|
ฝั่งทะเลไทยคือพื้นฐานความมั่งคั่งของชาติ |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันจันทร์ที่ ๑๒ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓:๕๔ น. |
|
บทความวันนี้ยังคงเนื่องกับเรื่องการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการปฏิรูปชุดต่าง ๆ ยังคงว่าอยู่ในเรื่องทฤษฎีและนามธรรม แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ จึงจำเป็นต้องนำเสนอความคิดไปโดยลำดับ
ฝั่งทะเลไทยคือพื้นฐานความมั่งคั่งของชาติ เพราะประเทศไทยมีฝั่งทะเลยาวเหยียด
ทางด้านตะวันตก ติดกับชายแดนพม่าลงไปทางใต้ตลอดแนวติดกับทะเลอันดามัน สามารถออกไปสู่มหาสมุทรอินเดียและโลกกว้างได้ มีฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ และแตกต่างจากอีกฝั่งหนึ่ง เพราะพื้นทะเลเป็นพื้นทราย ในขณะที่ฝั่งอ่าวไทยเป็นพื้นทรายปนดิน จึงเป็นแหล่งสัตว์น้ำอันอุดม ไม่แตกต่างกับออสเตรเลีย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารทะเลใหญ่ของโลกแห่งหนึ่ง
ทางฝั่งตะวันออกของด้ามขวานทอง ตั้งแต่ทางใต้สุดที่ติดกับชายแดนมาเลเซียขึ้นไปทางเหนือจนถึงกรุงเทพฯ วกไปทางขวามือสู่ตะวันออก จนจรดกับชายแดนเขมร เป็นพื้นที่อ่าวไทย ที่สามารถออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิคอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นแหล่งสัตว์น้ำอันอุดมที่มีลักษณะพิเศษ เพราะเป็นพื้นทรายปนดิน
อาณาบริเวณฝั่งทะเลอันยาวเหยียดของประเทศไทย มีความปลอดภัยโดยธรรมชาติ เพราะห่างไกลออกไปนั้นมีเกาะแก่งและแผ่นดินตั้งแต่ประเทศอินโดนีเซียคอยขวางกั้นมหันตภัยให้กับประเทศไทย ประหนึ่งเทพยดาบันดาลกำแพงใหญ่ที่คุ้มครองป้องกันอันตราย ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ทางทะเลและทำการประมงได้ตลอดทั้งปี ผิดกับบางประเทศที่ทำการประมงได้ปีละไม่กี่เดือนหรือไม่ได้เลย
โดยสภาพภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และลักษณะไหล่ทวีปของสองฝั่งทะเลไทย จึงเป็นรากฐานความมั่งคั่งและยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ แต่น่าเสียดายที่ประเทศไทยและคนไทยได้ทอดทิ้งสองฝั่งทะเล ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม จนเกิดสภาพเสื่อมโทรมโดยทั่วด้าน
นอกจากสองฝั่งทะเลอันอยู่ด้านนอก ประเทศไทยยังมีทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นมรดกโลกสำคัญแต่ดึกดำบรรพ์ เป็นทะเลสาบที่สวยงามที่สุด 1 ใน 5 ของโลกที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ สามารถบำรุงเลี้ยงผู้คนในภาคใต้ได้อย่างเต็มที่ เพราะทะเลสาบสงขลานั้นยังเชื่อมโยงกับทะเลน้อยและแหล่งชุ่มน้ำขนาดใหญ่พรุควนเคร็ง
ทะเลสาบสงขลานั้นมีลักษณะพิเศษกว่าทะเลสาบทั้งปวง เพราะมีน้ำธรรมชาติอยู่ร่วมกันถึง 3 ชนิด คือน้ำเค็มตั้งแต่ปากอ่าวสงขลามาจนถึงปากรอ จากปากรอมาจนถึงบริเวณเกาะสี่ เกาะห้า อันเป็นแหล่งรังนกนางแอ่นที่ดีเลิศของโลกเป็นน้ำกร่อย ถัดจากนี้ไปยังฝั่งพัทลุงและระโนดเป็นน้ำจืด
ยามเทศกาลฝน น้ำจืดหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ พื้นที่น้ำจืดก็จะขยายไปจนถึงปากรอ พื้นที่น้ำกร่อยก็จะขับขยายไล่น้ำเค็มออกไปจนถึงใกล้ปากอ่าวสงขลา จากนั้นก็เป็นน้ำเค็ม
ยามเทศกาลแล้ง น้ำจืดเหือดแห้งลดลง น้ำทะเลก็หนุนเข้ามา พื้นที่น้ำเค็มก็ขยายไล่น้ำกร่อยมาจนถึงเกาะสี่ เกาะห้า พื้นที่น้ำกร่อยก็ไล่น้ำจืดไปจนถึงบริเวณเกาะใหญ่
สภาพธรรมชาติเป็นไปเช่นนี้ แต่มนุษย์ที่ไม่เข้าใจธรรมชาติกลับทำลายธรรมชาติอันพิสดารนี้เสีย และทอดทิ้งละเลย จนในวันนี้ลุ่มทะเลสาบสงขลา ทะเลน้อยและพรุควนเคร็งกำลังประสบชะตากรรม ถ้าเป็นคนก็ป่วยหนักใกล้ตายเต็มที
สภาพเช่นนี้จึงถึงเวลาที่จะต้องทำการปฏิรูปทะเลไทยครั้งใหญ่ หาไม่แล้วความอุดมสมบูรณ์และโอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทยก็จะสิ้นสลายไป และจะกลายเป็นแหล่งภัยธรรมชาติที่ทำลายคนไทยไปตลอดกาล
เพราะในวันนี้สองฝั่งทะเลกำลังกลายเป็นทะเลพิษ ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ทะเลน้อย และพรุควนเคร็งกำลังเต็มไปด้วยมลพิษ ทั้งทางน้ำและทางบก ทั้งคนใจชั่วที่ไม่พ้นจากนักการเมืองได้เข้าบุกรุกเผาผลาญพรุควนเคร็งจนพินาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า
โดยสภาพฝั่งทะเลประเทศไทย หากใส่ใจพัฒนาและมองให้เห็นความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ และบำรุงรักษาดูแลเป็นอย่างดีแล้ว ย่อมอำนวยประโยชน์สุขแก่ประชาชาติไทยทั้งมวล
ทั้งยังเป็นประตูทางการค้าทางทะเลที่จะนำสินค้าไทยทุกประเภทที่ต้องขนส่งทางทะเลออกไปสู่โลกกว้าง ซึ่งวันนี้โอกาสนี้ไม่มีอยู่เพราะท่าเรือน้ำลึกอันจำเป็นที่จะต้องใช้เป็นจุดระบายสินค้าออกไปต่างประเทศมีน้อยกว่าน้อย และมีปัญหาสั่งสม ตลอดจนระบบการคมนาคมเชื่อมโยงต่าง ๆ ก็ขัดสนไปทุกอย่าง
ด้วยเหตุนี้จึงแทนที่ฝั่งทะเลไทยจะเป็นประตูการค้าทางทะเล เป็นแหล่งทรัพยากรอาหาร เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันเลอเลิศของโลก กลับกลายเป็นปัญหาที่สั่งสมมาให้ต้องแก้ไขกันให้ทันท่วงที
ดังนั้นการปฏิรูปฝั่งทะเลไทยจึงต้องเป็นวาระสำคัญวาระหนึ่งในการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย ไม่ใช่พูดเพ้อเจ้อกันแต่เรื่องทฤษฎีโครงสร้างและเรื่องนามธรรมลมๆ แล้งๆ และไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใด รังแต่จะเป็นจุดชนวนให้โต้เถียงกันไม่มีที่สิ้นสุด
เราจะปฏิรูปฝั่งทะเลไทยกันอย่างไร? มีเรื่องที่จะต้องผลักดันขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นดังต่อไปนี้
ประการแรก ต้องหยุดการทำลายฝั่งทะเลไทยในทุกทาง และฟื้นฟูให้กลายเป็นแหล่งอาหารอันอุดม โดยจำเริญรอยตามพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มไว้แล้ว
ตัวอย่างเช่น พระราชดำริให้สร้างปะการังเทียมที่ฝั่งทะเลประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้ทำให้ฝั่งทะเลย่านนั้นซึ่งปูปลาเกือบสูญสิ้นไปแล้วได้กลับฟื้นคืนความอุดมอีกครั้ง ทำให้คนภาคใต้มีอาหารทะเลกินอย่างอุดมสมบูรณ์
จะต้องเร่งขยายพื้นที่ปะการังเทียมตลอดแนวฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย และตลอดแนวฝั่งทะเลด้านอันดามัน โดยเว้นช่องว่างเป็นทางเดินเรือเข้าออกตามความเหมาะสม ทำเรื่องนี้ได้เมื่อใด ฝั่งทะเลไทยก็จะกลายเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลที่ยิ่งใหญ่และจะได้ปริมาณมากกว่าปัจจุบันไม่ต่ำกว่าร้อยเท่า
จำเป็นจะต้องกล่าวถึงเรื่องปู ซึ่งคนไทยแทบไม่รู้ว่าปูไทยนั้นมีรสชาติอร่อยที่สุดในโลก และทั่วโลกล้วนต้องการปูไทย มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ ที่สำคัญคือปูทะเล ปูม้า และปูแสม ซึ่งวันนี้ปูแสมแทบหมดไปจากประเทศไทยแล้ว และแทบหมดไปจากประเทศเพื่อนบ้าน จนต้องนำเข้าปูแสมจากอินโดนีเซียวันละหลายสิบตัน
คนไทยเก่งกล้าสามารถ สามารถคิดอ่านวิธีเลี้ยงปูทะเลและปูม้าได้สำเร็จ แต่ยังขาดการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐ ในขณะที่ราคาปูทะเลขณะนี้กิโลกรัมละร่วม 800 บาท ปูม้ากิโลกรัมละร่วม 360 บาท ปูแสมกิโลกรัมละร่วม 120 บาท
ประการที่สอง ต้องพัฒนาท่าเรือน้ำลึกของประเทศไทยเสียใหม่ เพิ่มเติมจากที่แหลมฉบังและที่ท่าเรือน้ำลึกสงขลา การสร้างท่าเรือใหม่ที่บางบะราซึ่งกำลังดำเนินการอยู่นี้เป็นพื้นที่น้ำตื้น และอาจไม่ได้ประโยชน์ดังหวัง
ท่าเรือน้ำลึกเป็นความจำเป็นอันยิ่งใหญ่ แต่ประเทศไทยไม่เคยคำนึงถึง ที่เอกชนริเริ่มขึ้นมาก็ถูกอิทธิพลต่างชาติข่มเหงรังแกจนกระทั่งล้มละลายวายวอดไปตาม ๆ กัน
รัฐบาลไม่เคยสนใจในเรื่องเหล่านี้ นั่นคือกลวิธีในการทำลายการส่งออกของประเทศไทย ทำลายความมั่งคั่งและความยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมให้เป็นไปเช่นนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
ประเทศไทยจำเป็นจะต้องลงทุนขนาดใหญ่ในการสร้างท่าเรือน้ำลึกเพิ่มเติมในภาคตะวันออกและทั้งสองฝั่งทะเลภาคใต้ ที่มีศักยภาพไม่ต่างกับท่าเรือน้ำลึกของสิงคโปร์ ไม่ใช่ยอมรับฐานะเป็นท่าเรือชั้นสองที่ต้องขนข้าวของจากประเทศไทยไปขึ้นเรือใหญ่ที่สิงคโปร์อีกต่อหนึ่ง
สภาพที่กินน้ำใต้ศอกและเป็นเมืองขึ้นทางทะเลแบบนี้จะต้องสิ้นสุดลงในยุคสมัยของเรานี้
ประการที่สาม สองฝั่งทะเลไทยงามงดสดใส ไม่ว่าทางฝั่งอันดามันหรือฝั่งตะวันออกหรือฝั่งอ่าวไทย ภายใต้ทิศทางใหญ่ในการพัฒนาประเทศตามธงชัยผืนที่สองของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ที่จะต้องสร้างชาติเป็นมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมบริการ ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาสองฝั่งทะเลไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันล้ำเลิศของโลก
ไม่ใช่มัวแต่คิดอ่านเล่นงานล้างผลาญกันทางการเมืองด้วยเรื่องบุกรุกที่ดินซึ่งไม่เป็นแก่นสารแก่ประเทศชาติดังที่เห็นกันอยู่
บรรดาบริการและธุรกรรมทั้งหลายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทางทะเลจะต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่เพราะในเอเซียนี้ไม่มีชาติใดเลยที่ฝั่งทะเลจะมีศักยภาพทุกด้านเหมือนกับประเทศไทย
สวรรค์ประทานความเลอเลิศให้กับชาติไทยและคนไทย แต่นักการเมืองไทยกลับทำลายและไม่พัฒนาให้สมกับคุณค่า จึงเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำการปฏิรูปฝั่งทะเลไทยในฐานะที่เป็นวาระหนึ่งของการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย.
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553
|