|
ดูลีลาฮั้ว ดูลีลาซื้อไทยคม |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันศุกร์ที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๓๔ น. |
|
แม้ว่าจะพยายามเข็นคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ออกมา แต่สัปดาห์ที่แล้วมนต์มายาตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ดูเหมือนจะไม่มีมนต์ขลังใด ๆ เพราะผู้คนพากันหันไปสนใจกับเรื่องการซื้อดาวเทียมไทยคม ซึ่งเป็นการจุดพลุการเมือง โดยนายกรัฐมนตรีโดยตรง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เปิดเผยเรื่องราวต่อสื่อมวลชนว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะซื้อดาวเทียมไทยคมกลับคืน เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ
ผู้คนก็พากันงงว่าในเมื่อไม่มีเมฆไม่มีลม แล้วจู่ ๆ ฝนซื้อดาวเทียมไทยคมตกมาได้อย่างไรกัน แต่เพียงแค่ 3 ชั่วโมง คนไทยก็ต้องสะดุ้งโหยงเพราะคนสนิทของนายกรัฐมนตรีคือนายศิริโชค โสภา แถลงว่าได้เดินทางไปเจรจาซื้อดาวเทียมไทยคมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เพียงแค่ 3 ชั่วโมง จะถึงกับไปเจรจาซื้อดาวเทียมไทยคมกันได้อย่างไร ผู้คนก็สงสัย แล้วเขียนถามในทวิตเตอร์กันเป็นการจ้าละหวั่น สักครู่เดียวนายศิริโชค โสภา ก็แถลงอีกว่าเรื่องนี้ไม่ได้เร่งรีบ แต่เป็นเรื่องที่มีการเจรจากันมา 2 เดือนก่อนหน้าแล้ว
แถลงอย่างนี้ก็เป็นเรื่อง เพราะมีคนคำนวณได้ว่าช่วงเวลา 2 เดือนที่ระบุว่ามีการเจรจากันนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง และเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โต เหตุใดรัฐบาลจึงไม่บอกให้ประชาชนรู้ก่อน เพราะกลายเป็นว่ามีการแอบเจรจากันมาแล้วถึง 2 เดือน นายกรัฐมนตรีจึงได้มาเปรยขึ้นลอย ๆ ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการจัดซื้อ
ความไม่ชอบมาพากลตั้งต้นขึ้นตั้งแต่บัดนั้น เพราะนักลงทุนรายย่อยได้นำข้อมูลออกมาเปิดเผยว่า ณ เวลาที่อ้างว่ามีการเจรจากันนั้น หุ้นดาวเทียมไทยคมมีราคาแค่ 3 บาทเศษ แต่ ณ เวลาที่นายกรัฐมนตรีเปรยเรื่องนี้ ราคาหุ้นได้พุ่งไปสูงกว่าเท่าตัวแล้ว หรือว่ามีเรื่องปั่นหุ้นแอบแฝงอยู่?
เรื่องนี้จึงกลายเป็นสองประเด็นขึ้นมา คือประเด็นการซื้อดาวเทียมไทยคม และประเด็นการปั่นหุ้น ซึ่งแต่ละประเด็นนั้นทำให้คนไทยและรัฐบาลนี้ขนลุกขนพองได้ทั้งนั้น จึงมีการกลับลำป้องปัดกันเป็นการจ้าละหวั่น
กรณีเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าทำไมจึงมีการแอบไปเจรจากันว่าจะซื้อดาวเทียมไทยคม และเจรจากันมาตั้ง 2 เดือน จึงเพิ่งมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ
ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่ไปเจรจาเรื่องนี้กลับเป็นคนสนิทของนายกรัฐมนตรีทั้งคู่ คนหนึ่งคือนายศิริโชค โสภา ซึ่งไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ในกิจการอวกาศ หรือดาวเทียม อีกคนหนึ่งคือนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตวานิชธนกิจผู้มีฝีมือจัดจ้าน และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
การเจรจานั้นเกิดขึ้นในขณะที่คนของพรรคเพื่อแผ่นดินยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที และเมื่อรัฐมนตรีคนใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์เข้าดำรงตำแหน่งก็เคยประกาศต่อสาธารณะว่าจะยึดดาวเทียมไทยคมกลับมาเป็นของรัฐ
คนทั้งหลายก็มีความยินดี เพราะท่าทีดังกล่าวนี้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติเป็นครั้งแรกหลังจากที่ทำโง่งมงายและไม่สนใจมาเป็นเวลานาน ทั้งๆ ที่ คตส. ป.ป.ช. และศาล ได้วินิจฉัยตรงกันเป็นข้อผูกพันรัฐบาลมาแล้วว่ามีการผิดสัญญาสัมปทานในสาระสำคัญถึง 2 ประการ คือ ผู้ประกอบการเป็นคนต่างด้าว โดยใช้นอมินี่ถือหุ้นแทน กับการผิดสัญญาไม่ยิงดาวเทียมสำรองตามที่ระบุไว้ในสัญญาสัมปทาน
ผลผูกพันจากคำตัดสินของศาลในคดีที่รัฐบาลโดยอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องคดีนั้น จึงผูกมัดรัฐบาลที่จะต้องบอกเลิกสัญญาและยึดเอากิจการดาวเทียมกลับมาเป็นของรัฐ
เรื่องที่ต้องทำเป็นเช่นนี้ แต่นายกรัฐมนตรีมาจุดประเด็นเป็นเรื่องอื่นไป คือคิดจะซื้อดาวเทียมไทยคมและเรื่องราวก็เปิดเผยออกมาโดยลำดับว่าในการเจรจากันตั้งแต่ 2 เดือนที่ผ่านมานั้น มีการตกลงราคาคร่าว ๆ กันแล้ว 5,800 ล้านบาท
และล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีก็ได้แสดงท่าทีใหม่เป็นว่า การจัดซื้ออาจจะแล้วเสร็จภายในเวลา 4 เดือน และจะเป็นการซื้อหุ้นโดยจะเปลี่ยนแปลงแค่คณะกรรมการ เมื่อซื้อแล้วก็จะใช้เจ้าหน้าที่ชุดเดิมดำเนินการต่อไป ช่างง่ายดายเหลือเกิน!
ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าเรื่องซื้อดาวเทียมไทยคมนั้น เป็นเรื่องที่เจรจากันมาก่อนหน้าแล้ว ทั้งราคา ทั้งวิธีการ คงเหลือแต่จะจัดการกันอย่างไรเท่านั้น และด้วยเหตุนี้ไม่ใช่หรือผู้คนในรัฐบาลจึงเรียงหน้าประสานเสียงว่าต้องซื้อ ต้องซื้อ ต้องซื้อ
แต่เป็นเรื่องที่ขัดกับผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน ขัดกับความรู้สึกของประชาชน และเมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยออกมามากขึ้นก็ยิ่งเห็นถึงเงื่อนปมต่าง ๆ ที่เข้าลักษณะฮั้วการเมือง แต่ทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหาย
เพราะถ้าจะมีการจัดซื้อกันจริง ๆ โดยไม่มีการยึดตามพันธะที่รัฐบาลผูกพันตามคำตัดสินของศาล ก็จะกลายเป็นว่าประเทศไทยจะต้องใช้เงินเพื่อการนี้ถึง 3 สถาน คือ
สถานแรก ต้องจัดหาเงิน 5,800 ล้านบาท เป็นค่าซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคม ทั้ง ๆ ที่ผลผูกพันและกรณีที่พึงเป็นนั้นรัฐไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว โดยสามารถยึดคืนมาเป็นของรัฐ พร้อมกับเรียกผลประโยชน์จากความเสียหายของดาวเทียมที่บริษัทประกันภัยได้จ่ายมาให้กับรัฐบาลไทย และถูกมุบมิบโอนไปให้แก่ผู้ประกอบการ รวมเป็นเงินสองยอดนี้ร่วม 7,800 ล้านบาท
สถานที่สอง เมื่อเป็นการซื้อกิจการโดยรูปแบบการซื้อหุ้นก็ต้องรับมาทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน นั่นคือดาวเทียมเก่า ๆ ที่หมดอายุเป็นส่วนใหญ่และใกล้หมดอายุเป็นส่วนน้อย แต่มีหนี้สินผูกพันตามที่ปรากฏเป็นข่าวก็มีจำนวนประมาณ 10,000 ล้านบาท จึงต้องหาเงินไปชำระหนี้ยอดนี้ ซึ่งหากใครได้เป็นเจ้าหนี้ก็คงได้เฮกันลั่นโลกเป็นแน่ นี่จะเรียกว่าเสียค่าโง่ซ้ำสองก็ได้
สถานที่สาม เมื่อซื้อกิจการดาวเทียมไทยคมมาแล้ว ก็มีพันธะที่จะต้องยิงดาวเทียมไทยคม 6 ขึ้นไปสู่อวกาศ เพื่อเตรียมทดแทนดาวเทียมดวงก่อนหน้า ตามข้อกำหนดในการจัดสรรจุดโคจรดาวเทียมของนานาชาติ ซึ่งจะต้องใช้เงินอย่างน้อยอีก 10,000 ล้านบาท หากไม่ยิงดาวเทียมตามกำหนดก็จะเสียสิทธิ์ในจุดโคจรในอวกาศนั้น นี่อาจเรียกได้ว่าเสียค่าโง่ซ้ำสามก็ได้
และเมื่อได้กิจการดาวเทียมไทยคมโดยจะต้องจ่ายเงินและขาดประโยชน์ทั้งสามสถานรวมกันแล้วเป็นเงิน 27,800 ล้านบาท แต่รายได้จะมีเท่าใดนั้นรัฐบาลนี้ไม่เคยรู้และไม่เคยแถลง
ก็ขอบอกให้เอาบุญว่ารายได้จากกิจการดาวเทียมนั้นเพียงแค่คุ้มเสมอตัวเท่านั้นและเขาเก็บกันไปล่วงหน้าเกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้นบรรดาเงินที่จะต้องจ่ายเกือบทั้งหมดจึงเท่ากับเป็นการจ่ายลมจ่ายแล้ง โดยแทบไม่มีรายได้ตอบแทนเลย ตรงนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นการเสียค่าโง่ซ้ำสี่ คือลงทุนและขาดประโยชน์ 27,800 ล้านบาท แต่ไม่มีรายได้ที่คุ้มค่ากัน
ค่าโง่ขนาดนั้นก็หนักหนาสาหัสแล้ว แต่ยังจะหนักหนาสาหัสกว่านั้นอีกเพราะในการดำเนินกิจการดาวเทียมนั้น รัฐบาลไม่มีผู้รู้ผู้ชำนาญ เป็นเรื่องสลับซับซ้อนกว่ากิจการโทรทัศน์เสียอีก
บทเรียนอันเจ็บปวดของคนไทยในเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วจากคู่กรณีเดียวกันนี้แหละคือรัฐบาลกับอำนาจเก่า ซึ่งมีการค้างชำระค่าสัมปทานและค่าเสียหายจากการได้สัมปทานไอทีวี ถึง 120,000 ล้านบาท แต่ไม่มีใครติดตามทวงถาม ปล่อยให้ค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น แล้วยึดเอากิจการไอทีวีมาเป็นของรัฐ
ทำให้ขาดรายได้จากค่าสัมปทานงวดละประมาณ 20,000 ล้านบาท แล้วต้องตั้งงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ถึงปีละ 1,800 ล้านบาท โดยที่ไม่มีคนของรัฐบาลไปดำเนินการ
จึงต้องใช้ทีมงานเดิมและใช้สถานที่เดิมซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารชินวัตร 3 ต่อไป และเป็นที่แน่นอนว่าแนวทางการนำเสนอข่าวหรือจุดยืนก็ย่อมเป็นอย่างเดิมด้วย ดังนั้นในยามมีการชุมนุมของคนเสื้อแดง รัฐบาลจึงต้องปวดหัวตัวร้อนเพราะสถานีโทรทัศน์แห่งนี้นำเสนอข่าวและรายการต่างๆ ประหนึ่งว่าเป็นกระบอกเสียงของคนเสื้อแดง
กิจการดาวเทียมนั้นยิ่งกว่ากิจการโทรทัศน์หลายเท่านัก เหตุนี้เมื่อมีการซื้อกิจการมาแล้วก็ต้องใช้ทีมงานเก่า และต้องใช้เงินเป็นค่าใช้จ่ายให้ทีมงานเก่านั้นทำงานต่อไป จะเรียกว่าเอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอมก็ได้ แต่จะหวังให้ลูกเขามาทำงานให้รัฐบาลนั้นไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้เลย
กรณีก็จะกลายเป็นว่า อำนาจเก่าได้กิจการดาวเทียมไปทำ โดยรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินทั้งหมด ตรงนี้จะเรียกว่าโง่ซ้ำห้าได้หรือไม่เล่า?
นั่นคือความเป็นไปต่าง ๆ ที่ประเทศชาติและประชาชนไทยจะต้องแบกรับและเป็นทุกข์ทรมานหากว่ามีการซื้อกิจการดาวเทียมไทยคมดังที่มีการเคลื่อนไหวกันอยู่ในขณะนี้
ส่วนเรื่องปั่นหุ้น เรื่องฮั้วกันสร้างกำไรในตลาดหุ้นนั้น ถึงแม้ใครจะปฏิเสธอย่างไร แต่ก็จะห้ามใครไม่ให้สงสัยไม่ได้ดอก เพราะ 2 เดือนที่มีการเจรจากันมาและราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปกว่าเท่าตัว ในขณะที่เป็นช่วงเวลาที่วิกฤตจากการชุมนุมนั้น ผู้คนในวงการเขารู้เขาก็ดูออกว่าอะไรเป็นอะไร และดูออกว่าใครที่มีข้อมูลอินไซต์เดอร์และเข้าซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคมช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี้ก็ย่อมได้กำไรกว่าเท่าตัวมาแล้ว
อาจจะมีผลกำไรระหว่าง 7,000-12,000 ล้านบาทก็ได้
และเมื่อรวมสรตะแล้ว ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินทุกกรณีรวมกันก็อาจจะใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่ยึดมาอย่างยากเย็นจากตระกูลชินวัตร 46,000 ล้านบาทก็ได้
ดังนี้จะห้ามคนไม่ให้คิดว่าคนที่เกี่ยวข้องจะได้รับส่วนแบ่งหรือไม่กี่เปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร!
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๑:๕๒ น. |