84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านคิดว่าป๋าเปรมควรไปร่วมฉลองความสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำท่วมกับยิ่งลักษณ์หรือไม่?
 
ป้ายโฆษณา
แนะวิธีที่ไม่ต้องปล้นคลังหลวง พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๑๘ น.
|


            หลังจากนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็มีการตั้งที่ปรึกษาหลายสิบคน และในจำนวนนี้ก็มีหลายคนที่เคยเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการขายสินทรัพย์ของชาติ อันเนื่องจากวิกฤต 2540 

            จึงทำให้เป็นที่จับตามองว่าคนเหล่านั้นจะเข้ามาทำอะไรกับบ้านเมืองอีก เพราะเหตุการณ์ ปรส. ที่เอาทรัพย์สมบัติของชาติไปขายเลหลังถูก ๆ ให้ฝรั่งเข้ามาปล้นสดมภ์นักธุรกิจไทยยังเป็นแผลคาใจอยู่ในปัจจุบัน 

            ผู้คนจับตามองกันไม่กี่วัน ก็เริ่มมีข่าวออกลายให้ปรากฏว่ากำลังมีการเตรียมการที่จะออกกฎหมายแก้ไขกฎหมายเงินทุนสำรองเงินตรา พูดง่าย ๆ ว่ารวมบัญชีเกี่ยวกับเงินตราทั้งหมดให้อยู่ในอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง 

            พูดง่าย ๆ ก็คือเอาเงินคลังหลวงทั้งหมดให้มาอยู่ในอำนาจบริหารจัดการที่จะจัดการได้ตามนโยบายของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ต้องอยู่ในภาระที่จะต้องดำรงไว้เพื่อเป็นหลักประกันค่าเงินบาทที่ทุกคนมีถือมีใช้กันอยู่อีกต่อไป 

            เพราะเมื่อรวมบัญชีกันแล้ว ภาระการดำรงกองทุนเงินตราทั้งหมดเพื่อเป็นหลักประกันของค่าเงินบาทก็เป็นอันหมดไป และรัฐบาลรวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยก็สามารถนำเงินไปใช้ได้ตามที่จะกำหนดเป็นนโยบายหรือที่เห็นสมควรต่อไป 

            ถ้าโชคดีมีผลให้การใช้เงินนั้นเป็นประโยชน์งอกเงยก็ดีไป แต่ถ้าโชคร้ายเกิดความฉิบหายขึ้นกับเงินเหล่านั้นแล้ว เงินบาทของไทยก็จะกลายเป็นเงินกงเต็กในทันใดนั้น 

            ดังนั้นพลันที่มีข่าวดังกล่าวเกิดขึ้น เสียงตะโกนก้องก็กระหึ่มไปทั้งเมืองว่า ระวัง ระวัง จะมีคนปล้นคลังหลวงอีกแล้ว! 

            คณะศิษย์หลวงตาพระมหาบัวซึ่งมีฐานะประหนึ่งองครักษ์พิทักษ์คลังหลวง พอทราบข่าวเรื่องนี้ก็ได้แสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน 

            แม้บรรดาผู้ที่เคยติดตามเรื่องนี้มาในอดีต ไม่ว่าในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย หรือรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็พากันคัดค้านและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับรัฐบาล โดยจะไม่แยแสต่อการคุกคามของอำนาจเก่าที่ส่อเค้าว่าจะรุนแรงอีกต่อไป 

            ก็คงเป็นด้วยน้ำใจว่าหากคลังหลวงถูกปล้นเสียแล้ว การดำรงคงอยู่ของประเทศชาติก็ไร้ความหมายอีกต่อไป เมื่อไหน ๆ ก็ไหนๆ แล้ว จึงพร้อมใจกันคัดค้านอย่างเด็ดเดี่ยว 

            ก็ต้องชื่นชมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่รับฟังและสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนความห่วงใยของผู้คนที่ห่วงใยในเรื่องเงินคลังหลวงนี้ จึงได้รีบแสดงท่าทีใหม่ว่าจะไม่แก้กฎหมายรวมเงินทุนสำรองเงินตราทั้ง 3 บัญชีอีกต่อไป 

            นับว่าเป็นการปรับท่าทีใหม่ได้ทันท่วงที ก่อนที่จะเสียรังวัดไปมากกว่านี้ แต่ทว่าเรื่องนี้ก็มีที่ไปที่มาและมีเรื่องที่มีความจำเป็นแฝงอยู่จริงๆ จึงเป็นเหตุให้เกิดความคิดที่จะเอาเงินคลังหลวงไปใช้ 

            และเมื่อมีความคิดจะเอาเงินคลังหลวงไปใช้แล้วก็เลยเถิดคิดรวบเอาเงินคลังหลวงเข้ามาอยู่ในอำนาจใช้สอยของหน่วยงานบางหน่วยเสียทั้งหมดแต่ผู้เดียว โดยไม่แยแสว่าเงินคลังหลวงนี้ไม่ใช่เงินของรัฐบาล ไม่ใช่เงินของกระทรวงการคลัง และไม่ใช่เงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาไปใช้ฟรี ๆ ตามอำเภอใจหรือตามใจชอบ 

            เพราะมันเป็นเงินของประชาชนและของประเทศไทยทั้งประเทศ เป็นเงินที่ต้องดำรงและสำรองไว้เพื่อเป็นหลักประกันให้กระดาษและโลหะที่ได้ชื่อว่าเป็นธนบัตรและเหรียญกษาปณ์มีมูลค่าและราคาที่ตราไว้ หากไม่มีหลักประกันนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่าธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ก็จะกลายเป็นเงินกงเต็กสำหรับเซ่นไหว้ผีไปในทันที 

            อะไรที่คิดมากทำมากเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น ดังนั้นอะไรที่เป็นเหตุให้เกิดความคิดเช่นนี้และความพอดีอยู่ที่ไหน จะแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันสักครั้งหนึ่ง 

            ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยมีความร้อนใจในภาระหนักที่เกิดจากความฉิบหายครั้งใหญ่ในการแก้วิกฤตทางเศรษฐกิจปี 2540 

            เป็นผลจากการยึดเอาทรัพย์สมบัติของธนาคารและสถาบันการเงินกว่า 50 แห่ง โดยรัฐบาลกู้เงินมาชำระหนี้เงินฝากแทนสถาบันการเงินเหล่านั้น แล้วรับเอาสินทรัพย์มูลค่าเท่ากันมาบริหารจัดการ 

            แต่เพราะมีการขายชาติ โกงชาติ ขายทรัพย์สินเหล่านั้นไปให้กับต่างชาติในราคาถูก ๆ ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นเป็นมูลค่าประมาณ 1,400,000 ล้านบาท 

            ก็ต้องบอกก่อนว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขเก่า แต่ก็ไม่ไกลจากตัวเลขละเอียดเท่าใดนัก บรรดาแม่ยกทั้งหลายอย่าได้ถือเอาตัวเลขเหล่านี้มาโจมตีบิดเบือนว่าร้ายกันเลย ขอให้ดูเนื้อหาสาระจะดีกว่า 

            เพราะความเสียหายมีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย จึงเป็นภาระที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท นับถึงวันนี้ก็จ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินที่กู้มาซื้อสินทรัพย์และในการแก้ไขสภาพคล่องในช่วงนั้นไปแล้วกว่า 600,000 ล้านบาท และจะยังเป็นภาระต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด 

            เพราะทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยไม่สามารถหาสินทรัพย์หรือเงินมาชำระเงินต้นได้ เอากันแค่ชำระดอกเบี้ยแต่ละปีก็ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินจนเป็นภาระหนักของชาติที่ตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ 

            การขายทรัพย์สินรวมทั้งหุ้นธนาคารหลายแห่งก็ยังมีลักษณะฉ้อฉล เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องเรื่อยมา จึงทำให้มูลค่าหนี้สินไม่ลดน้อยถอยลงแต่ประการใด เงินที่ได้มาจากการขายสินทรัพย์ถูกใช้ไปในเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย 

            นี่คือความอัปยศและเป็นพยานหลักฐานของความผิดพลาดล้มเหลวทั้งด้านนโยบายและการบริหารจัดการในเรื่องหนี้สินรายนี้ ที่ต้องถือว่าเป็นภาระหนักที่สุดของชาติรายการหนึ่ง 

            นี่คือต้นเหตุและที่มาของรากความคิดของผู้คนในกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะต้องหาเงินมาชำระหนี้ประมาณ 1,400,000 ล้านบาทนี้ให้จงได้ 

            ดังนั้นนับตั้งแต่รัฐบาลนายชวน หลีกภัย เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ แม้ถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขบวนการดังกล่าวนั้นก็พยายามแสวงหาจังหวะและโอกาสที่จะแสวงหาเงินมาล้างหนี้สินจำนวนประมาณ 1,400,000 ล้านบาทนี้ให้จงได้ 

            และวิธีคิดก็มีอยู่รูปแบบเดียวตลอดมา คือต้องการล้วงเอาเงินในคลังหลวงทั้งหมดมาไว้ในอำนาจของตนเองเสียก่อน และเมื่อเงินคลังหลวงทั้งหมดมาอยู่ในอำนาจตนเองแล้วก็ค่อย ๆ ยักย้ายถ่ายไปชำระหนี้ประมาณ 1,400,000 ล้านบาทนั้น 

            โดยอ้างเหตุผลเช่นเดียวกันตลอดมาว่าเงินคลังหลวงมีมากเกินไป ไม่ได้ประโยชน์ ควรจะเอาไปแสวงหาประโยชน์หรือเอาไปลงทุนหรือเอาไปชำระหนี้สิน 

            แต่ที่คนเหล่านี้ไม่ยอมพูดความจริงกับประชาชนก็คือ เงินคลังหลวงทั้งหมดนั้นไม่ใช่เงินของรัฐบาล ไม่ใช่ของกระทรวงการคลัง และไม่ใช่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่มีใครมีสิทธิ์หรือมีอำนาจที่จะเอาไปใช้ได้ 

            เพราะเอาไปใช้เมื่อใดเงินบาทในธนาคารหรือในกระเป๋าของทุกคนก็จะกลายเป็นเศษกระดาษและเป็นเพียงเหรียญโลหะที่ไร้ค่าไปในทันที เพราะตัวหลักประกันของมูลค่าถูกเขาเอาไปใช้เสียแล้ว 

            เงินในคลังหลวงทั้งหมดในขณะนี้มีประมาณ 4-5 ล้านล้านบาท นี่คือเงินบาท คือหลักประกันค่าเงินบาทของคนไทยและของชาติทั้งหมดรวมกัน คนพวกนั้นคิดจะเอาเงินนี้ไปใช้หนี้ 1,400,000 ล้านบาท เพื่อไม่ต้องเสียค่าดอกเบี้ยปีละ 60,000 ล้านบาท แต่กลับจะควักล้วงปล้นเงินคลังหลวงทั้งหมดไปไว้ในอำนาจจัดการเสียเอง มันก็เกินไป 

            ในฐานะคนไทย แม้ว่าเห็นถึงความฉ้อโกง ฉ้อฉล ปล้นชาติและความเสียหายอันเป็นที่มาของภาระหนี้ 1,400,000 ล้านบาท และต้องการเรียกร้องให้หาคนผิดมาลงโทษ แต่ก็เห็นใจที่ภาระดอกเบี้ยปีละ 60,000 ล้านบาทนั้นเป็นภาระของประเทศอย่างหนักหนาสาหัส แต่ซึ่งจะให้เอาเงินคลังหลวงทั้งหมดไปให้คนเหล่านั้นจัดการก็เท่ากับทำลายประเทศไทยและคนไทยทั้งประเทศด้วยเช่นกัน 

            ไม่อาจทำใจได้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อาจวางเฉยได้ เหตุนี้จึงจำใจต้องแนะนำรัฐบาล กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยว่า จะเอาเงินประชาชนและเงินของชาติมาใช้ก็ต้องหยิบยืม ไม่ใช่ฉ้อฉลปล้นชิงเอาดังที่คิดอ่านกันมา ส่วนค่าดอกเบี้ยจะคิดน้อยเท่าใดก็ไม่เป็นไร 

            ดังนั้นจึงบอกกล่าวให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังออกพันธบัตร 1,400,000 ล้านบาท หรือจำนวนเท่ากับที่เป็นหนี้อยู่ กู้เงินจากคลังหลวงมาชำระหนี้เสีย โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.1 ต่อปี และชำระคืนในเวลา 20-50 ปีก็ได้ อย่างนี้ก็ไม่ต้องมีปัญหากันอีกต่อไป.



หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2553

 

 

 




|

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๐๘ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License