|
ต้องผลักดันการปฏิรูปรถไฟในการปฏิรูปใหญ่ |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันจันทร์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๔๒ น. |
|
เมื่อวันอังคารสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณให้การรถไฟแห่งประเทศไทยนำไปพัฒนากิจการรถไฟครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เป็นจำนวนเงินมากถึง 18,000 ล้านบาท
ในจำนวนเงิน 18,000 ล้านบาทนี้แบ่งเป็นงบประมาณในการปรับปรุงรางรถไฟจำนวน 15,000 ล้านบาท ส่วนอีก 3,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณในการจัดซื้อหัวรถจักรรถไฟ
ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่ารางรถไฟและหัวรถจักรรถไฟที่จะทำและจะซื้อกันนั้นจะเป็นรถไฟแบบเก่า คือเป็นรถไฟในระบบรางกว้าง 1 เมตร หรือที่เรียกว่าระบบเมตตะเกต ซึ่งกำลังตกประวัติศาสตร์รถไฟและกำลังจะหมดไปจากโลกแล้ว
จะเป็นการหวานหมูของนักการเมืองที่รับผิดชอบดูแลเรื่องการรถไฟโดยมิพักต้องสงสัยเลย และบัดนี้ก็มีข่าวแว่วมาให้ได้ยินว่ามีการเจรจาต้าอ่วยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีเงินตกหล่นกว่า 35% ของเงินงบประมาณดังกล่าว
หรือว่าเงินตกหล่นดังกล่าวนี้คือค่าตอบแทนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่เพิ่งผ่านมาหยก ๆ แต่จะอย่างไรก็ช่างเงินงบประมาณทั้ง 18,000 ล้านบาทนี้จะเป็นเงินสูญเปล่าที่ไม่บังเกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อการพัฒนากิจการรถไฟเลย
เพราะด้วยเงิน 18,000 ล้านบาทนี้ยังไม่มีความแน่นอนชัดเจนว่าจะปรับปรุงรางรถไฟได้สักกี่กิโลเมตร จะปรับปรุงสะพานเพื่อให้รางรถไฟมีความปลอดภัยและมั่นคงกี่แห่ง และจะเป็นหัวรถจักรรถไฟแบบไหน ยี่ห้อใด จากแหล่งผลิตใด
และที่สำคัญ มันไม่ได้ทำให้สภาพกิจการรถไฟเปลี่ยนแปลงไปในทางที่อำนวยประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเลย และไม่ได้ทำให้ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟเพิ่มขึ้น จะยังคงอยู่ที่ระดับประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเหมือนเดิม และไม่ได้ทำให้การเชื่อมเส้นทางรถไฟระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเกิดขึ้นได้
ก็ต้องรู้ด้วยว่าการรถไฟไทยนั้นเป็นกิจการที่เกิดขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระผู้เป็นบิดาแห่งการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย ซึ่งได้ทรงวางยุทธศาสตร์การคมนาคมทางบกของประเทศให้ใช้รถไฟเป็นหลัก
เพื่อเชื่อมมาตุภูมิเข้าเป็นเอกภาพอย่างทั่วถึง เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ได้เข้าถึงบริการรถไฟอย่างทั่วถึง และด้วยค่าโดยสารที่ไม่แพง เพื่อให้การขนถ่ายสินค้าทั่วพระราชอาณาจักรนี้เป็นไปโดยทั่วถึงและรวดเร็ว และเพื่อการพัฒนาทุกท้องถิ่นที่ทางรถไฟผ่านไป
พระปรีชาญาณของพระองค์ทำให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศของเอเชียที่มีรถไฟใช้ในยุคนั้น และมีเส้นทางรถไฟที่ยาวมากกว่าเส้นทางรถยนต์ กระทั่งความเร็วเฉลี่ยของรถไฟในยุคสมัยนั้นก็สูงถึงระดับ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แต่บัดนี้ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟไทยเหลือเพียง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะปริมาณรถเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นรถไฟทางเดี่ยว ต้องรอหลีกรอสวนกัน และพื้นรางก็ชำรุด รางก็ชำรุด แม้หัวรถจักรและขบวนรถก็เก่า จนเรียกได้ว่าชำรุดทรุดโทรมมาโดยลำดับ
นับแต่สิ้นรัชกาล การรถไฟไทยได้ถูกทอดทิ้งและกลายเป็นแหล่งทำมาหากินของนักการเมืองกับข้าราชการชั่ว ๆ มาเป็นเวลายาวนาน กินล้างกินผลาญกันจนกระทั่งการรถไฟขาดทุนป่นปี้ และไม่มีการพัฒนาให้ดีขึ้นเลย กินกันลึกลงไปถึงที่ดินรถไฟที่ทรงพระราชทานไว้สำหรับการพัฒนาและการหารายได้บำรุงเลี้ยงรถไฟ จนการรถไฟเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ยังกินกันไม่เลิกรา
ดังนั้นในท่ามกลางกระแสปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย จึงต้องกำหนดให้การปฏิรูปรถไฟเป็นวาระสำคัญวาระหนึ่ง จึงจะพลิกฟื้นประเทศไทยให้รุ่งเรืองไพบูลย์ได้อีกครั้งหนึ่ง
ต้องเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การคมนาคมทางบกที่ใช้รถยนต์เป็นหลัก อันต่อเนื่องมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ที่เป็นผลให้มีการสร้างถนนและเพิ่มปริมาณรถยนต์จนล้นประเทศดังที่เห็น ๆ กันอยู่
ทำให้รถยนต์ต้องกลายเป็นความจำเป็น ส่งผลให้คนไทยต้องเป็นหนี้ค่าซื้อหรือค่าเช่าซื้อรถยนต์กันจนหนี้ล้นประเทศ เมื่อรถยนต์มากขึ้นก็ใช้น้ำมันและพลังงานแก๊สมากขึ้น ล้วนต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ เป็นผลให้รายจ่ายสูงสุดลำดับหนึ่งของประเทศไทยคือค่าซื้อพลังงานเพื่อมาให้รถยนต์เผาผลาญกัน
ค่าซื้อหรือค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่ผูกมัดประชาชน การสูญเสียเงินตราค่าซื้อรถยนต์และค่าพลังงานคือไฟที่กำลังเผาผลาญบ้านเกิดเมืองนอนของเราอยู่ทุกวี่วัน เป็นหายนะที่กำลังทำให้ชาติล่มสลายภายใต้น้ำมือของนักการเมือง
จึงต้องอัญเชิญพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 5 ที่กำหนดให้รถไฟเป็นหลักของการคมนาคมทางบกกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อหยุดและลดรายจ่ายทั้งหลายที่เกี่ยวกับรถยนต์ โดยต้องปรับเปลี่ยนมาพัฒนากิจการรถไฟกันเป็นการใหญ่
และเมื่อจะปฏิรูปรถไฟ ก็ต้องเข้าใจด้วยว่ารถไฟนั้นมีอยู่ 3 ประเภท คือ
ประเภทแรก รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนหรือที่เรียกว่า Mass Transit ดังตัวอย่างรถไฟฟ้า BTS สำหรับขนคนในเมือง จะต้องพัฒนาให้ทั่วถึงและเพียงพอในทุกเมืองใหญ่ของประเทศ เพื่อแก้ไขความจำเป็นที่ทุกคนต้องมีรถยนต์ให้ได้
ประเภทที่สอง รถไฟขนคนและสินค้า ที่ทั่วโลกใช้กันอยู่ แต่ใช้ในระบบรางกว้าง 1.43 เมตร หรือที่เรียกว่าสแตนดาร์ตเกต และประเทศโดยรอบประเทศไทยก็ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นระบบนี้ด้วยกันหมด เหลือแต่ประเทศไทยประเทศเดียวที่จะเชื่อมโยงการรถไฟเข้ากับประเทศใด ๆ ในอนาคตไม่ได้อีกเลย จะต้องเพิ่มให้เป็นทางคู่และต้องปรับเป็นรางกว้างเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านให้ทันท่วงที มิฉะนั้นการขนส่งสินค้าของประเทศไทยก็จะไม่สามารถเชื่อมโยงกระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ เป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของไทยในอนาคต
ประเภทที่สาม รถไฟความเร็วสูงสำหรับคนโดยสาร ซึ่งมีความเร็วเฉลี่ยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ระดับ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังนำร่องไปสู่ระดับความเร็ว 450 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นรถไฟแบบใหม่และใช้รางกว้าง 1.43 เมตร อย่างเดียวเท่านั้น ในปัจจุบันนี้มีอยู่ 3 ระบบ คือระบบจิงกังเซงของญี่ปุ่น ระบบแม่เหล็ก และระบบไฟฟ้า ซึ่งระบบไฟฟ้ากำลังขยายตัวไปทั่วโลก จะทำให้การขนส่งคนระหว่างเมืองจากกรุงเทพฯ ไปทุกภูมิภาคใช้เวลาอย่างมากที่สุดไม่เกิน 5 ชั่วโมง
จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการคมนาคมทางบกครั้งใหญ่ที่สุด รวมทั้งส่งผลต่อการคมนาคมทางอากาศอีกด้วย แต่มันจะพลิกโฉมหน้าประเทศไทยเพราะ ความเร็วของรถไฟเท่าใดก็คืออัตราเร็วในการพัฒนาประเทศในยุคใหม่ด้วย
การปฏิรูปรถไฟในสถานการณ์ปัจจุบันจึงต้องเริ่มต้นด้วยการมีรถไฟความเร็วสูงขึ้นก่อนเพื่อนจำนวน 5 สาย ตามที่สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ได้ผลักดันกันอยู่ในขณะนี้ นั่นคือสายกรุงเทพฯ-โคราช, กรุงเทพฯ-นครสวรรค์, กรุงเทพฯ-ระยอง,กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี และกรุงเทพฯ-หัวหิน
จะทำให้ระยะเวลาเดินทางตามเส้นทางดังกล่าวใช้เวลาเพียง 30-40 นาทีเท่านั้น โฉมหน้าใหม่ของประเทศไทยก็จะเกิดขึ้น ปัญหาภาระหนี้รถยนต์และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานก็จะลดลง
แต่สิ่งวิเศษนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นหากไม่ปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย เพราะนักการเมืองจะไม่กล้าคิดและกล้าทำในสิ่งเหล่านี้เป็นอันขาด
ในส่วนรถไฟขนส่งสินค้าและคนโดยสาร ก็ต้องพัฒนาเป็นรถไฟทางคู่ทดแทนเส้นทางรถไฟเดิมที่มีอยู่ โดยต้องใช้ระบบรางมาตรฐานเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน จะต้องรีบช่วงชิงโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางรถไฟสายจีน-อาเซียน ให้ทันท่วงทีก่อนที่โอกาสนี้จะสูญเสียไป
เส้นทางรถไฟจีน-อาเซียน จะลงมาจากจีนทางภาคเหนือ มายังจังหวัดพิษณุโลกตรงบริเวณสี่แยกอินโดจีน สายหนึ่งลงใต้ไปตามเส้นทางกรุงเทพฯ-สุไหงโกลก สู่มาเลเซีย และประเทศในตอนล่าง อีกสายหนึ่งแยกไปทางด้านซ้ายเข้าสู่พม่า ตรงไปยังทะเลอันดามัน ซึ่งจะมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อส่งสินค้าออกไปสู่มหาสมุทรอินเดีย
อีกสายหนึ่งแยกไปทางด้านขวาเข้าสู่ประเทศลาว และแยกไปอีก 2 ทาง ทางหนึ่งขึ้นไปทางเวียดนาม สู่มหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งจะมีท่าเรือน้ำลึกสำหรับขนถ่ายสินค้าออกไปทางมหาสมุทรแปซิฟิค อีกทางหนึ่งลงมาทางกัมพูชา ลงไปทางอ่าวไทย ซึ่งจะมีทางเรือน้ำลึกสำหรับขนถ่ายสินค้า
โดยเส้นทางสายนี้ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางรถไฟสายจีน-อาเซียน โดยมีจังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลาง จะอำนวยประโยชน์ในการขนส่งสินค้าไทยไปทั่วทั้งภูมิภาคในเวลา 2-5 ชั่วโมงเท่านั้น แทนที่จะใช้เวลาหลายวันดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่การตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ เปลี่ยนระบบรางเป็นระบบมาตรฐาน และเร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปรถไฟให้ทันท่วงทีก่อนที่จะสายเกินการ.
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2553
|