบาทและอัยการจึงกลายเป็นองค์กรที่รัฐบาลแตะต้องอะไรไม่ได้ แม้จะเห็นอยู่ตำตาว่าได้เป็นส่วนที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองเป็นดังที่เห็น ๆ กันอยู่
จนกระทั่งอาณาประชาราษฎร์พากันอิดหนาระอาใจ และก่นด่าว่ากล่าวไม่ขาดระยะ กระทั่งเกิดเป็นกระแสกดดันเรียกร้องให้จำต้องปฏิรูปทั้งตำรวจและอัยการ
ผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานนี้ทั้งในระดับคณะกรรมการและระดับบริหาร ด้านหนึ่งก็ทำตัวเป็นอิสระเอกเทศ แต่อีกด้านหนึ่งก็สมรู้สมคบเอื้อเฟื้อเอื้อประโยชน์กับนักการเมือง และยอมรับตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก
เป็นการแสวงหาประโยชน์ร่วมกันและเป็นมาตรฐานที่แตกต่างจากองค์กรอิสระอื่น ๆ แม้กระทั่งศาล ซึ่งกรรมการหรือผู้บริหารหน่วยงานเหล่านั้นจะไม่เข้าไปดำรงตำแหน่งใด ๆ ในรัฐวิสาหกิจเพราะจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนและเป็นรากเหง้าให้เกิดความอยุติธรรมในบ้านเมือง
ตำรวจนั้นเป็นอย่างไร ถูกระอาใจรังเกียจขนาดไหน ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงอีกแล้ว เพราะถึงจะกล่าวก็กล่าวไม่หมด
แต่ในส่วนของอัยการนั้นออกจะประหลาดมาก เพราะหน่วยงานนี้มีชื่อว่าสำนักงานอัยการสูงสุด โดยที่ไม่มีสำนักงานอัยการชั้นต้นหรือชั้นกลาง อยู่ ๆ ก็มาโผล่สูงสุดเอาหน่วยเดียว ว่ากันว่าเป็นความมักใหญ่ใฝ่สูงของอดีตอัยการบางคนที่อยากได้ชื่อว่าเป็นประมุขสูงสุดทำนองเดียวกันกับประธานศาลฎีกา ซึ่งความจริงต่างกันลิบลับ
สภาพไร้ขื่อแปของบ้านเมือง สภาพที่ผู้เกี่ยวข้องของวงการตำรวจและอัยการประพฤติปฏิบัติในทางที่ไม่ชอบด้วยหน้าที่ กระทั่งทุจริต เป็นวิกฤตใหญ่หลวงของกระบวนการยุติธรรมและจำต้องปฏิรูปทั้งสองหน่วยงานนี้ในการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยด้วย
ในส่วนตำรวจนั้นแก้กฎหมายกันมาหลายครั้ง ทำการปฏิรูปกันมาหลายหน แต่ทั้งหมดเป็นไปเพื่อเพิ่มคน เพิ่มอำนาจ เพิ่มประโยชน์ให้กับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ โดยที่ไม่เกิดผลประโยชน์ใด ๆ กับประเทศและประชาชนเลย
โดยเฉพาะสถานีตำรวจนั้นเป็นองค์กรตำรวจพื้นฐานที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนที่สุดกลับถูกทอดทิ้งไร้การเหลียวแล และตำรวจด้วยกันเองโดยเฉพาะตำรวจชั้นประทวนถูกทอดทิ้ง กระทั่งเกิดเป็นคติให้ต้องออกไปทำมาหากินกันเอง เป็นเหตุให้ราษฎรทั้งปวงถูกรังแกข่มเหง
ดังนั้นในการปฏิรูปตำรวจ จึงต้องมุ่งเน้นในประการดังต่อไปนี้
ประการแรก ต้องทำให้สถานีตำรวจทุกแห่งมีความเข้มแข็งและอำนวยความยุติธรรมเบื้องต้น ตลอดจนดูแลรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง ต้องกำหนดโครงสร้างและตำแหน่งอย่างชัดเจน ให้มีผู้กำกับเป็นหัวหน้าสถานี
ประการที่สอง ให้ทุกสถานีตำรวจขึ้นต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยหัวหน้าสถานีได้รับแต่งตั้งจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีนั้นก็ให้ประจำสถานีตลอดไป เว้นแต่จะทำผิดก็ต้องถูกปลดออกหรือพักงานสองสถานเท่านั้น
ประการที่สาม ตำรวจนครบาลให้สังกัดอยู่กับกรุงเทพมหานคร โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล โดยได้รับความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร
ประการที่สี่ ให้โอนสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปขึ้นอยู่กับกระทรวงยุติธรรม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้เสนอแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยให้มีส่วนงานเท่าที่จำเป็น คือตำรวจสันติบาล ตำรวจปราบจลาจล ตำรวจสืบสวนกลางและกองปราบปราม ซึ่งทำหน้าที่ถ่วงดุลและตรวจสอบการทำงานของตำรวจในท้องถิ่น รวมทั้งให้มีหน่วยงานด้านวิชาการ ด้านนิติเวชและโรงพยาบาลตำรวจด้วย โดยมีกองบังคับการจังหวัดเป็นหน่วยประสานงานระหว่างตำรวจส่วนกลางกับตำรวจท้องถิ่น นอกนั้นให้ยุบทั้งหมด และโอนกำลังพลไปทำหน้าที่ที่เหมาะสม สำหรับหน่วยงานตำรวจที่เป็นงานของกระทรวงทบวงกรมอื่นให้โอนไปสังกัดกระทรวงทบวงกรมนั้น
ส่วนการปฏิรูปอัยการนั้น ต้องมุ่งเน้นในการปฏิรูปดังต่อไปนี้
ประการแรก เปลี่ยนสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นสำนักงานอัยการ และโอนไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้เสนอแต่งตั้งอัยการสูงสุด และรองอัยการสูงสุด โดยความเห็นชอบของวุฒิสภา
ประการที่สอง ห้ามอัยการทุกตำแหน่งดำรงตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจหรือเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับรัฐบาลหรือเอกชน หรือรับตีความข้อกฎหมายหรือสัญญาใด ๆ ให้กับรัฐบาล
ประการที่สาม ยกเลิกแบบอย่างการสอบสวนโดยอัยการเอง และให้มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนในการพิจารณาสั่งฟ้องและการยื่นฟ้องต่อศาล
ประการที่สี่ บรรดาอรรถคดีจากองค์กรอิสระที่จะส่งฟ้องต่อศาล ให้อัยการมีหน้าที่ยื่นฟ้องต่อศาล หรือองค์กรอิสระเหล่านั้นอาจว่าจ้างทนายความว่าต่างแก้ต่างคดีได้โดยตรง
หากได้ปฏิรูปสองหน่วยงานนี้ในลักษณะที่ว่านี้ ก็ลองดูทีว่ากระบวนการยุติธรรมต้นน้ำและกลางน้ำในบ้านเมืองนี้จะดีขึ้นหรือไม่!
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2553
|