|
วันนี้เป็นวันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นวันที่สมัครพรรคพวกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำหนดให้เป็นวันชุมนุมใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีการชุมนุมตั้งท่าอยู่ที่ต่างจังหวัด ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสานด้วย
การชุมนุมครั้งนี้มีลักษณะพิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้มีการประกาศว่าจะเป็นการชุมนุมครั้งสุดท้าย เป็นการชุนนุมขั้นแตกหักเพื่อปิดบัญชีรัฐบาล
จะเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดที่มีประชาชนเข้าร่วม 1 ล้านคน จะมีขบวนรถเข้าร่วม 100,000 คัน โดยคน 1 ล้านคนนั้นจะนำกระป๋องหรือถุงพลาสติกสำหรับมาหาน้ำมันเชื้อเพลิงใส่เอาข้างหน้า เพื่อจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นทะเลเพลิง
นอกจากประกาศอย่างองอาจกล้าหาญเปิดเผยทางโทรทัศน์เช่นนั้นแล้ว ก็ยังประกาศต่อไปอีกว่าการต่อสู้นี้จะเป็นการต่อสู้ของชนชั้นไพร่เพื่อโค่นล้มชนชั้นสูง เพื่อสร้างรัฐไทยใหม่และเพื่อเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมามีอำนาจอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเดิม
ก่อนการชุมนุมใหญ่ ปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้วิดีโอลิ้งค์และโฟนอินเข้ามายังที่ชุมนุมในหลายครั้งหลายหน เรียกร้องให้ประชาชนไปเข้าร่วมชุมนุมกันให้มากที่สุด
มีการให้คำมั่นสัญญาด้วยว่าได้กลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่งก็จะปลดหนี้ปลดสินให้คนไทยภายใน 6 เดือนเท่านั้น จะเรียกว่าเป็นการประกาศนโยบายทั่วไปหากว่าได้กลับมามีอำนาจครั้งใหม่ก็ว่าได้
ดังนั้นการชุมนุมครั้งนี้จึงเป็นการชุมนุมที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวขบวนใหญ่ เช่นเดียวกับการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน ปีที่ผ่านมา และจะต้องเป็นผู้ที่รับผลดีผลร้ายทั้งหลายที่จะบังเกิดขึ้นด้วย
นั่นคือถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองล้มล้างอำนาจรัฐบาลและอำมาตย์หมดสิ้นแล้ว ก็เป็นไปได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมามีอำนาจอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนดังเดิม
แต่ถ้าพ่ายแพ้ศึกครั้งนี้ก็จะทำให้ชะตากรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอาจครอบคลุมไปถึงผู้คนในตระกูลชินวัตรคนอื่น ๆ อาจต้องได้รับผลกระทบจากชะตากรรมที่เกิดขึ้นด้วย ส่วนจะกระทบแค่ไหนอย่างไรนั้นย่อมขึ้นอยู่กับกรรมที่ทำไว้ เพราะกรรมนั้นย่อมมีวิบากกรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ก่อนการชุมนุมใหญ่ก็มีกระบวนการโหมโรงอุ่นเครื่องมาก่อนหน้านี้แล้ว เป็นการโหมโรงทางสื่ออย่างเปิดเผยและกว้างขวางโดยที่รัฐบาลไม่กล้าแตะต้องและปล่อยให้ดำเนินการตามใจชอบ
อาจเป็นเพราะไม่วางใจว่าจะมีผู้คนมาชุมนุมตามเป้าหมาย หรือเพราะเหตุอื่นก็ยากคาดเดา จึงมีการจัดชุมนุมอุ่นเครื่องขึ้นถึง 4 ครั้ง
ครั้งแรก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2553 ที่โคราช ตั้งเป้าหมายให้มีผู้มาเข้าชุมนุม 100,000 คน แต่ปรากฏว่ามีผู้มาเข้าร่วมชุมนุมประมาณ 3,000 คน
ครั้งที่สอง จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2553 ที่ระยอง ตั้งเป้าหมายให้มีผู้มาเข้าร่วมชุมนุม 100,000 คน แต่ปรากฏว่ามีผู้มาเข้าร่วมชุมนุมประมาณ 3,000 คน
ครั้งที่สาม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2553 ที่อ่างทอง ตั้งเป้าหมายให้มีผู้มาเข้าร่วมชุมนุม 80,000 คน แต่ปรากฏว่ามีผู้มาเข้าร่วมชุมนุมประมาณ 6,000 คน
และครั้งที่สี่ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 ที่จังหวัดแพร่ ตั้งเป้าหมายให้มีผู้มาเข้าร่วมชุมนุม 100,000 คน แต่ปรากฏว่ามีผู้มาเข้าร่วมชุมนุมประมาณ 8,000 คน
ดังนั้นในขั้นโหมโรงอุ่นเครื่องจึงเท่ากับว่าแผนการระดมคนมาร่วมชุมนุมไม่เข้าเป้า และอยู่ไกลจากเป้าหมายหลายเท่าตัว สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบและสะท้อนให้เห็นว่าในวันชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพมหานครและในพื้นที่ต่างจังหวัดนั้น จะมีคนมาเข้าร่วมชุมนุมถึงเป้าหมายหรือไม่
แต่ถ้าดูแผนการจัดกำลังคนแล้วก็ชัดเจนอยู่ตั้งแต่ต้นแล้วว่ามีผู้มาเข้าร่วมชุมนุมไม่ถึง 1 ล้านคนแน่นอน เพราะตามแผนการที่หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2553 นำรายละเอียดมาตีแผ่นั้น ทุกจุดทุกภาครวมกันแล้วมีจำนวนแค่ประมาณ 500,000 คนเท่านั้น
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำนวนคนที่ตั้งแผนการไว้มีเพียง 500,000 คน แต่ที่พูดออกสู่สาธารณะซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของปฏิบัติการทางจิตวิทยามีถึง 1 ล้านคน นั่นคือที่พูดต่อสาธารณะมากกว่าแผนที่วางไว้ถึง 500,000 คน
ดังนั้นจำนวนที่วางแผนไว้ 500,000 คน จะมาชุมนุมกันจริงเท่าใดจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และปรากฏว่าในจำนวน 500,000 คน ที่วางแผนไว้นั้น มีแผนปฏิบัติการที่เหลื่อมล้ำต่างวาระกัน อาจจะมาบรรจบกันหรืออาจจะไม่มาบรรจบกันก็ได้
โดยในวันที่ 12 มีนาคม 2553 ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะมีการชุมนุมย่อย 6 จุด และเป็นการชุมนุมที่ใช้กำลังคนจากพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดข้างเคียงรวมทั้งที่จะมาทางเรือจากอยุธยา นอกนั้นยังปักหลักตั้งอยู่ที่ต่างจังหวัด
คือปักหลักอยู่ที่โคราช ซึ่งตั้งเป้าหมาย 150,000 คน ที่นครสวรรค์ ซึ่งตั้งเป้าหมาย 150,000 คน และรอรวมตัวในวันที่ 13 มีนาคม 2553 อีก 2 จุด คือจากภาคตะวันออกซึ่งนัดจะมารวมกันที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 13 มีนาคม 2553 จำนวน 100,000 คน และจากภาคกลางตะวันตกจะมาสมทบพร้อมกันอีก 80,000 คน
รวมความก็คือในวันที่ 12 มีนาคม 2553 นั้น กำลังคนที่จะมาชุมนุมในกรุงเทพฯ จะมีจำนวนประมาณ 100,000 คน โดยจะเคลื่อนมาจาก 6 จุด คือจุดทางเข้าออกระหว่างกรุงเทพฯ กับภาคต่าง ๆ นอกนั้นยังอยู่ต่างจังหวัด
หมายความว่าถ้าระดมได้เต็มที่ก็จะมีคน 100,000 คน และ 100,000 คนนี้ก็จะกระจายกันหลายจุด ต้องเดินตั้งแต่เวลาเที่ยงจากจุดต่าง ๆ เข้ามาที่ศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ซึ่งคงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง จะเหนื่อยล้าป่วยไข้ล่าถอยไปเท่าใดก็ไม่มีใครรู้
ดังนั้นกำลังที่จะมาปักหลักตั้งแต่สนามหลวงไปจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้าจะเต็มพื้นที่จริงหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่บรรดาแกนนำคงหวาดหวั่นพรั่นใจอยู่ไม่น้อย และถ้าคำนึงถึงสภาพอากาศ ความใกล้ไกล ความเหนื่อยล้า ตลอดจนการเตรียมรับมือของรัฐบาลและกระแสต้านของประชาชนที่รักสันติ ก็น่าจะคาดการณ์ได้ว่าการชุมนุมในกรุงเทพฯ ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 อาจจะไม่เข้าเป้า
ลองนึกภาพดูในเวลาค่ำของวันที่ 12 มีนาคม 2553 จะมีการตั้งหลักชุมนุมอยู่ 4 จุดคือในพื้นที่กรุงเทพฯ โคราช นครสวรรค์ และสมุทรสาคร พอถึงวันที่ 13 มีนาคม 2553 ก็จะมีเพิ่มอีก 2 จุดคือที่พระนครศรีอยุธยาและที่ระยอง
คนที่ว่ามากเมื่อกระจายกันต่างเวลาและต่างสถานที่ก็จะกลายเป็นน้อย และยากแก่การควบคุมบัญชาการ จึงง่ายที่จะเกิดความระส่ำระสายหรือเกิดสภาพที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้น
โดยภาพรวมจึงเห็นได้ชัดเจนว่าการชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่จะเริ่มในวันที่ 12 มีนาคม 2553 จะมีคนมากสุดประมาณ 100,000 คน ในขณะที่อีก 2 จุดคือโคราชและนครสวรรค์ แต่ละจุดจะมีประมาณ 100,000 คน ครั้นวันที่ 13 มีนาคม 2553 ก็จะมีการชุมนุมเพิ่มอีก 2 จุดที่พระนครศรีอยุธยาและระยอง
จุดชุมนุมที่โคราช นครสวรรค์ ตลอดจนที่อยุธยาและระยอง จะเข้ามากรุงเทพฯ หรือไม่ หรือว่าจะปักหลักอยู่ในพื้นที่ ก็คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์
จากภาพรวมดังกล่าวจึงเป็นที่มาของแผนการตั้งรับของรัฐบาลที่จะสกัดกั้นการบุกกรุงเทพฯ จากทุกทิศทางในหลากหลายรูปแบบ และส่อให้เห็นว่ากำลังที่จะมาจากจุดอื่นๆ อาจถูกสกัดกั้นไว้ในพื้นที่ หรือถูกทำให้สลายตัวในระหว่างเคลื่อนตัวก็เป็นไปได้
เหตุนี้จุดที่ส่งผลกระทบต่อชาวกรุงเทพฯ มากที่สุดก็คือการชุมนุมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม 2553 ซึ่งจะส่งผลให้การจราจรเป็นอัมพาตทั้งเมืองตั้งแต่เวลาเที่ยงวัน ว่าจะสามารถส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใด
นั่นคือผู้ชุมนุมจะสามารถยืนอยู่บนสถานการณ์ที่ปิดประตูตีแมว หรือทำให้กรุงเทพฯ เป็นทะเลเพลิงตามที่ประกาศไว้ได้หรือไม่ หรือว่าจะกลายเป็นแมวเสียเองที่ถูกชาวกรุงเทพฯ ทุกหัวระแหงร่วมกันปิดประตูตีแมว ก็จะต้องติดตามดูกันต่อไป
ดูสภาพการณ์ทั้งปวงแล้ว ถ้าหากเป็นแกนนำในการชุมนุมก็ต้องกล่าวว่าเห็นจะอยู่ในสภาพปากกล้า ขาสั่น ขวัญหาย และไม่รู้ว่าชะตากรรมข้างหน้าจะเป็นประการใด และนี่ก็จะเป็นบทเรียนบทสำคัญอีกบทหนึ่งให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แต่สำหรับคนไทยและชาวกรุงเทพฯ นั้น การชุมนุมครั้งนี้คงจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่คนไทยจะสามารถแบกรับได้ เพราะความระส่ำระสาย ความตึงเครียด ความสับสนวุ่นวาย ความเสียหาย และความไร้เสถียรภาพที่เกิดขึ้นจากความ หน่อมแน้มเฉื่อยชาในการแก้ไขปัญหาและไม่ทันต่อเหตุการณ์ ปล่อยให้มีการใช้สื่อมวลชนปลุกระดมบิดเบือนสร้างความแตกแยกเกลียดชังในบ้านเมืองจนจะเป็นกลียุคดังที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้ประเทศชาติและประชาชนตลอดจนทุกสถาบันเสื่อมทรุดจนถึงจุดที่ไม่อาจทนทานได้อีกต่อไปแล้ว.
หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553
|