|
แก้วสามดวงของทักษิณกับการเผาเมือง |
|
|
|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันศุกร์ที่ ๐๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๕๘ น. |
|
เหตุการณ์เผาบ้านระเบิดเมืองผ่านไปไม่ทันนาน ผู้คนทั้งประเทศก็ต้องประหวั่นพรั่นพรึงอีกครั้งหนึ่ง จากคำขู่ที่ว่ารัฐบาลเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงเมื่อใด ก็จะมีการชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง
เพราะการชุมนุมใหญ่เมื่อเมษาทมิฬและการชุมนุมใหญ่ที่ผ่านมาได้สร้างความรู้สึกหวาดกลัวให้เกิดขึ้นกับคนไทยทั้งประเทศ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็จะมีการเผาบ้านระเบิดเมืองตามมา จึงเป็นที่หวาดหวั่นว่าหากมีการชุมนุมใหญ่ครั้งใหม่เหตุการณ์เผาบ้านระเบิดเมืองก็จะเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีก
ดังนั้นความเรียกร้องต้องการที่ส่งผลและกดดันให้รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสถานการณ์ของบ้านเมืองเพื่อให้มีความมั่นคงและความปลอดภัยจึงขยายตัวไปอย่างกว้างขวางและมีพลานุภาพมาก จนรัฐจะไม่เหลียวแลและไม่ป้องกันแก้ไขเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว
เพราะเหตุนี้จึงสมควรที่จะประเมินการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงระหว่างวันที่ 12 มีนาคม-19 พฤษภาคม 2553 สักครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติเตือนใจให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ว่าผลที่เกิดขึ้นโดยรวมนั้นเป็นอย่างไร ให้ผลกับผู้เกี่ยวข้องอย่างไร และสมควรจะปล่อยให้เกิดขึ้นอีกหรือไม่
ก็ต้องตั้งต้นจากการประกาศเจตนารมณ์ของบรรดาแกนนำก่อนหน้าการชุมนุมใหญ่ว่า เป้าหมายหลักในการชุมนุมนั้นคือการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยมีเนื้อหาคือการยึดอำนาจรัฐ เปลี่ยนแปลงการปกครอง และตั้งรัฐไทยใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกปิดหรือลึกลับซับซ้อนประการใดอีกแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่มีการประกาศต่อสาธารณะโดยเปิดเผยครั้งแล้วครั้งเล่า
เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว ได้มีการประกาศต่อสาธารณะโดยเปิดเผยว่า จะมีการใช้เครื่องมือสามประการ หรือที่เรียกกันว่าแก้วสามประการ คือ
ประการแรก พรรคการเมือง ที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมาย โดยใช้กลไกในรัฐสภาทั้งในการรุกทางการเมือง ในการปกป้องผลประโยชน์ของการเคลื่อนไหวโดยรวม และในการได้มาซึ่งอำนาจรัฐถ้าหากโอกาสอำนวย ซึ่งจะเป็นพรรคไหนนั้นคงไม่ต้องกล่าวเพราะเป็นที่รู้กันทั่วไปดีอยู่แล้ว
ประการที่สอง มวลชนที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องและปฏิบัติการด้านมวลชนทุกรูปแบบ รวมทั้งการขยายความคิด ความเชื่อ การจัดตั้งมวลชน การยกระดับมวลชนที่นิยมเชื่อถือในความคิดเป็นผู้ปฏิบัติงานแล้วเป็นแกนนำและขยายการเคลื่อนไหวต่อไป ซึ่งจะเป็นมวลชนสีไหนนั้นก็คงไม่ต้องกล่าวเช่นเดียวกัน
ประการที่สาม กองกำลังอาวุธที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการคุ้มครองป้องกันการเคลื่อนไหวของมวลชน ตลอดจนการสกัดหยุดยั้งขัดขวางหรือทำลายมวลชนกลุ่มอื่น ๆ ไม่ให้เคลื่อนไหวที่ขัดแย้งกับตน กระทั่งจัดตั้งเป็นกองกำลังติดอาวุธขนาดใหญ่ และมีอาวุธสงครามร้ายแรงนานาชนิด ซึ่งจะเป็นกองกำลังแบบไหน อยู่ที่ไหนและเคลื่อนไหวอย่างไรก็คงไม่ต้องกล่าวอีกเพราะได้ปรากฏการเคลื่อนไหวให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในศักดามาแล้ว
เพื่อบรรลุเป้าหมายโดยการใช้แก้วสามประการ จึงมีการประกาศนัดชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 โดยประกาศให้ผู้เข้าร่วมได้รู้กันเป็นการทั่วไปว่าจะระดมคน 1 ล้านคนเข้ากรุงเทพฯ เอาขวดมาคนละใบสำหรับใส่น้ำมันคนละลิตร ด้วยน้ำมัน 1 ล้านลิตรนี้ก็จะสามารถเผากรุงเทพฯ ให้เป็นทะเลเพลิง
เหล่านี้คือสิ่งที่ได้ประกาศอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ ทั้งในรูปของการปราศรัยบนเวที การขยายผลโดยสื่อในเครือข่าย การฝึกซ้อมและการปฏิบัติที่เป็นจริง
การชุมนุมได้ยกระดับขึ้นโดยลำดับ ตั้งแต่การเริ่มต้นตอนแรก ๆ ที่เรียกว่าศึกสิบทัพและยกระดับการชุมนุมเข้าสู่ปฏิบัติการที่ประสานการเคลื่อนไหวของแก้วสามประการอย่างแนบแน่นและเป็นเนื้อเดียวกัน
รัฐบาลได้ใช้กลไกอำนาจรัฐและจำนวนคนครั้งใหญ่ที่สุดหลังจากเสร็จสิ้นยุคสงคราม คือมีการใช้กำลังประมาณ 1 แสนคน ด้วยงบประมาณวันละกว่า 100 ล้านบาท
การชุมนุมได้สิ้นสุดลงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ภายใต้วาทะกรรมใหม่ที่เป็นมายาภาพทางการเมือง 2 คำ คือ การขอคืนพื้นที่ และการกระชับพื้นที่ ที่มีเนื้อหาจริง ๆ คือกระบวนการกดดันให้มีการยุติการชุมนุมนั่นเอง
มีการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงและเพิ่มเป็นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ที่เหลืออีกขั้นเดียวก็จะเป็นขั้นการประกาศใช้กฎอัยการศึก
แต่แล้วก็ไม่สามารถหยุดยั้งภารกิจที่ได้มีการประกาศก่อนหน้านั้นได้ มีการระเบิดบ้านเผาเมืองจนกรุงเทพมหานครเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นมูลค่าความเสียหายที่เป็นตัวเงินประมาณ 150,000 ล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายที่เป็นผลกระทบอีกสุดคณานับ
ประชาชนและเจ้าหน้าที่ตายร่วมร้อย เจ็บร่วม 2,000 คน มีปฏิบัติการต่อสู้กันด้วยกำลังอาวุธของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้ทหารเป็นหลัก กับกองกำลังอาวุธซึ่งเป็นแก้วดวงที่สาม มีการใช้อาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมากและในพื้นที่กว้างขวางที่สุดในกรุงเทพมหานคร เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับแต่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เช่นเดียวกัน
การชุมนุมได้สิ้นสุดลงไปแล้วประหนึ่งว่าละครฉากเผากรุงเทพฯ ได้ปิดฉากลงไปตอนหนึ่ง แต่มิได้หมายความว่าละครอันเป็นมหากาพย์นั้นจะจบลงอย่างสิ้นเชิง ถึงกระนั้นก็อาจประเมินผลที่เกิดขึ้นได้ดังต่อไปนี้
ประการแรก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และทีมงานจำนวนหนึ่งถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายและข้อหาอื่นๆ อีก มีผู้เกี่ยวข้องถูกออกหมายจับเพื่อดำเนินคดีอาญาร่วม 400 คนแล้ว เป็นสถานะใหม่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังจากพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
ประการที่สอง ด้วยฐานะผู้ต้องหมายจับในข้อหาก่อการร้าย จึงทำให้ปัญหาฐานะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวพ้นจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ ไปสู่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนานาชาติ ที่เป็นภาคีสนธิสัญญาต้านการต่อการร้ายของสหประชาชาติ ซึ่งมีสมาชิก 197 ประเทศ เป็นผลให้พื้นโลกอันกว้างใหญ่ถูกจำกัดให้แคบลงเหลือพื้นที่ที่พอจะเดินทางไปไหนมาไหนได้ประมาณ 10 ประเทศเท่านั้น และล่อแหลมต่ออันตรายหลากหลาย ไม่ว่าการลอบสังหาร การถูกจับเรียกค่าไถ่ หรือการถูกตำรวจสากลจับกุมนำส่งประเทศไทย
ประการที่สาม เพราะการล้มตายและบาดเจ็บ ตลอดจนความสูญเสียสุดคณานับที่เกิดขึ้นได้ก่อให้เกิดความเคียดแค้นชิงชังชนิดที่ยากที่จะลืมเลือนลบล้าง กระทั่งกลายเป็นความอาฆาตพยาบาทจ้องจองล้างจองผลาญ
จ้องจองล้างจองผลาญกับผู้คนในรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องและจ้องจองล้างจองผลาญกับครอบครัว ตลอดจนวงศาคณาญาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระทั่งอาจทำให้ผู้คนในครอบครัวและวงศาคณาญาติไม่สามารถใช้ชีวิตปกติในประเทศไทยได้อีกต่อไป
ประการที่สี่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นคิดเป็นตัวเงินมหาศาลนัก และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ตลอดจนความเชื่อมั่นของประเทศและทุกสถาบันในประเทศอย่างลึกซึ้ง เปิดช่องให้ชาติต่าง ๆ ที่หวังผลประโยชน์จากประเทศไทยเข้ามายุ่มย่ามแทรกแซงหมายครอบงำและแบ่งแยกประเทศไทยอย่างน้อยก็เพื่อยึดครองผลประโยชน์ของชาติเป็นประโยชน์ของตน นับเป็นมหันตภัยร้ายแรงของประเทศชาติ
ประการที่ห้า ธุรกิจ เศรษฐกิจ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง กิจการต้องพินาศย่อยยับนับหมื่นราย คนทำงานตกงาน และได้รับผลกระทบกว่า 50,000 คน ตกเป็นภาระแก่รัฐที่ต้องจัดการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายนั้นเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 150,000 ล้านบาท
ประการที่หก ได้แสดงและทำลายความเชื่อถือต่อสถาบันตำรวจจนยับเยินที่สุด นับแต่มีตำรวจขึ้นในประเทศไทย และก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในชาติอย่างกว้างขวางไม่ว่าภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ซึ่งแม้ตั้งใจจะเยียวยาแก้ไขก็ต้องใช้เวลาอีกยาวนาน
เพียงหกประการดังที่ได้แสดงมานี้ คือผลกระทบและความเสียหายมหาศาลที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา แต่มันก็เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศไม่ปรารถนา ไม่ต้องการ และเคียดแค้นชิงชังที่มันเกิดขึ้น
แต่มันก็เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่มีการกล่าวขวัญ มีการบอกกล่าว มีการตักเตือน มีการอ้อนวอนร้องขอจากทั่วทุกสารทิศ แต่ผู้เกี่ยวข้องหลักหาได้สนใจรับฟังหรือเห็นอกเห็นใจหรือใส่ใจที่จะป้องกันแก้ไขแต่ประการใด
พวกหนึ่งก็ตั้งหน้าแย่งชิงอำนาจ แม้จะต้องเผาบ้านระเบิดเมืองจนพินาศย่อยยับ อีกพวกหนึ่งก็ตั้งหน้ารักษาอำนาจและไม่สนใจไยดีว่าจะมีการระเบิดบ้านเผาเมืองจนพินาศย่อยยับ มิหนำซ้ำยังฉวยโอกาสที่ผู้คนสนใจกับวิกฤตของบ้านเมือง ทำมาหากินและแสวงหาผลประโยชน์บนความพินาศย่อยยับของบ้านเมืองนั้น
วันนี้วิกฤตใหญ่เพิ่งจบฉากหนึ่งลงไป แต่ฉากใหม่ก็ส่อเค้าว่าจะเกิดอีกแล้ว วิกฤตอันเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติในวันนี้จึงเป็นอันพ้นวิสัยที่จะพึ่งพาอาศัยพรรคการเมืองหรือนักการเมืองใด ๆ อีกต่อไปแล้ว
หากพระสยามเทวาธิราชมีจริง ก็มีแต่ต้องดลบันดาลใจให้คนไทยทั้งประเทศสามัคคีสมานฉันท์ร่วมกับกองทัพซึ่งเป็นหลักค้ำจุนประเทศชาติและราชบัลลังก์ เข้ารับภาระและผลักดันในการฟื้นฟูชาติและนำความสงบสุขอย่างถาวรกลับคืนมาสู่แผ่นดินนี้อีกครั้งหนึ่ง.
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2553
|