|
ปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย…ต้องปรับลมปราณแผ่นดิน |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันจันทร์ที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๓๘ น. |
|
ในท่ามกลางกระแสปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยที่กำลังขึ้นสู่กระแสสูง ก็ได้เสนอแนวคิดในการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยไปแล้ว แต่การปฏิรูปใหญ่นั้นยังต้องอาศัยการบางอย่างจึงจะทำการได้สำเร็จ
นั่นคือต้องทำการปรับลมปราณแผ่นดินให้สอดคล้องรองรับ จึงจะทำให้กระบวนการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยขับเคลื่อนไปได้ และอำนวยต่อการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยนั้นด้วย
นั่นคือการปรับปรุงรายได้ของประเทศ และการปรับปรุงยุทธศาสตร์การคมนาคมของประเทศเสียใหม่
การปรับลมปราณแผ่นดินทั้งสองเรื่องนี้เป็นฉันใด ลองช่วยกันคิด ช่วยกันพิจารณาดู ด้วยหวังตั้งใจว่าจักเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูมาตุภูมิของเราให้มีเสถียรภาพมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองดังแต่ก่อน
เรื่องแรก เราจะปรับปรุงรายได้ของประเทศเสียใหม่อย่างไร เรื่องนี้เป็นปมของความสำเร็จและล้มเหลวที่สำคัญของการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย
ในปัจจุบันนี้รายได้ของประเทศไทยที่เป็นรายได้หลักคือรายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทุกชนิด ตามมาด้วยรายได้บริการท่องเที่ยว และตามหลังด้วยรายได้ภาคเกษตร
รายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้น แท้จริงแล้วส่วนใหญ่ไม่ใช่รายได้ของประเทศไทย ไม่ใช่รายได้เฉลี่ยของคนไทยทั้งประเทศ ดังที่หลอกลวงต้มตุ๋นกันมาเป็นเวลานานแล้ว
แต่รายได้ส่วนใหญ่เป็นของต่างชาติ เพราะเงินลงทุน การดำเนินงาน รายได้ และผลกำไรเกือบทั้งหมดเป็นของต่างชาติ ประเทศไทยและคนไทยได้รับประโยชน์ก็เพียงแค่ค่าเช่าที่ดินถูก ๆ และค่าแรงงานถูก ๆ เท่านั้น
ในทุกจำนวนมูลค่าส่งออก 100 บาท เป็นค่าต้นทุนการผลิตที่ตั้งตัวเลขแบบฉ้อฉลปล้นประเทศไทยกันระหว่าง 80-90 บาทโดยประมาณ มีแค่เศษเงิน 10-20 บาท ที่ตกได้แก่ประเทศไทยและคนไทย
แต่หลอกคนไทยว่ารายได้ 100 บาทนั้นเป็นรายได้ของประเทศไทยและเป็นรายได้เฉลี่ยของคนไทยทั้งประเทศด้วย ประเทศไทยและคนไทยถูกหลอกเรื่องนี้กันมายาว นานนักหนาแล้ว วันนี้เราต้องไม่ยินยอมให้การหลอกลวงนี้ดำรงอยู่อีกต่อไป
รายได้ที่อาจตกแก่ประเทศไทยและคนไทย 10-20 บาทนั้นต้องแลกมาด้วยการอุ้มชูสนับสนุนและอภิสิทธิ์มากหลายจากรัฐ แลกมาด้วยการทำลายผืนดิน อากาศและแหล่งน้ำ ตลอดจนสังคมไทยอย่างยับเยิน ช่างไม่คุ้มกันเสียเลย!
พื้นฐานรายได้หลักของประเทศไทยและคนไทยเคยถูกกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศมาก่อนหน้าแล้ว โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นธงชัยสองผืนที่นำพาสยามให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ากว่าใครในภูมิภาคนี้
ธงชัยสองผืนนั้นคือ ทิศทางพัฒนาประเทศ เป็นชาติมหาอำนาจทางเกษตรอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมบริการ ซึ่งประเทศไทยและคนไทยมีความเป็นเลิศในโลก
ยุคสมัยนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นว่าด้วยทิศทางการพัฒนาประเทศที่เป็นตัวกำหนดรายได้ของประเทศไทยและคนไทย ได้ทำให้สยามเจริญรุ่งเรืองเป็นเอกอยู่ในภูมิภาคนี้ เศรษฐกิจเข้มแข็ง ค่าเงินแกร่งกล้า ค่าเงินบาท 1 บาท มีค่าเท่ากับ 2 ปอนด์สเตอริง และกลายเป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาคนี้กับสามภูมิภาคใหญ่ของโลก
สิ้นยุคสมัยของพระองค์ มีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศต่อเนื่องมาจนกระทั่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง และมาตั้งหลักเอาในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ถูกพวกเทคโนแครตหัวนอกแต่ไม่รู้จักประเทศไทยล้มเลิกธงชัยของพระองค์ท่าน
แล้วนำพาประเทศไทยไปสู่หนทางอุตสาหกรรม จนสร้างความพินาศย่อยยับทั่วด้านให้แก่ประเทศไทยในวันนี้
ดังนั้นจึงต้องปรับปรุงรายได้ของประเทศไทยและคนไทยเสียใหม่ พุ่งเป้าให้มีรายได้จากกิจการเกษตรอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมบริการ ซึ่งจะเป็นรายได้แท้จริงและตกได้แก่ประเทศไทย และคนไทยทั่วประเทศอย่างแท้จริงด้วย
หากไม่ปรับลมปราณประการนี้ การปฏิรูปหรือการพัฒนาใด ๆ ของประเทศไทยก็หาใช่ผลประโยชน์ของประเทศไทยและคนไทยไม่ รังแต่จะทำให้คนไทยกลายเป็นทาสและประเทศชาติเป็นเมืองขึ้นแบบใหม่เท่านั้น
นี่คือลมปราณสายใหญ่สายหลักที่ส่งผลต่อการปฏิรูปทั้งปวงในประเทศนี้ และเป็นเรื่องที่คนไทยจะต้องทำความเข้าใจและอัญเชิญธงชัยสองผืนของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 กลับมาทำกันใหม่
ผลพวงจากการปรับลมปราณด้านรายได้ให้มีแหล่งที่มาจากเกษตรอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมบริการ จะส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการผลิตภาคเกษตร และการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรครั้งใหญ่ที่สุด อันจะสอดคล้องกับยุคสมัยที่ศตวรรษแห่งอาหารกำลังเข้ามาแทนที่ยุคสมัยอื่นที่กำลังผ่านพ้นไปแล้ว
เรื่องที่สอง การปรับปรุงยุทธศาสตร์การคมนาคมของประเทศเสียใหม่ เพราะนี่คือหลอดเลือดใหญ่ของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ตลอดจนความมั่นคงของประเทศด้วย
แต่ก่อนมานั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยกำหนดให้การคมนาคมทางรถไฟเป็นหลักของการคมนาคมทางบก โดยไม่ทอดทิ้งการคมนาคมรูปแบบอื่น ไม่ว่าทางน้ำ หรือรถ หรือล้อเลื่อนประเภทอื่น ๆ
เพราะรถไฟนั้นสามารถเชื่อมโยงมาตุภูมิเข้าเป็นเอกภาพเดียวกัน ประดุจดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่ทำให้เลือดไหลหมุนเวียนทั่วสารพางค์กาย และเป็นยานพาหนะที่ประชากรทั้งปวงสามารถเข้าถึงได้ ด้วยค่าโดยสารที่ถูกและเป็นธรรม ทั้งสะดวกและปลอดภัยด้วย
ดังนั้นเมื่อทรงสถาปนาการรถไฟแล้ว การพัฒนากิจการรถไฟก็ก้าวรุดหน้าไป ทำให้ไทยเป็นประเทศในกลุ่มแรกของเอเชียที่มีรถไฟใช้ และในยุคสมัยของพระองค์ท่าน ความยาวของทางรถไฟมีมากกว่าทางรถยนต์หลายเท่า
ทว่าหลังยุคสมัยของพระองค์ท่าน การพัฒนารถไฟได้หยุดชะงักลง เส้นทางรถไฟแทบไม่ได้ขยายเพิ่มเติม การพัฒนาการเดินรถก็ชะงักงัน เป็นผลให้ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟเหลือเพียงระดับ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและเต็มไปด้วยความชำรุดทรุดโทรม
เพื่อประโยชน์ในการพัฒนารถไฟในอนาคต และเพื่อให้รถไฟมีรายได้เสริมมาบำรุงเลี้ยง อันจะทำให้พสกนิกรของพระองค์จ่ายค่าโดยสารในราคาต่ำกว่าทุน จึงทรงพระราชทานที่ดินสองข้างทางรถไฟตลอดแนวข้างละ 10-40 เส้น เพื่อการขยายแนวทางรถไฟ เพื่อการพาณิชย์ และเพื่อเป็นท่าสถานีในอนาคตด้วย
ที่ดินรถไฟที่ทรงพระราชทานไว้มีประมาณ 400,000 ไร่ แต่ปัจจุบันนี้ถูกฉ้อฉลปล้นชิงไปเป็นอันมาก เหลืออยู่เพียงประมาณ 250,000 ไร่เท่านั้น ในจำนวนนี้เป็นที่ดินเชิงพาณิชย์ประมาณ 50,000 ไร่ ที่ถ้าหากจัดการประโยชน์ด้วยความเป็นมืออาชีพแล้ว การรถไฟก็จะมีรายได้จากการหาประโยชน์ในที่ดิน ที่อาจส่งผลให้คนไทยนั่งรถไฟฟรีหรือไม่ถึงครึ่งราคาก็เป็นได้
แต่ที่ดินรถไฟก็ถูกนักการเมืองและผู้เกี่ยวข้องใช้เป็นแหล่งทำมาหาประโยชน์จนไม่มีรายได้เป็นประโยชน์แก่การรถไฟตามพระราชประสงค์เลย
และเพราะทอดทิ้งพระบรมราโชบายนี้แล้วหันมาใช้ยุทธศาสตร์รถยนต์เป็นหลัก ทั้งประเทศไทยและคนไทยจึงต้องทำงานใช้หนี้ค่ารถยนต์เป็นจำนวนสูงสุดยิ่งกว่าบรรดาประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย และเป็นผลให้รายจ่ายค่านำเข้าพลังงานของประเทศไทยสูงเป็นลำดับหนึ่งของประเทศ มีอนาคตที่จะล้างผลาญแผ่นดินจนพินาศยับเยิน
ดังนั้นเพื่อปรับลมปราณเส้นใหญ่อีกเส้นหนึ่งของประเทศ จึงต้องหวนคืนกลับไปอัญเชิญเอาพระบรมราโชบายเรื่องยุทธศาสตร์รถไฟมาทำกันใหม่
รถไฟในปัจจุบันนี้มี 3 ประเภท คือรถไฟฟ้าแบบรถ BTS, รถไฟทางคู่ซึ่งเป็นทั้งรถโดยสารและเป็นรถขนส่งสินค้า และประเภทที่สามคือรถไฟความเร็วสูง ที่มีอัตราความเร็วเฉลี่ย 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป
วันนี้ประเทศไทยได้เริ่มพัฒนาใช้รถไฟฟ้ากันในเมืองหลวงแล้ว แต่อีกสองประเภทหลังยังไม่มีความแจ่มชัด นี่คือปมเงื่อนของการปรับยุทธศาสตร์การคมนาคมทางบกของไทย
ปรับยุทธศาสตร์การคมนาคมทางบกเมื่อใด ลมปราณใหญ่ของประเทศเส้นนี้ก็จักอำนวยประโยชน์ยิ่งใหญ่และส่งผลให้สภาพสังคม เศรษฐกิจ การลงทุนและการท่องเที่ยวของประเทศพลิกโฉมหน้าเมื่อนั้น.
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2553
|