|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันจันทร์ที่ ๐๕ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๑๙ น. |
|
เมื่อต้นปีนี้นายหวาง หยาง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน สาขามณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นผู้นำหมายเลข 1 ของมณฑลกวางตุ้ง และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เดินทางมาเยือนไทย และบอกกล่าวเรื่องสำคัญกับรัฐบาลไทยด้วย
นายหวาง หยาง ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลไทยได้จัดงานเลี้ยงรับรองอย่างยิ่งใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยในขณะนั้นนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการจัดงานเลี้ยงรับรองเพื่อเป็นเกียรติ
นายหวาง หยาง บอกรัฐบาลไทยว่ารัฐบาลจีนได้กำหนดให้มณฑลกวางตุ้งเป็นศูนย์กลางอาหารของโลก และให้ปรับปรุงสร้างระบบการขนส่งหรือระบบลอ จิสติคส์ทั่วทั้งมณฑลเพื่อรองรับกับนโยบายที่สำคัญนี้
นั่นเป็นท่าทีสำคัญและเป็นการแจ้งข่าวที่สำคัญให้กับประเทศไทย ในฐานะที่เป็นมิตรประเทศสำคัญและมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับจีนมากที่สุดประเทศหนึ่ง เพราะนโยบายดังกล่าวจะมีผลกว้างไกลและกระทบหรือเอื้อประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่แก่ประเทศไทยด้วย
แต่ทว่านับแต่วันนั้นมาถึงวันนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลไทยจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่รัฐบาลจีนได้แจ้งข่าวนั้นประการใด ทุกสิ่งยังคงเงียบงันเหมือนเดิม จะคึกคักบ้างก็แต่เฉพาะกรรมวิธีในการตั้งคณะกรรมการ ตั้งคณะทำงาน ซึ่งกำลังเป็นมหกรรมที่ยิ่งใหญ่และคึกคักที่สุดในยุคนี้
เพราะแค่ไข่ไก่มีราคาแพง ก็ต้องตั้งคณะกรรมการ ประหนึ่งว่าไม่มีรัฐมนตรีที่ดูแลกำกับรับผิดชอบในเรื่องนี้เลย
แต่กลับวางเฉยกับเรื่องใหญ่และมีผลกว้างไกลต่ออนาคตของประเทศไทย ต่ออนาคตของภาคเกษตรทั้งมวลของประเทศไทย และต่อเกษตรกรทั่วประเทศของประเทศไทยด้วย
ทำไมถึงกล่าวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และมีนัยยะสำคัญมาก? ก็เพราะว่าการแจ้งข่าวดังกล่าวนั้นเป็นผลมาจากการพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบและยาวนานของประเทศจีน และเกี่ยวข้องกับยุคสมัยใหม่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกและมวลมนุษยชาติ
พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนได้พิจารณาศึกษาแล้วเห็นว่าศตวรรษนี้หาใช่ศตวรรษของโลกาภิวัฒน์หรือศตวรรษของเทคโนโลยีดังที่มีการโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายตะวันตกแต่ประการใดไม่ แต่จะเป็นยุคสมัยหรือศตวรรษของอาหาร
การประเมินและกำหนดฐานะของศตวรรษนี้จึงมีนัยยะสำคัญมากเพราะมีผลต่อการกำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ของทุกประเทศทั่วโลก
เพราะหากเห็นว่าเป็นศตวรรษของโลกาภิวัฒน์และเทคโนโลยีก็จะต้องบ้าหอบฟางตามฝรั่ง กระทั่งต้องพินาศฉิบหายวายวอดตามฝรั่งที่กำลังพังพินาศลงไปในขอบเขตทั่วโลก
แต่ถ้าเห็นว่าเป็นศตวรรษของอาหาร ก็ต้องเตรียมการทางความคิด เตรียมการทางการผลิต ทางการแปรรูป และทางการส่งออกอย่างขนานใหญ่ เพราะนั่นคือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย
การที่จีนประเมินและกำหนดฐานะของศตวรรษนี้ว่าเป็นศตวรรษแห่งอาหาร ก็เพราะผลการศึกษาของจีนสอดคล้องต้องกันกับผลการศึกษาขององค์การอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ
ผลการศึกษานั้นสรุปได้ว่า ในศตวรรษนี้ ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ล้านคน แต่ประเทศที่ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกยังคงมี 6 ประเทศเท่าเดิม และใน 6 ประเทศนี้ปรากฏว่าประเทศไทยซึ่งมีนักการเมืองที่แสนฉลาดและสุดโกงที่สุดในโลกติดอันดับ 1 ใน 6 ด้วย
นั่นไม่ใช่ผลงานใด ๆ ของนักการเมือง แต่เป็นความปรีชาสามารถของบรรพบุรุษไทยที่เลือกถิ่นฐานในสุวรรณภูมินี้ให้เป็นมาตุภูมิของเราท่านในวันนี้ เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จึงเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกมาเป็นเวลาช้านานแล้ว
เมื่อไม่กี่วันนี้ได้เขียนทวิตเตอร์บอกกล่าวมวลมิตรว่าประเทศไทยนอกจากเป็น 1 ใน 6 ของประเทศที่ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกแล้ว ยังอยู่ในลำดับที่ 5 ทั้งๆ ที่ภาคการผลิตอาหารของประเทศไทยนั้นถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว และถูกทอดทิ้งอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง นับแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ซึ่งหันไปเดินหนทางอุตสาหกรรม
ปรากฏว่ามีผู้โต้แย้งและนำเสนอข้อมูลมายืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ฐานะลำดับที่ 5 อีกแล้ว เพราะข้อมูลขององค์การอาหารโลกแห่งสหประชาชาติระบุว่าในปี 2004 หรือปี พ.ศ. 2547 ประเทศไทยได้ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกเป็นลำดับที่ 4
จึงต้องขอแก้ไขตามข้อมูลที่ถูกยันมานั้นโดยดุษณีย์ด้วยน้ำใจอันยินดีปรีดาว่าแม้ภาคการผลิตอาหารของประเทศจะถูกทอดทิ้งถึงปานนี้ ลำพังน้ำพักน้ำแรงของภาคเอกชนคนไทยก็ยังสามารถเพิ่มการผลิต จนทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกข้ามลำดับ 5 มาสู่ลำดับที่ 4
แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าข้อมูลดังกล่าวนั้นได้มีการคำนึงถึงภัยพิบัติที่อีก 5 ชาติที่เหลือที่เป็นชาติผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกได้รับผลกระทบในห้วงเวลาที่ผ่านมาหรือไม่
เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าในช่วงระหว่าง 7 ปีมานี้มีภัยพิบัติธรรมชาติมากหลายเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก แต่มาตุภูมิของเรานี้ศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราชมีจริง ดังนั้นแม้สรรพวิบัติบังเกิดขึ้นในแทบทุกพื้นที่ของโลก แต่ประเทศไทยกลับได้รับผลกระทบน้อยกว่าน้อย
จะเป็นเหตุนี้ที่เป็นส่วนหนึ่งซึ่งทำให้ประเทศไทยได้เลื่อนลำดับ 5 มาอยู่ลำดับ 4 หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงไปหาคำตอบเอาเองจะดีกว่า
รายงานขององค์การอาหารโลกและการแสดงฐานะเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญเลี้ยงพลโลกของประเทศไทยเป็นรายงานที่เปิดเผย และเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก ดังนั้นในยามที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตอาหารที่กำลังคืบคลานเข้ามาเยือนอย่างเงียบ ๆ แต่อำมหิตยิ่งนัก หลายประเทศกลับไม่นิ่งดูดาย
เพราะเหตุนั้นจึงมีหลายประเทศที่มองแผ่นดินไทยด้วยสายตาวาววับ และขยับที่จะเข้ายึดครองแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งมาตุภูมิของคนไทย เพื่อไปทำการผลิตอาหาร เนื่องจากรู้ดีว่ายามที่โลกขาดแคลนอาหารนั้น ราคาของอาหารจะสูงเท่าใดก็ไม่สามารถมีใครปฏิเสธได้
ดังนั้นข่าวคราวที่หนาหูหนาตามากขึ้นตลอดระยะเวลา 5 ปีมานี้จึงมีแต่เรื่องชาตินั้นชาตินี้แห่กันเข้ามากว้านซื้อที่ดินในประเทศไทย เพื่อปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารอันเป็นการเตรียมการไว้เผื่อวันข้างหน้า
แม้กระทั่งนายทุนชาติของประเทศไทยที่รู้ข้อมูลดังกล่าวนี้ก็ปกปิดความรู้นั้นไว้อย่างเงียบงัน แต่แย่งชิงกันกว้านซื้อที่ดินทั่วประเทศอย่างขนานใหญ่
เฉพาะเจ้าสัวใหญ่ 2 รายเท่านั้นก็กว้านซื้อที่ดินไปหลายล้านไร่ ทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกินอีกต่อไป ต้องเร่ร่อนอพยพมาหางานทำกันในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าจะก่อปัญหาสังคมอีกมากมายเพียงใด
ก็ขอบอกเพื่อนผองพี่น้องไทยไว้ตรงนี้ว่าใครมีญาติโกโหติกาที่มีที่ดินที่ทำการผลิตได้ ไม่ว่าอยู่แห่งหนตำบลไหน อย่าได้ขายเป็นอันขาด ให้หวานอมขมกลืนอดทนถือที่ดินไว้ หากจะเป็นหนี้เป็นสินก็อย่าเอาที่ดินไปขายฝากเป็นอันขาด เพราะวันหนึ่งข้างหน้าปัญหาที่ดินทำกินจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะบรรดาทุนใหญ่และทุนต่างชาติจะยิ่งแห่กันเข้ามากว้านเอาที่ดินของมาตุภูมิเราไปและเมื่อที่ดินตกไปถึงมือเขาเหล่านั้นแล้วก็ไม่มีวันที่คนไทยจะซื้อกลับคืนมาอีก
การเดินหนทางอุตสาหกรรมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 มาถึงจุดสุดท้ายแล้ว ถึงเวลาที่คนไทยจะต้องร่วมกันอัญเชิญธงชัย 2 ผืนของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เพื่อนำพาชาติไปสู่หนทางเกษตรอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมบริการอีกครั้งหนึ่ง
รัฐบาลไม่ต้องรอผลของคณะกรรมการปฏิรูปที่จะไม่มีวันคิดหรือเสนอในเรื่องเหล่านี้ เพราะบางคนมีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีส่วนเกี่ยวข้องในการล้มธงชัยที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงนำพาชาติให้เจริญรุ่งเรือง แล้วพลิกหันประเทศไทยไปเดินหนทางอุตสาหกรรมจนชาติกำลังจะล่มจมในวันนี้
ในวงงานราชการ มีผู้มีความรู้และสติปัญญาเป็นอันมาก ขอเพียงแต่รัฐบาลได้มองเห็นและต้อนรับยุคสมัยที่กำลังดำเนินอยู่นี้ว่าเป็นศตวรรษแห่งอาหาร เท่านั้นแหละประเทศไทยก็จะหยุดการล่มสลาย และตั้งหลักใหม่ในการก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง
การปฏิรูปแนวทางพัฒนาประเทศให้กลับไปสู่แนวทางเกษตรอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมบริการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงต้องเป็นวาระสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย.
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2553
|