|
บทความพิเศษ
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันจันทร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๓๐ น. |
|
แม้ว่าท่านเจ้าคุณพุทธทาสจะปฏิญาณว่าจะไม่กระทำอิทธิฤทธิ์อีก และมุ่งเน้นประกาศพระศาสนามาตลอดชีวิต แต่บางครั้งก็ดูเหมือนว่ามีการใช้อิทธิฤทธิ์อย่างเงียบ ๆ แต่ไม่ใช่กระทำในลักษณะอวดอ้างให้ปรากฏต่อภายนอก
เนื่องจากปีหนึ่งท่านเจ้าคุณอาพาธ และได้รักษาอาพาธด้วยยาสมุนไพร แต่มีตัวยาบางอย่างที่ไม่สามารถหาได้ในพื้นที่ภาคใต้และมีอยู่เฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานแถว ๆ ย่านวัดหนองป่าพง อันเป็นสำนักของหลวงพ่อชา หรือหลวงปู่ชา พระอริยสงฆ์สายป่าที่มีนามกระฉ่อนและมีสานุศิษย์ชาวต่างประเทศมากมาย
ในเวลานั้นไม่ได้มีโทรศัพท์ ไม่ได้มีเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์ที่พระมหาเถระทั้งสองรูปนี้จะติดต่อสื่อสารถึงกันได้เลย แต่ในภาวะที่ต้องการตัวยาสำคัญนั้นก็มีลูกศิษย์ของหลวงปู่ชานำตัวยานั้นจากภาคอีสานลงไปมอบให้ที่สวนโมกข์เป็นที่อัศจรรย์
เหตุการณ์ในครั้งนั้นว่ากันว่าพระมหาเถระทั้งสองรูปนี้ได้ติดต่อถึงกันโดยทางจิต หรือที่เรียกกันเป็นปัจจุบันสมัยว่าโทรจิต ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องลี้ลับอะไรแล้ว เพราะมีข่าวคราวให้เป็นที่รู้กันบ่อยครั้งว่าพระมหาเถระในปัจจุบันนี้ที่สามารถกระทำได้ก็มีอยู่หลายรูป
นานมาแล้วเคยเขียนเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เมื่อครั้งยังเป็นที่พระศาสนโสภณติดต่อนิมนต์พระมหาเถระสายป่าในภาคอีสานมาทำการพิธีสงฆ์เป็นการส่วนพระองค์
ในกาลครั้งนั้นอาจเป็นไปได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังไม่สามารถกระทำได้ด้วยพระองค์เอง แต่ในกาลบัดนี้นั้นต่างกัน เรื่องราวเกี่ยวกับการสนทนาธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระมหาเถระบางรูปก็มีปรากฏเป็นข่าวให้ได้รู้ได้ยินกันเนือง ๆ
ท่านเจ้าคุณประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์เนิ่นนานปีแล้ว ก็ได้ปฏิญาณตนเป็นพุทธทาสและประกาศพระธรรมวินัยที่พระตถาคตเจ้าทรงแสดง ทรงบัญญัติไว้แก่ชาวโลก
แรกเริ่มปฐมบทนั้นเหตุมีมาแต่อาราธนาของท่านเจ้าคุณพระยานิติศาสตร์ไพศาล ซึ่งดูแลรับผิดชอบการศึกษาอบรมของกระทรวงยุติธรรมและมีบทบาทสำคัญในองค์กรพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ได้อาราธนาท่านเจ้าคุณขึ้นมาเทศนาที่กรุงเทพฯ
ท่านเจ้าคุณไม่ได้เทศนาตามแบบอย่างที่พระเทศน์กันอยู่ แต่ได้ใช้รูปแบบการแสดงปาฐกถาธรรมเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เป็นข่าวฮือฮาไปทั่วทั้งประเทศ
ที่ฮือฮายิ่งกว่านั้นก็คือบทแสดงธรรมอันโด่งดังโดดเด่นที่กล่าวได้ว่าช็อควงการพระศาสนาอย่างถึงรากถึงโคน
ท่านเจ้าคุณได้ปาฐกถาธรรมในเรื่องวิถีแห่งพุทธธรรม และตามมาด้วยปาฐกถาธรรมอีกบทหนึ่งเรื่องภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม เนื้อความโดยสรุปก็คือสอนให้ถอนความยึดมั่นถือมั่นในตัวกู ของกู ไม่ติดยึดในสิ่งไร ๆ ไม่ว่าบาปบุญคุณโทษ หรือพระพุทธรูปบูชา
เท่านั้นแหละฝ่ายปฏิปักษ์ของพระศาสนาก็ได้ช่อง โหมประโคมโจมตีท่านเจ้าคุณว่าอบรมสั่งสอนนอกทางพระพุทธศาสนา กระทั่งกล่าวหาว่าท่านเจ้าคุณเป็นคอมมิวนิสต์
กระแสการกล่าวหาอึกทึกครึกโครม จนชาวพุทธบางส่วนก็เกิดความหวั่นไหว แต่คนไทยบางกลุ่มกลับมองจ้องด้วยสายตาเป็นมัน หมายจะเอาท่านเจ้าคุณเป็นพวกเพื่อช่วยเหลือประกาศลัทธิที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกำลังเคลื่อนไหวต่อสู้ด้วยสงครามกลางเมืองและสงครามจรยุทธ์ รู้ว่าท่านเจ้าคุณมีผู้คนเลื่อมใสศรัทธา มีปฏิปทาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จึงหวังจะกล่อมเกลาบังคับให้ท่านเจ้าคุณเข้าเป็นพวก เพื่อช่วยประกาศลัทธิคอมมิวนิสต์
วันหนึ่งกองทหารปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยก็ได้ยกพวกกันไปที่สวนโมกข์ราวตีสอง หมายจะจัดการกับท่านเจ้าคุณตามความประสงค์แห่งตน แต่ไปถึงก็ต้องตะลึงงันเพราะท่านเจ้าคุณออกมายืนรออยู่ก่อนแล้ว และกล่าวทักทายว่าท่านมารอสหายอยู่ชั่วยามหนึ่งแล้ว
ท่านเจ้าคุณเอ่ยถามขึ้นก่อนว่า ที่จะให้ท่านไปช่วยสอนนั้นจะสามารถช่วยเหลือให้คนไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายได้หรือไม่ คนพวกนั้นก็บอกว่าไม่ได้
ท่านเจ้าคุณก็ถามต่อว่า เป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะทำให้คนหมดความโลภ ความโกรธ และความหลงได้หรือไม่ คนพวกนั้นก็บอกว่าไม่ได้
ท่านเจ้าคุณถามต่อว่า เป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะทำให้คนไม่เบียดเบียนกัน ไม่เข่นฆ่าประหัตประหารกัน ไม่ลักทรัพย์ ไม่เมามาย ไม่ผิดลูกผิดเมียกันได้หรือไม่ คนพวกนั้นก็บอกว่าไม่ได้
ท่านเจ้าคุณถามอีกว่า เป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะทำให้หมดความทุกข์ หมดความหดหู่เหี่ยวแห้งใจ หมดความอาฆาตพยาบาทต่อกันได้หรือไม่ พวกนั้นก็บอกว่าไม่ได้
ท่านเจ้าคุณจึงบอกว่า ได้ปฏิญาณตนเป็นพุทธทาสเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ อุดมการณ์ของอาตมาจึงเป็นอุดมการณ์เพื่อรับใช้ประชาชน ส่วนอุดมการณ์ของพวกท่านก็มีอุดมการณ์ว่าจะรับใช้ประชาชน เราต่างก็มีอุดมการณ์อย่างเดียวกัน เพียงแต่วิธีแตกต่างกันใช่หรือไม่ คนพวกนั้นก็ตอบว่าเป็นอย่างนั้น
ท่านเจ้าคุณก็ถามอีกว่า เมื่อต่างก็มีอุดมการณ์เพื่อรับใช้ประชาชนเหมือนกัน แตกต่างกันก็แต่วิธีการ พวกท่านจะให้อาตมาใช้วิธีการแบบของอาตมาหรือแบบของท่าน
คนพวกนั้นก็บอกว่า คอมมิวนิสต์มีอุดมการณ์เพื่อรับใช้ประชาชน แต่วิธีการของท่านเจ้าคุณให้ผลมากกว่า ก็ขอให้ท่านเจ้าคุณใช้วิธีของท่านต่อไป
มาถึงตอนนี้ท่านเจ้าคุณก็บอกว่าอุดมการณ์ไหน ๆ แม้อุดมการณ์ประชาธิปไตยก็ต้องรับใช้ประชาชน ต้องถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่
ท่านเจ้าคุณได้ยืนยันว่าประชาชนมีกิเลส และบ้าบอก็มีมาก ถ้าหากถือประชาชนเป็นใหญ่และประชาชนเหล่านั้นบ้าบอคอแตกก็จะทำฉิบหายวายวอดหมด ซึ่งเนื้อความตอนนี้ท่านเจ้าคุณก็เคยพูดกับคณะของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในกาลต่อมาด้วย ดังที่มีปรากฏเป็นแผ่นซีดีและหนังสือให้ได้รู้ทั่วกันแล้ว
ท่านเจ้าคุณได้อรรถาธิบายในกาลต่อมาว่า สิทธิเสรีภาพก็มีทั้งดีและไม่ดี คือมีทั้งฝ่ายสัมมาและฝ่ายมิจฉา นั่นคือสิทธิเสรีภาพที่รับใช้ประเทศชาติ รับใช้ประชาชนเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสิทธิเสรีภาพที่เป็นสัมมา แต่สิทธิเสรีภาพในการทำลายชาติบ้านเมือง ซึ่งถ้าเป็นปัจจุบันนี้ก็ย่อมหมายความรวมถึงสิทธิเสรีภาพในการป่วนเมือง ในการสร้างความแตกแยกแตกสามัคคีและในการเผาบ้านเผาเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพแบบมิจฉา
ท่านเจ้าคุณได้พร่ำสอนเป็นอันมากว่า การปกครองไม่ว่าในระบบไหน ๆ หากไม่ถือธรรมเป็นใหญ่ ไม่เคารพธรรมและไม่เป็นธรรมแล้ว การปกครองนั้น ๆ ก็ใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับความสามัคคีหรือความสมานฉันท์หรือการปรองดอง หากไม่ตั้งอยู่ในธรรม ไม่เป็นไปโดยธรรมแล้ว ล้วนใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น
เพราะในหมู่โจรก็มีความสามัคคี มีความสมานฉันท์และมีการปรองดองกัน หรือในหมู่บัณฑิต ในหมู่สัตบุรุษก็มีความสามัคคี มีความสมานฉันท์ มีความปรองดองกัน แต่เนื้อหาและผลต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ความสามัคคี ความสมานฉันท์ ความปรองดองในหมู่โจรย่อมเป็นไปเพื่อการเบียดเบียน แต่ในหมู่บัณฑิต ในหมู่สัตบุรุษย่อมเป็นไปเพื่อความสงบร่มเย็น
คำสอนเหล่านี้เมื่อถึงเวลาบัดนี้ก็ยังทันสมัย และจะสามารถขีดเส้นแบ่งได้ชัดเจนว่าอย่างไหนเป็นฝ่ายสัมมา อย่างไหนเป็นฝ่ายมิจฉา และสามารถท้าทายต่อความรู้ ความคิดเห็นของบรรดานักวิชากลวงได้อย่างสง่างาม
ซึ่งจะให้มีความสามัคคี มีความสมานฉันท์ มีความปรองดองระหว่างธรรมกับอธรรม ระหว่างดีกับชั่ว ระหว่างผิดกับถูกนั้น ไม่มีทางปรองดองกันได้ มีแต่ต้องแสดงความถูกต้อง แสดงความถูกผิดให้กระจ่างแก่ใจคนเท่านั้น จึงจะสามารถแก้ปัญหาได้
ระบอบประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน ในวันนี้สำนักวิจัยสำคัญของสหรัฐก็ได้แฉโพยกันเองแล้วว่า ไม่เหมาะสมกับประเทศในเอเซียและในประเทศไทย เพราะมิได้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท มิได้คำนึงถึงการซื้อเสียงและการใช้อำนาจอิทธิพล ตลอดจนการคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นด้านหลักที่ปกคลุมประเทศในเอเซียอยู่
สำนักวิจัยนี้จึงได้ชี้ว่า ประเทศในเอเซียจึงพากันปฏิเสธประชาธิปไตยแบบที่สหรัฐต้องการให้เป็นแทบจะสิ้นเชิงแล้ว แม้กระทั่งคนซึ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ชนิดหัวเด็ดตีนขาดก็ปฏิเสธประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นแล้ว
ท่านเจ้าคุณพุทธทาสจึงได้นำเสนอระบอบการปกครองที่เรียกว่าธรรมาธิปไตย คือการปกครองที่ถือเอาธรรมเป็นใหญ่และผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เป็นวัฏฏะอยู่ระหว่างการรัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง การคอร์รัปชั่น และการรัฐประหาร ดังที่เป็นอยู่ตลอด 78 ปี ที่ผ่านมาของประเทศไทย.
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553
|