|
ว่าด้วยการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันศุกร์ที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๓๙ น. |
|
การปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยกำลังขึ้นสู่กระแสสูง เป็นความเรียกร้องต้องการของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยที่ไม่อาจทนเห็นชาติบ้านเมืองล่มจมไปต่อหน้าต่อตา ด้วยน้ำมือของนักการเมืองอีกต่อไปแล้ว
รัฐบาลก็จับกระแสนี้และกำลังเคลื่อนไหวเรื่องปฏิรูปประเทศไทยอยู่เหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าได้มอบหมายให้มูลนิธิแห่งหนึ่งเป็นแกนหลัก การใหญ่ของแผ่นดินขนาดนี้ไหนเลยแค่มูลนิธิจะทำให้สำเร็จได้
สภาพบ้านเมืองทุกวันนี้ชำรุดทรุดโทรมยิ่งกว่าระยะใด ๆ นับแต่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา มีสภาพเหมือนดังเจดีย์ทรายที่กำลังทะลายลงมาต่อหน้าต่อตาภายใต้อุ้งมือของนักการเมือง จึงเกินกำลังและไม่เป็นวิสัยที่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองจะรับภาระนี้ได้
เป็นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันของประชาชาติไทยซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และกองทัพไทยซึ่งเป็นรากฐานหลักในการค้ำจุนประเทศชาติและราชบัลลังก์ จะต้องเอาบ่าเข้ามาแบกรับภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ทางประวัติศาสตร์นี้
ดังนั้นในวันนี้ภารกิจสำคัญประการหนึ่งของประชาชาติไทย คือการทำความคิดให้ตกผลึกว่าเราจะปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยกันอย่างไร
จึงขอนำเสนอเพื่อเป็นประกายแห่งความคิด เพื่อการช่วยกันคิดช่วยกันอ่านและช่วยกันทำเพื่อการดำรงคงอยู่อย่างสถาพรของประเทศชาติ ราชบัลลังก์และประชาชาติไทยอันจะเนื่องไปถึงลูกไทยหลานไทยสืบไปในกาลเบื้องหน้า
ได้พิเคราะห์ดูสภาพการณ์ปัจจุบันนี้แล้ว เห็นว่ามีสิบวาระปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย ได้แก่
ประการที่หนึ่ง การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย เพราะที่เป็นมาตั้งแต่ปี 2475 เป็นเวลา 78 ปี ถึงบัดนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นวัฏจักรอุบาทว์ระหว่างการรัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาล การโกงบ้านผลาญเมือง และการรัฐประหาร เป็นวัฏฏะมา 78 ปีแล้ว โดยภาพรวมจึงเป็นระบอบวิปริตที่ทำให้ผู้คนหลงผิด จะต้องปฏิรูปให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ปฏิรูปให้ประชาชนมีโอกาสสมัครเข้าเป็นผู้แทนได้ โดยมีสิทธิเลือกที่จะไม่สังกัดคอกดุจวัวควาย และมีกระบวนการที่เข้มงวดเด็ดขาดในการได้มาซึ่งผู้แทนราษฎร และแยกต่างหากจากอำนาจบริหาร กำจัดประโยชน์ทับซ้อนและการครอบงำระหว่างอำนาจบริหารกับอำนาจนิติบัญญัติอย่างสิ้นเชิง
ประการที่สอง การปฏิรูปการปกครองต่อยอดจากการปฏิรูปใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพิ่มอำนาจประชาชน ลดบทบาทอำนาจรัฐส่วนกลาง ยกฐานะ อบต. ทั่วประเทศขึ้นเป็นเทศบาลตำบลและจูงใจให้ควบรวมกันเป็นเทศบาลอำเภอ เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นบริหารจัดการท้องถิ่นของตนได้ตามความปรารถนาภายใต้เอกภาพของประเทศ และความเป็นไทยของทั่วทั้งประชาชาติ
เพื่อการนี้ ให้ถอยร่นและจำกัดการปกครองส่วนภูมิภาคลงให้เหลือแค่ระดับจังหวัด มีบทบาทในการกำกับและประสานระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่เป็นองค์กรเจ้าคนนายคนเหมือนดังที่เป็นอยู่
ด้วยประการนี้จะทำให้การปกครองตอบสนองและรับใช้ประชาชน พ้นสภาพจากการเป็นข้าทาสบริวารที่รับใช้สนองอำนาจให้กับนักการเมือง และทำให้การพัฒนาท้องถิ่นเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นนั้น
ประการที่สาม การปฏิรูปที่ดิน เพิ่มศักยภาพและพลังการผลิตของประเทศจาก 1 ใน 3 ของพื้นที่รวม เป็น 2 ใน 3 ของพื้นที่รวม โดยการสืบทอดนโยบายรัชกาลที่ 5 ออกโฉนดที่ดินในที่ดินที่มีการครอบครองทำประโยชน์แล้วอีก 100 ล้านไร่ คงกันและสงวนไว้เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและสาธารณะเพียง 1 ใน 3 คือ 100 ล้านไร่
ผลจากการนี้จะทำให้ประชาชนในท้องถิ่นมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่ารวมกัน 6 ล้านล้านบาท เพิ่มความมั่งคั่งให้แก่ประเทศ 6 ล้านล้านบาท เพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีแก่รัฐปีละ 50,000 ล้านบาท และปลดแอกที่ดิน 1 ใน 3 ของประเทศให้พ้นจากความล้าหลัง เพราะสามารถทำประโยชน์ได้ ลงทุนได้ จ้างงานได้ ก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัวของพื้นที่ที่มีการออกเอกสารสิทธิ์แล้วในปัจจุบันนี้
ประการที่สี่ การปฏิรูประบบราชการ วางอำนาจหลักของส่วนกลางไว้ที่ระดับกระทรวงและกรม วางอำนาจหลักของท้องถิ่นไว้ที่เทศบาล โดยมีส่วนภูมิภาคเป็นองค์กรประสานงาน หยุดการรับข้าราชการเพิ่ม 10 ปี ทำจำนวนข้าราชการให้ลดจาก 3 ล้านคน เหลือเพียงไม่เกิน 1 ล้านคน และเพิ่มเงินเดือน สวัสดิการ ขึ้นอีก 3 เท่าตัวของปัจจุบัน
กำหนดอำนาจท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โดยถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลางที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นให้เป็นอำนาจของท้องถิ่น หน่วยงานที่ยืดยาดซ้ำซ้อนและอุ้ยอ้ายหรือไม่จำเป็นต้องยกเลิกหมด และโอนข้าราชการที่สามารถทำงานในท้องถิ่นได้ไปทำงานในตำแหน่งที่ว่าง และอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของท้องถิ่นโดยตรง
ประการที่ห้า ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยจัดให้สำนักงานอัยการและตำรวจซึ่งเป็นกลไกฝ่ายบริหารและไม่ใช่องค์กรอิสระใด ๆ ไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม ถือเป็นเครื่องมือของรัฐในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น
ทำการปฏิรูปตำรวจอย่างทั่วด้าน ถือเอาสถานีตำรวจเป็นศูนย์กลางในการดูแลความปลอดภัย การให้บริการ และการรักษากฎหมาย สถานีตำรวจในพื้นที่เทศบาลใดให้โอนไปสังกัดเทศบาลนั้น ยกเลิกกองบัญชาการภาค คงไว้แต่เฉพาะกองบังคับการจังหวัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของตำรวจส่วนกลางในการกำกับตรวจสอบเพื่อคานอำนาจกับตำรวจท้องถิ่น
ตำรวจส่วนกลางให้มีกองกำลังในการรักษาความสงบเรียบร้อย มีตำรวจสืบสวนสอบสวนกลางที่คอยคานอำนาจกับตำรวจท้องถิ่น และสืบสวนสอบสวนคดีสำคัญในระดับชาติ มีตำรวจสันติบาลในการดูแลด้านการข่าวและความมั่นคง และมีตำรวจด้านวิทยาการ
ปฏิรูประบบพิจารณาความของศาลยุติธรรมทั่วประเทศให้มีความรวดเร็ว บริสุทธิ์ ยุติธรรม แต่ตรวจสอบได้ และนำวิทยาการสมัยใหม่ที่อำนวยต่อการพิจารณาความให้รวดเร็วมาใช้อย่างทั่วด้าน
ปฏิรูปกรมราชทัณฑ์ให้พ้นสภาพจากที่กักขังคนโทษ เป็นที่กล่อมเกลาบ่มเพาะสร้างคนให้เป็นกำลังของชาติในวันข้างหน้า และนักโทษต้องทำการผลิต ต้องฝึกอาชีพ และมีรายได้ ทั้งมีระบบการอบรมบ่มเพาะในทางจิตใจเพื่อให้เป็นคนดีมีศีลธรรม
ประการที่หก ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ไม่ให้ทรัพย์สมบัติของชาติที่มีสินทรัพย์รวมกันกว่า 7 ล้านล้านบาท เป็นเหยื่อทำมาหากินของนักการเมืองและข้าราชการ โดยจัดตั้งสำนักงานลงทุนแห่งชาติขึ้นในสังกัดกระทรวงการคลัง แต่เป็นองค์กรอิสระ บริหารโดยคนดีมีฝีมือและมืออาชีพ แล้วโอนรัฐวิสาหกิจทั้งหมดไปสังกัดสำนักงานลงทุนแห่งชาติ และให้มีบทบาทในการลงทุนสร้างกิจการขนาดใหญ่หรือที่จำเป็นแก่ประเทศชาติ
ทุนเรือนหุ้นของทุกรัฐวิสาหกิจให้เป็นสินทรัพย์คงคลังของแผ่นดิน ไม่ใช่สินทรัพย์นอกบัญชีดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ประการที่เจ็ด ปฏิรูประบบเงินคงคลังของประเทศ โดยการแก้ไขพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2502 เป็นพระราชบัญญัติสินทรัพย์คงคลัง ที่ประกอบด้วย 2 ส่วนคือเงินคงคลังและสินทรัพย์คงคลัง บรรดาสินทรัพย์ทั้งปวงทั้งที่สำนักงานลงทุนแห่งชาติบริหารจัดการและสินทรัพย์อื่นให้ถือเป็นสินทรัพย์คงคลังของแผ่นดิน
ส่วนเงินคงคลังนั้นคงบัญชีที่ 1 ไว้เป็นบัญชีรับจ่ายตามงบประมาณแผ่นดิน ปรับบัญชีที่ 2 เป็นบัญชีรับจ่ายหนี้สินของแผ่นดิน ที่มีภาระต่อเนื่องหรือมีภาระตามสัญญา และให้บัญชีที่ 3 เป็นบัญชีอื่น ๆ
เพื่อให้รองรับกัน ให้ปฏิรูประบบบัญชีของแผ่นดิน ของธนาคารแห่งประเทศไทย ของกองทุนต่าง ๆ รวมทั้งระบบบัญชีของรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐทั้งหมดให้เป็นไปตามมาตรฐานทางบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป และให้เอกชนที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชี โดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้กำกับ แต่เพิ่มบทบาทในการตรวจสอบระหว่างกาล หรือโครงการ และการทุจริตต่าง ๆ รวมทั้งให้สามารถส่งฟ้องคดีหรือออกคำสั่งพักงานหรือไล่ออกข้าราชการที่ทุจริตได้โดยตรง
ประการที่แปด ปฏิรูประบบกฎหมายของประเทศ จากระบบ 5 ส่วนที่เป็นแบบสมาคมและไม่มีผู้รับผิดชอบ ให้เป็นแบบที่มีความสมดุลระหว่างอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
ให้สิทธิ์ประชาชน 1,000 คน สามารถเข้าชื่อกันเสนอกฎหมายได้ และให้มีคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของสภาทำการตรวจสอบกลั่นกรองความซ้ำซ้อน ความเป็นไปได้และความได้เสีย หากถูกต้องตามหลักเกณฑ์ก็ให้บรรจุเป็นวาระประชุมของสภา และให้มีวาระพิจารณากฎหมายที่เสนอโดยประชาชนเดือนละครั้ง
ปฏิรูปวิธีพิจารณากฎหมายของสภาให้ใช้เวลาน้อยลง และมีประสิทธิภาพในงานนิติบัญญัติเพิ่มขึ้น
ประการที่เก้า ปฏิรูปการศึกษา ให้เยาวชนมีความรู้คู่คุณธรรม อบรมบ่มเพาะปลูกฝังให้สำนึกในหน้าที่ของพลเมืองและศีลธรรม หลักสูตรที่ไม่จำเป็นให้ยกเลิก เพิ่มหลักสูตรในการฝึกคิด ฝึกพิจารณา ด้วยตนเอง พร้อมทั้งส่งเสริมสถาบันการศึกษาภาคเอกชนทุกระดับ ควบคู่กับการปฏิรูปครูให้เป็นครูของชาติอย่างแท้จริง
ประการที่สิบ ปฏิรูปแหล่งน้ำ ฟื้นฟูแหล่งน้ำใหญ่และสายน้ำ รวมทั้งสร้างใหม่ทั่วประเทศ เพิ่มปริมาณน้ำธรรมชาติให้มีปริมาณเฉลี่ยต่อประชากร 24,000 คิวบิกเมตรต่อคนต่อปี และทำนุบำรุงแหล่งน้ำรวมทั้งสองฝั่งทะเลให้เป็นแหล่งผลิตทรัพยากรทางประมงอย่างเต็มที่
เหล่านี้คือวาระอันจำเป็นที่จะประกอบกันเข้าเป็นการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย จึงขอนำเสนอให้สาธุชนทั้งหลายได้ช่วยกันพิจารณาต่อไป.
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2553
|