|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันจันทร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๓๔ น. |
|
ทรัพย์สมบัติที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยอย่างหนึ่งที่มีมูลค่าและผลประโยชน์มหาศาล แต่ได้กลายเป็นแหล่งทำมาหากินและการเบียดเบียนบ้านเมืองมากที่สุดก็คือรัฐวิสาหกิจ
เป็นทรัพย์สมบัติที่อยู่นอกบัญชีสินทรัพย์และหนี้สินของแผ่นดิน ซึ่งถ้าหากเป็นเอกชนก็กล่าวได้ว่าเป็นทรัพย์สมบัตินอกบัญชีที่นักการเมืองพวกเทคโนแครตและข้าราชการจำนวนหนึ่งทำมาหากินกันจนตัวเป็นขน
และทำให้ทรัพย์สมบัติมหาศาลของชาติดังกล่าวนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์และทำรายได้ให้แก่แผ่นดินตามที่ควรจะเป็น ทั้งยังก่อปัญหาและสร้างภาระผูกพันให้แก่ประเทศชาติเป็นจำนวนมหาศาล มิหนำซ้ำยังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนไม่ขาดระยะด้วย
ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและต้องถือเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย เพราะขืนปล่อยไปเช่นนี้ก็ต้องพินาศฉิบหายและยังจะสร้างความพินาศฉิบหายให้กับบ้านเมืองอีกด้วย
รัฐวิสาหกิจทั้งหมดในขณะนี้มีอยู่เกือบ 60 แห่ง มีสินทรัพย์รวมกันประมาณ 7 ล้านล้านบาท มีพนักงานประมาณ 1 ล้านคน ได้ใช้เงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท และนำรายได้ส่งคลังปีละประมาณ 60,000 ล้านบาทเท่า ๆ กัน
รวมความก็คือทรัพย์สมบัติของชาติมูลค่าประมาณ 7 ล้านล้านบาทนั้นไม่ได้ให้ผลตอบแทนแก่แผ่นดินเลย ผลประกอบการมีแต่เจ๊ากับเจ๊งและเจ๊งมากกว่าเจ๊า เพราะแท้จริงแล้วได้สร้างภาระผูกพันกับรัฐและสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรมากมายนัก
ในการก่อภาระหนี้สินที่อ้างกันว่าเป็นการลงทุนก็อาศัยการค้ำประกันจากรัฐ และจำนวนมากก็ถือเป็นหนี้สาธารณะ อันเป็นข้อจำกัดในการก่อหนี้เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงของรัฐ และส่วนใหญ่ก็มีผลขาดทุน จึงต้องตั้งงบประมาณจ่ายให้เป็นเงินอุดหนุน
โดยภาพรวม ทรัพย์สมบัติของชาติมูลค่าประมาณ 7 ล้านล้านบาท สามารถนำส่งเงินเป็นรายได้แผ่นดินปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท หากคิดเป็นผลตอบแทนก็ไม่ถึงร้อยละ 1 ต่อปี นับว่าผลการดำเนินงานสุดแสนจะห่วย หากเป็นกิจการเอกชนก็ต้องปลดผู้บริหารออกจากตำแหน่งไปนานแล้ว
ผลตอบแทนห่วย แต่เป็นภาระต้องเอาภาษีของราษฎรไปจ่ายเป็นเงินอุดหนุนปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท ในขณะที่การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจบางแห่งก็รีดนาทาเร้นเคี่ยวเข็ญราษฎรจนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ดังเช่นการดำเนินงานของ ปตท. เป็นต้น
การบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจทั้งหมดประกอบขึ้นด้วยคน 3 ส่วน คือนักการเมืองที่กำกับสั่งราชการรัฐวิสาหกิจในตำแหน่งรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วย และเป็นปกติที่จะต้องจัดคนของตนเข้าไปเป็นกรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้น
อีก 2 ส่วนที่เหลือคือกรรมการที่มาจากข้าราชการระดับสูง ทั้งโดยตำแหน่งและโดยการเลือกสรรของนักการเมือง กับพนักงานระดับบริหารของรัฐวิสาหกิจนั้น
รวมความก็คือทรัพย์สมบัติของชาติมูลค่ามหาศาลอยู่ในกำมือของนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ
ผลประโยชน์ที่ถูกเบียดบังไปจากรัฐวิสาหกิจจนเหลือผลประกอบการที่ต่ำต้อยด้อยค่าก็คือการฉ้อฉลหรือการทุจริตในการจัดซื้อหรือจัดจ้างที่แพงกว่าปกติ และในการให้อนุญาตหรือให้สัมปทานที่ได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าปกติ เพราะส่วนที่จะพึงเป็นพึงได้ถูกเบียดบังไปเป็นของนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้บริหารระดับสูง
นักการเมืองได้หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาเสพสุข ข้าราชการระดับสูงแต่ละคนดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ได้รับผลตอบแทนมากกว่าเงินเดือนประจำหลายสิบเท่าก็มี ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงก็ได้รับผลประโยชน์ทั้งบนดิน ใต้ดิน เป็นจำนวนมหาศาล
เป็นผลให้ทรัพย์สมบัติของชาติกลายเป็นภาระของแผ่นดิน และทับอยู่บนหัวของประชาชนจนสุดทนที่จะแบกรับต่อไป ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เอื้ออำนวยประโยชน์แก่รัฐและประชาชนตามเจตนารมณ์ในการตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นในประเทศไทย
เราจะทำการปฏิรูปกันอย่างไร? นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีรัฐบาลไหนยอมคิด และไม่มีรัฐบาลไหนยอมทำเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอเนกอนันต์ ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่าการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยนั้นเป็นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของประชาชนและกองทัพที่จะต้องผลักดันให้เป็นผลสำเร็จ
ไม่ต้องคิดอะไรกันใหม่ เพราะเรื่องนี้มีแบบอย่างอยู่ในหลายประเทศแล้ว โดยได้รวบรวมเอารัฐวิสาหกิจทั้งหมดเข้ามาสังกัดหน่วยงานหน่วยหนึ่ง ที่เรียกว่าสำนักงานลงทุนแห่งชาติ ดังนั้นเพื่อเป็นแนวคิดในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ จึงขอเสนอแนวทางในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจดังนี้
ประการแรก จัดตั้งสำนักงานลงทุนแห่งชาติ ขึ้นเป็นองค์กรอิสระในสังกัดของกระทรวงการคลัง มีคณะกรรมการที่เป็นคนดีมีฝีมือและมีความสามารถในการบริหารจัดการที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ทำหน้าที่บริหารจัดการสำนักงานลงทุนแห่งชาติ
สำนักงานลงทุนแห่งชาติมีหน้าที่ในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจทั้งหมด รวมทั้งทรัพย์สมบัติของชาติอื่น ๆ ทั้งหมด และมีอำนาจหน้าที่ในการลงทุนในกิจการขนาดใหญ่ที่จำเป็น และเอกชนไม่สามารถลงทุนได้ เพื่อประโยชน์ของชาติ รวมทั้งเข้าซื้อกิจการที่จำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งชาติ
ทรัพย์สินทั้งหมดโดยเฉพาะทุนเรือนหุ้นของทุกกิจการที่สำนักงานลงทุนแห่งชาติถืออยู่ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง และถือเป็นสินทรัพย์คงคลัง
เพื่อการนี้ ให้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง พ.ศ. 2502 ที่สุดแสนจะล้าหลังเสียใหม่ ให้มีบัญชีเงินคงคลังส่วนหนึ่งและบัญชีสินทรัพย์คงคลังอีกส่วนหนึ่ง
เมื่อใดที่เอาสินทรัพย์นอกบัญชีกว่า 7 ล้านล้านบาทมาเป็นสินทรัพย์คงคลังในบัญชีสินทรัพย์คงคลังแล้ว เมื่อนั้นประเทศไทยก็จะเป็นราชอาณาจักรที่มั่งคั่งมหาศาล ไม่ใช่มีเงินคงคลังอยู่เพียงแสนกว่าล้านบาทดังที่เป็นอยู่
ประการที่สอง ตราพระราชบัญญัติโอนรัฐวิสาหกิจทั้งปวงมาสังกัดสำนักงานลงทุนแห่งชาติ ให้ยกเลิกคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจทั้งหมด และให้คณะกรรมการสำนักงานลงทุนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เป็นคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้นแทน เพียงเท่านี้รัฐวิสาหกิจทั้งหมดก็จะพ้นจากการเป็นเหยื่อของนักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พ้นสภาพจากสมบัติผลัดกันชมที่สืบเนื่องมาจากอดีตอย่างสิ้นเชิง
ประการที่สาม ให้สำนักงานลงทุนแห่งชาติและรัฐวิสาหกิจหรือกิจการทั้งหมดในสังกัดมีบัญชีงบดุล แสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ตลอดจนมีบัญชีกำไรขาดทุน แสดงรายได้รายจ่าย ตามมาตรฐานทางบัญชีที่รับรองทั่วไป โดยทรัพย์สินส่วนทุนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานลงทุนแห่งชาติเป็นผู้บริหารจัดการ
ให้สำนักงานตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของสำนักงานลงทุนแห่งชาติและของทุกรัฐวิสาหกิจทุกกิจการในสังกัด ตามมาตรฐานทางบัญชีที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี และให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทำหน้าที่กำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง
ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักงานลงทุนแห่งชาติ และทุกรัฐวิสาหกิจทุกกิจการในสังกัด และมีอำนาจออกคำสั่งให้ระงับการดำเนินงาน หรือแก้ไขการดำเนินงาน ตลอดจนมีอำนาจสั่งพักงานหรือปลดพนักงานหรือผู้บริหารออกจากตำแหน่งได้ และให้มีอำนาจสั่งให้หยุดงานชั่วคราวในระหว่างตรวจสอบได้ด้วย และถ้าพบว่ามีการทุจริตให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจสั่งดำเนินคดีได้อีกทางหนึ่งด้วย
ประการที่สี่ กำหนดผลดำเนินงานมาตรฐานที่จะต้องนำส่งกำไรเข้าคลังไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ของสินทรัพย์ และกำหนดให้มีคณะกรรมการ 3 ชุด ในการดำเนินงาน คือ คณะกรรมการสรรหาบุคคล คณะกรรมการพิจารณาผลตอบแทน และคณะกรรมการตรวจสอบภายใน
ให้สำนักงานลงทุนแห่งชาติมีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ระเบียบการให้อนุญาตหรือให้สัมปทาน ที่มีความชัดเจน โปร่งใส และให้ประสิทธิผลในการบริหารที่สุจริตและมีประสิทธิภาพด้วย
ให้สำนักงานลงทุนแห่งชาติมีหน่วยงานนโยบายและแผนที่วางนโยบายในการลงทุนที่สอดคล้องกับแนวทางพัฒนาประเทศ โดยไม่อยู่ใต้อาณัติของหน่วยงานอื่น เพื่อให้มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการทรัพย์สมบัติของชาติ
การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจะต้องเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย จึงจะสามารถหยุดยั้งการล่มสลายและเป็นพลังในการฟื้นฟูประเทศไทยได้.
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๔:๐๒ น. |