84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านเห็นว่าควรขายหุ้น ปตท. และการบินไทย ให้เป็นเอกชนหรือไม่?
 
ป้ายโฆษณา
ดับไฟในได้ก็ไม่ต้องไปดับไฟนอก พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑:๐๘ น.
|


            ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ดูเหมือนว่าจะมีแรงกดดันจากต่างประเทศมากมาย จนรัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข 

            ด้านหนึ่งต้องคอยแก้ข่าวต่าง ๆ ในทางอัปมงคลนานาชนิด ที่ถาโถมเข้ามาประดุจว่ามีมนต์สั่งให้เกิดขึ้น 

            อีกด้านหนึ่งต้องคอยทำความเข้าใจกับองค์กรสหประชาชาติและนานาชาติที่มีทีท่าว่าจะวุ่นวายแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยมากขึ้นทุกที 

            ในขณะเดียวกันนั้นก็มีการเผาบ้านระเบิดเมืองกันอึกทึกครึกโครม ทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด จนควันไฟและเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่ว ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้เลย 

            ไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบ ไม่มีใครคิดอ่านป้องกันแก้ไขหรือหยุดยั้งเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นมา ที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะเกิดขึ้นต่อไปเลย มีก็แต่การโต้วาทีตีฝีปากแก้ตัวกันจ้าละหวั่น 

            อันไหนแก้ตัวไม่ได้เพราะฝืนกับความจริงมากนักก็รับสารภาพเสียทีหนึ่งว่านึกไม่ถึง หรือคาดไม่ถึง หรือว่าประเมินต่ำไป 

            เป็นคำแก้ตัวที่ใช้ไม่ได้ทุกสถาน เพราะถ้านึกไม่ถึง หรือคาดไม่ถึง หรือประเมินต่ำไปก็แสดงว่าไม่มีความสามารถหรือไว้วางใจให้ดูแลรักษาบ้านเมือง คุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินและประชาชนไม่ได้ ถ้าเป็นประการนี้อยู่ไปก็รังแต่จะเป็นพิษภัยต่อบ้านเมือง 

            หรือถ้านึกถึงอยู่ก่อนแล้ว คาดไว้ก่อนแล้ว หรือประเมินถูกต้องแล้ว ดังที่ปรากฏเป็นวาทะกรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากถูกเยาะเย้ยมาหลายครั้งหลายหนว่าคาดไว้แล้ว ก็ยิ่งไปกันใหญ่ 

            เพราะถ้าเป็นประการนี้ก็แสดงว่าไม่มีฝีไม้ลายมือและไร้ความสามารถในการระงับดับเหตุร้ายไม่ให้เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีความสามารถที่จะหยุดยั้งบรรเทา 

            แต่ไม่ว่าจะแก้ตัวกันแบบไหน กรุงเทพฯ ก็ถูกเผาไปแล้วเกือบ 40 จุด มีความเสียหายเกิดขึ้นหลายหมื่นล้านบาท ไม่รวมความเสียหายทางเศรษฐกิจและผลกระทบอื่น และยังไม่รวมการเผาสถานที่ราชการในต่างจังหวัดอีกนับสิบจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน 

            เหตุที่การเป็นไปถึงเพียงนี้ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ ก็เกิดขึ้น แต่ปรากฏเค้าให้เห็นมาอย่างน้อย 2 ปีแล้ว และตลอด 2 ปีมานี้ก็มีคนพูดถึง มีการตักเตือน มีการตะโกนใส่ กระทั่งกระชากหน้าว่ากันตรง ๆ ว่าถ้ามัวจะทำตัวแบบนกกระจอกเทศที่เอาหัวซุกทรายแล้วบอกว่าไม่เห็นเสือแล้ว ในที่สุดคงถึงกาลสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน เป็นแน่แท้ 

            แต่ก็ไม่มีใครสนใจ มิหนำซ้ำคนพูด คนเตือน ในเรื่องเหล่านี้กลับถูกกล่าวหาว่าร้ายป้ายสีจนเสียผู้เสียคนไปก็มีเป็นอันมาก 

            เหลือแต่พวกเดียวเท่านั้นที่ยังเชิดหน้าชูคอฉกฉวยโอกาสร่ำไปคือพวกนักสันติวิธีและพวกนักวิชากลวง ที่ทำตัวเป็นตาอยู่จนบ้านเมืองพินาศถึงเพียงนี้ 

            แต่ทว่าการทำกรรมนั้นย่อมมีวิบากกรรมเสมอ วันนี้หัวโจกนักสันติวิธีก็ถูกเปิดโปงจนล่อนจ้อน 

            ถูกเปิดโปงว่าแท้จริงไม่ใช่ชาวพุทธ แต่ไปลากเอาวัดปทุมวนารามมาเป็นแหล่งซ่องสุมพักพิงของกลุ่มป่วนเมือง และกองกำลังอาวุธ จนเป็นที่ซ่องสุมอาวุธจำนวนมหาศาล ดังที่ ศอฉ. ได้ประกาศผลการตรวจอาวุธให้ได้รู้กันทั่วไปแล้ว 

            เขตอภัยทานที่อ้างกันกลายเป็นเขตหลังของสงคราม และในที่สุดก็หวุดหวิดที่จะเกิดระเบิดทำลายทั้งวัด และฆ่าผู้คนที่เข้าไปอยู่ในนั้นทั้งหมด ซึ่งนับว่าเป็นความคิดที่อำมหิตแท้ ๆ 

            แต่บ้านเมืองศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราชมีจริง ฝ่ายทหารได้รู้เท่าทันแผนการจึงไม่ส่งกำลังเข้าไปในวัด ไม่เปิดช่องให้ระเบิดทำลายวัดและฆ่าคน แล้วโยนผิดให้กับทหารดังที่เตรียมการกันไว้ 

            แม้กระนั้นบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจที่เผอิญไปล่วงรู้ความจริงเข้าก็ถูกฆ่าปิดปากไปหลายคน ซึ่งผลการชันสูตรของหน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์ก็ได้ยืนยันแล้วว่าเป็นการสังหารโหดกันในวัดนั่นเอง 

            วันนี้คำถามดัง ๆ ถึงหัวโจกนักสันติวิธีที่ลากเอาวัดเข้ามาจนหวิดจะกลายเป็นแดนฆ่าคนว่าจะรับผิดชอบอะไรบ้าง และมีวาระซ่อนเร้นสมรู้ร่วมคิดกันหรือไม่อย่างไร 

            ลองนึกดูเถิด ถ้ามีการจุดชนวนระเบิดจนพระอุโบสถและกุฏิวิหารต่าง ๆ ตลอดจนผู้คนที่เข้าไปอยู่ข้างในวัด ไม่ว่าพระสงฆ์ในวัดหรือฆราวาสที่เข้าไปโดยเข้าใจว่าเป็นเขตอภัยทานจะล้มหายตายจากพินาศเพียงไหน 

            แล้วฝ่ายทหารจะไม่ต้องแก้ตัวกันโดยยากลำบากนักหนาดอกหรือ? ทั้งรัฐบาล ทั้งกองทัพ ก็จะพากันยับเยินไปด้วยกัน ในขณะที่จิตใจชาวพุทธก็จะหดหู่สลายไป เพราะจิตใจอำมหิตของหัวโจกนักสันติวิธีคนนอกศาสนาคนเดียวนี้ 

            ควันไฟและเสียงระเบิดแม้จะจางลงบ้าง แต่การกวาดเก็บและตรวจสอบวัตถุระเบิด ตลอดจนอันตรายต่าง ๆ จากซากปรักหักพังและกลุ่มคนที่จ้องทำลายเจ้าหน้าที่ก็ยังดำรงอยู่ เป็นเหตุให้การกวาดเก็บและตรวจสอบต้องดำเนินไปอย่างช้า ๆ 

            นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก็เล็งการดีอย่างน่าใจหาย จู่ ๆ ก็มาประกาศว่าบ้านเมืองสงบมากแล้ว ต่อไปนี้จะเดินหน้าแผนปรองดองและฟื้นฟูจิตใจ 

            ใครได้ยินได้ฟังก็พากันตกใจ เพราะคงคาดไม่ถึงอีกแล้วกระมังว่า ณ เวลาบัดนี้กองกำลังอาวุธที่ปฏิบัติการอยู่และที่ยังไม่ได้เข้ามาปฏิบัติการก็ยังไม่ได้หายไปไหน และจะมาปฏิบัติการใหม่เมื่อใดก็ยังไม่รู้ 

            ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์มหาศาลที่ตรวจพบก็ยังไม่รู้ว่ามีแหล่งที่มาจากไหน จึงมากมายมหาศาลปานฉะนี้ และกระบวนการที่จะนำพาอาวุธขนาดที่พอแก่การใช้ได้ของกองทัพภาคเข้ามาในที่ชุมนุมได้อย่างไรก็ไม่มีใครรู้ 

            ไม่รู้ไม่เป็นไร แต่ถ้าทำตัวเป็นนกกระจอกเทศ เอาหัวซุกทรายเสียเฉย ๆ อันตรายทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่พ้นที่จะตกแก่บ้านเมืองและประชาชนต่อไปอีก 

            ที่สำคัญคือ อาวุธที่ตรวจพบแล้วกับที่ยังไม่ตรวจพบก็ไม่รู้ว่าอย่างไหนจะมีมากกว่ากัน และการจัดเตรียมอาวุธมากมายมหาศาลเช่นนี้มันบอกอะไรเล่า? 

            เพราะแม้อาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านั้นพูดไม่ได้ แต่มันก็บอกความหมายได้ว่าอาวุธนั้นมีสำหรับให้คนใช้ อาวุธมีเท่าใดก็บ่งบอกว่ามีคนอยู่เท่านั้นเป็นอย่างน้อย ดังนั้นปริมาณของอาวุธที่พบแล้วกับที่ยังไม่พบ เมื่อนับย้อนไปเป็นจำนวนคนที่ใช้อาวุธก็น่าตื่นตระหนกตกใจสักเพียงไหน 

            อย่างนี้หรือที่จะพูดได้ว่าบ้านเมืองสงบมากแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่เล็งการดีจนเป็นที่มาแห่งความประมาทและจะพาชาติไปพินาศวายวอดดอกหรือ? เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมันก็พินาศย่อยยับมากพอชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยนับแต่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 

            ดังนั้นบ้านเมืองจะสงบหรือสงบมากแล้วนั้นจึงไม่ใช่ฐานะที่เป็นจริงหรือเป็นไปได้เลย และเพราะความเป็นไปไม่ได้นี่เอง จึงส่งผลต่อการเคลื่อนไหวในต่างประเทศด้วย 

            เพราะอำนาจต่อรองแท้จริงของคนที่อยู่ต่างประเทศนั้นไม่ได้อยู่ที่ล็อบบี้ยิสต์หรืออยู่ที่การใช้สื่อต่างประเทศ ที่จะโหมกระหน่ำซ้ำเติมประเทศไทยและคนไทยแต่อย่างใด 

            อำนาจต่อรองแท้จริงนั้นอยู่ที่ความสงบเรียบร้อย ความเป็นปกติสุขและความมีเสถียรภาพในบ้านเมืองต่างหาก 

            ถ้าบ้านเมืองได้รับการดูแลแก้ไขให้กลับสู่ความสงบเรียบร้อยเป็นปกติสุขและมีเสถียรภาพ สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างศักดิ์สิทธิ์ สมเป็นประเทศนิติรัฐที่มีความเป็นนิติธรรม คนที่อยู่ต่างประเทศก็ไม่มีทางที่จะมีอำนาจต่อรองอะไรได้เลย 

            แต่ที่ยังเคลื่อนไหวและเพิ่มอำนาจต่อรองอยู่ได้ก็เพราะสามารถทำการจนกระทั่งเกิดความไม่สงบเรียบร้อย ไม่เป็นปกติสุข จนกระทั่งทำให้ประเทศไทยกำลังกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว 

            อำนาจต่อรองของรัฐบาลก็อยู่ที่ตรงนี้เช่นเดียวกัน เพราะถ้าจัดการบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยเป็นปกติสุขและมีเสถียรภาพแล้ว สหประชาชาติหรือชาติไหน ๆ ก็ไม่มีทางเข้ามาแทรกแซงครอบงำประเทศไทยได้ 

            ดังนั้นจึงต้องวางจุดหนักอยู่ที่การจัดการให้บ้านเมืองเรียบร้อยเป็นปกติสุขและมีเสถียรภาพ ไม่ได้อยู่ที่โวหารโต้วาทีหรือตีฝีปากหรือล็อบบี้ยิสต์แต่ประการใด 

            แต่ดูไปแล้วประเทศไทยคงยังไม่สิ้นเวรกรรม เพราะควันไฟ เสียงระเบิดยังไม่ทันสร่าง เสื้อแดงกลุ่ม 24 มิถุนา ก็ประกาศมาชุมนุมที่กรุงเทพฯ กันอีกแล้ว เวรกรรมแท้ ๆ!



หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2553

 

 

 




|

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License