|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันศุกร์ที่ ๐๙ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๒:๐๗ น. |
|
บทความวันนี้ยังคงเป็นเรื่องที่เนื่องกับกระแสการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยที่กำลังขยายตัวไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อหยุดภาวะล่มสลายของบ้านเมือง และเพื่อการฟื้นฟูชาติให้เจริญรุ่งเรือง มั่นคงและมั่งคั่งอีกครั้งหนึ่ง
คณะกรรมการปฏิรูปของรัฐบาล ถ้าเป็นบัณฑิตและมีน้ำใจเปิดกว้างพอจะนำไปพิจารณาหรือนำไปใช้ก็ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะดีกว่าที่จะพร่ำเพ้ออยู่แต่เรื่องอันเป็นนามธรรมหรือเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ อันหาจุดเริ่มต้น ท่ามกลางและที่สุดมิได้
วันนี้ต้องขอสนับสนุนท่าทีของผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และกลุ่มนักธุรกิจชายแดนแม่สอด ที่มีความคิดเห็นสอดคล้องรองรับกับการปฏิรูปเมืองชายแดน และด้วยอำนาจแห่งรัฐที่มีอยู่นั้น ขอเพียงมีความจริงใจและมีความตั้งใจ ก็สามารถปฏิรูปเมืองชายแดนให้เป็นประตูการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยมิพักต้องรออีก 3 ปี
ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นใครจะไป ใครจะอยู่ หมู่หรือจ่าก็ยังหาคำตอบกันไม่ได้ จึงไม่พึงปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ การใดเป็นสิ่งดีมีประโยชน์แก่บ้านเมืองก็เป็นเรื่องพึงทำและต้องทำอย่างเร่งด่วนด้วย
ประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศที่สุดแสนวิเศษ มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านถึง 4 ประเทศ คือด้านตะวันตกติดกับพม่า ด้านเหนือและอีสานบางส่วนติดกับลาว ด้านอีสานและตะวันออกติดกับเขมร และสุดชายแดนภาคใต้ติดกับประเทศมาเลเซีย
เรายังมีฝั่งทะเลอันยาวเหยียดและอุดมสมบูรณ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนหลังให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 6 ของประเทศที่ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลก
แต่ที่ผ่านมานั้น เราปล่อยให้พื้นที่ชายแดนทุกด้านมีสภาพไม่ต่างกับส้วม คือเป็นที่รวมสั่งสมและซ่องสุมของความปฏิกูล ความชั่วช้าเลวทรามทั้งหลายทั้งปวง บรรดาสรรพเถื่อนทั้งหลาย ล้วนสั่งสมซ่องสุมกันอยู่ตามชายแดนทั้งสิ้น
และแน่นอนว่ามันเกิดขึ้นเพราะการอุปถัมภ์ค้ำจุนเอื้อประโยชน์กันระหว่างนักการเมือง ข้าราชการและผู้มีอิทธิพลไม่ว่าจะมีสี หรือไม่มีสี มีค่ายหรือไม่มีค่ายก็ตาม เพราะบ้านเมืองนี้สิ่งเลวร้ายทั้งหลายที่จะไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองนั้นเป็นอันไม่มี
ดังนั้นพื้นที่ชายแดนของประเทศไทยจึงเป็นต้นตอของปัญหายาเสพติด ปัญหาการค้าของเถื่อน ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาอบายมุข ปัญหาการใช้อิทธิพลอำนาจมืด ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมความก็คือเรื่องชั่วช้าเลวทรามทั้งหลายมีรากเหง้าและเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องอยู่กับพื้นที่ชายแดนทั้งสิ้น
มันได้ทำลายความสงบสุข ความปลอดภัย สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค คุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม และความดีความงามทั้งปวงเป็นเวลายาวนานมาแล้ว
ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนสภาพเมืองชายแดนทุกด้านให้พ้นสภาพจากความเป็นส้วม สู่ความเป็นหน้าร้านหรือประตูการค้าระหว่างราชอาณาจักรนี้กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย
คนจีนมีคติว่า มีหน้าบ้านหรือหน้าร้านต้องทำมาค้าขาย ไม่ใช่เอามาทำเป็นส้วม ประเทศไทยของเรามีประชากรของประเทศเพื่อนบ้านที่ไปมาหาสู่ถึงกันร่วม 50 ล้านคน จะถือว่าเป็นลูกค้าหรือผู้บริโภคสินค้าและบริการต่างๆ จากประเทศไทยก็ย่อมได้
นับเป็นตลาดทางการค้าที่ดูเบาไม่ได้เลย เพราะวันนี้มาเลเซียนั้นเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งไปนานแล้ว เขมรและลาวกำลังเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ประชาชาติก็พุ่งสูงขึ้น แม้พม่าเล่า ถึงจะถูกคว่ำบาตรโดยบางประเทศ แต่แท้จริงแล้วกำลังเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ กำลังจะตามหลังเวียดนามไปแล้ว และถ้ายังเป็นเช่นนี้อยู่ประเทศไทยก็อาจจะล้าหลังพม่าในอนาคตอันไม่ไกลเท่าใดนัก
ดังนั้นการปฏิรูปเมืองชายแดนจึงต้องตั้งหลักทางความคิดให้แม่นยำว่า จะต้องถือเอาเมืองชายแดนทุกด้านเป็นประตูการค้าหรือเป็นหน้าร้านที่ทำการค้าขายระหว่างราชอาณาจักรนี้กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งปวง โดยมีลูกค้าถึง 50 ล้านคน และเป็นลูกค้าจำนวน 50 ล้านคนที่กำลังซื้อกำลังเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งด้วย
การที่ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และกลุ่มนักธุรกิจแม่สอดได้ผลักดันเรื่องการค้าชายแดน จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับกระแสใหญ่ปฏิรูปประเทศไทยและเป็นเรื่องเดียวกันกับการปาฐกถาพิเศษเรื่องการปฏิรูปเมืองชายแดน โดยนายไพศาล พืชมงคล เมื่อวันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม 2553
เมื่อตั้งหลักคิดที่จะปฏิรูปเมืองชายแดนให้เป็นหน้าร้านหรือประตูการค้าระหว่างราชอาณาจักรนี้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีลูกค้าเป้าหมายร่วม 50 ล้านคนแล้ว เราจะทำอย่างไร
ปัญหานี้ต้องวินิจฉัยให้ตกไปเสียตั้งแต่บัดนี้ เพราะยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่บ้าง บ้างก็เห็นว่าต้องตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษ บ้างเห็นว่าต้องตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ บ้างก็เห็นว่าต้องออกกฎหมายมหาชนตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดน ซึ่งความจริงจะเป็นรูปแบบไหนที่อำนวยประโยชน์ได้ก็ทำได้ทั้งนั้น
เหมือนกับที่ท่านเติ้งเสี่ยวผิง เคยกล่าวครั้งสำคัญว่าไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงสามารถจับหนูได้ก็ถือว่าเป็นแมวดี ซึ่งหมายความว่าจะเป็นระบบการปกครองอะไรก็ได้ ขอให้แก้ไขปัญหาประเทศชาติและประชาชนได้อย่างแท้จริง ก็ย่อมเป็นระบบการปกครองที่ดี
ไม่ต้องเพ้อคลั่งพร่ำเพ้อหรือบ้าบอคอแตกอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย ซึ่งสถาบันวิจัยของสหรัฐอันเป็นแบบประชาธิปไตยของโลกก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าประชาธิปไตยที่ตะวันตกยัดเยียดให้เอเชียนั้นไม่สอดคล้องและล้มเหลว
แต่ยังไม่มีเสียงขานรับจากนักวิชาการไทยเพราะอาจเป็นอุปสรรคต่อทางทำมาหาได้และกว่าความรู้นี้จะมาถึงประเทศไทยก็คงใช้เวลาอีกหลายปี
มาดูกันว่าควรจัดรูปแบบเมืองชายแดนอย่างไร ซึ่งปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองท้องถิ่นในรูปของ อบต. อบจ. เทศบาล และการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ เช่นเมืองพัทยา
อัน อบต. อบจ. นั้นเป็นรูปแบบที่ล้าสมัย ไร้อำนาจ ไม่สามารถสร้างและธำรงความเจริญรุ่งเรืองใด ๆ ได้ เพราะแค่ตัวเองก็แทบเอาตัวไม่รอด องค์กรเหล่านี้ค่อนประเทศอยู่ได้เพราะอาศัยเงินสนับสนุนจากส่วนกลาง มีอนาคตที่จะต้องได้รับการปฏิรูปให้มีสมรรถนะที่สามารถอำนวยประโยชน์สุขแก่ราษฎรได้อย่างแท้จริง โดยการยกฐานะเป็นเทศบาลเพียงรูปแบบเดียวทั่วประเทศ
ถ้าจะไปเพิ่มรูปแบบการปกครองใหม่ขึ้นมาก็จะยิ่งสับสน ดังนั้นจึงคงเหลือรูปแบบเทศบาลหรือการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษอย่างเมืองพัทยา ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่ารูปแบบพิเศษอย่างเมืองพัทยานั้นมีความคล่องตัว สามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่ท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง แต่ยังมีจุดอ่อนอยู่บ้างตรงอำนาจที่ท้องถิ่นพึงมี และการขึ้นต่อจังหวัดชลบุรี ทำให้ขั้นตอนล่าช้ายืดยาด
การยกฐานะองค์กรปกครองท้องถิ่นและให้ขึ้นสังกัดต่อส่วนกลางเพื่อขับเคลื่อนนโยบายบางประการนั้นเขาทำกันทั่วโลก ดังตัวอย่างที่ประเทศจีนก็ได้จัดให้มหานครเซี่ยงไฮ้และนครฉงชิ่งหรือจุงจิงเป็นมหานครที่ขึ้นตรงต่อการปกครองส่วนกลางที่ปักกิ่ง
ดังนั้นรูปแบบการบริหารเมืองชายแดนจึงควรใช้รูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ โดยต่อยอดจากรูปแบบการปกครองเมืองพัทยาในประการดังต่อไปนี้
ประการแรก ให้มีรูปแบบการบริหารเป็นการปกครองท้องถิ่นพิเศษแบบเมืองพัทยา ซึ่งอาจใช้ชื่อว่า “เมืองชายแดน…” จะเป็นเมืองอะไรก็เติมชื่อลงไป เช่นเมืองชายแดนแม่สอด เป็นต้น และให้ขึ้นสังกัดต่อสำนักนายกรัฐมนตรี หรือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นโดยตรง
ประการที่สอง องค์กรบริหารให้เป็นแบบรวมหมู่ โดยมีนายกเทศมนตรีเป็นหัวหน้า มาจากการเลือกตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี และมีกรรมการบริหารครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้งของนายกเทศมนตรี และอีกครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้งของส่วนกลาง จากสามหน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ประการที่สาม องค์กรปกครองท้องถิ่นพิเศษที่เป็นเมืองชายแดนนั้นให้มีเขตปกครองครอบคลุมทั้งตัวอำเภอในพื้นที่ที่ติดกับชายแดน ตรงจุดที่สามารถเปิดการค้าชายแดนหรือตรงจุดที่ทำการค้าชายแดนอยู่แต่เดิม โดยให้ยกเลิกองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบอื่นทั้งหมดในพื้นที่นั้น แต่ในระยะเริ่มแรกอาจให้ร่วมเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่ายตรวจสอบ ไปจนกว่าจะครบเทอมได้
ประการที่สี่ ให้มีอำนาจบริหารจัดการท้องถิ่นเมืองชายแดนนั้นอย่างเต็มที่ ยกเว้นด้านต่างประเทศ ด้านความมั่นคง ด้านภาษีอากร ด้านการศึกษา ซึ่งต้องขึ้นต่อส่วนกลาง ให้มีหน่วยความปลอดภัยของตนเองและมีอำนาจอนุญาตได้ตามกฎหมายทุกฉบับ ยกเว้นฉบับที่กระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ และกระทบต่อความเป็นเอกภาพแห่งราชอาณาจักร
ได้เวลาแล้วที่จะต้องเริ่มต้นการปฏิรูปเมืองชายแดน พลิกสภาพจากความเป็นส้วมที่โสโครกและเป็นปัญหาของชาติ ให้กลายเป็นหน้าร้านที่มีความเจริญรุ่งเรือง มั่นคง และมั่งคั่งเพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมืองสืบไป.
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2553
|