84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านเห็นว่าควรขายหุ้น ปตท. และการบินไทย ให้เป็นเอกชนหรือไม่?
 
ป้ายโฆษณา
อย่าสับสนในคำตัดสิน พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 
บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๐๕ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๘:๓๘ น.
|


            และแล้วศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ได้อ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 โดยใช้เวลาอ่านคำพิพากษาร่วม 8 ชั่วโมง และถ่ายทอดเสียงการพิพากษาคดีนี้ไปยังทั่วประเทศและทั่วโลกด้วย 

            ผลคำตัดสินนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าพลิกล็อคจากการคาดการณ์ของ 2 ใน 3 ฝ่าย เพราะก่อนพิพากษาคดีนี้มีการคาดการณ์กันไว้ว่าคำตัดสินจะออกมาเป็น 3 ทาง คือยึดทั้งหมด ปล่อยทั้งหมด และยึดบางส่วน 

            พวกที่คาดและพร่ำพูดว่ายึดทั้งหมดนั้น ในน้ำใจแท้ต้องการให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดทั้งหมด คำตัดสินจึงพลิกล็อคทั้งในส่วนพูดและในส่วนคิด 

            พวกที่คาดและพร่ำพูดว่าปล่อยทั้งหมดนั้น ในน้ำใจแท้ต้องการให้ยึดทรัพย์ทั้งหมด คำตัดสินจึงพลิกล็อคทั้งในส่วนพูดและในส่วนคิดเช่นเดียวกัน 

            เพราะคำพิพากษาได้ตัดสินให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินบางส่วน และคืนบางส่วน จะเรียกว่าออกกั๊กก็ได้ แต่เป็นการออกกั๊กที่ตั้งอยู่บนหลักกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 

            เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่อัยการสูงสุดร้องขอตามกฎหมาย ป.ป.ช. ขอให้ทรัพย์ที่ คตส. อายัดไว้ตกเป็นของแผ่นดิน ในข้อกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือร่ำรวยผิดปกตินั่นเอง 

            สิ่งที่เรียกว่าทรัพย์สินในกฎหมาย ป.ป.ช. คือทรัพย์สินที่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินไว้ในชื่อของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คู่สมรส และบุตร รวมถึงทรัพย์สินที่ถือในชื่อผู้อื่นด้วย 

            สิ่งที่เรียกว่าร่ำรวยผิดปกติในกฎหมาย ป.ป.ช. คือทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นจากที่แจ้งไว้ตอนรับตำแหน่ง โดยเป็นการเพิ่มที่ผิดปกติ และไม่สามารถแสดงที่มาได้ 

            ดังนั้นโดยหลักของกฎหมาย ป.ป.ช. จึงไม่สามารถสั่งให้ทรัพย์ที่อายัดไว้ทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดินได้ เพราะตอนเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นได้มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินไว้ว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นหุ้น และต่อมาได้จำหน่ายขายออกไป แล้วได้เงินมาและเงินนั้นก็ได้ถูก คตส. อายัดไว้ 

            เพราะเหตุนี้ศาลจึงคำนวณมูลค่าหุ้นตามมูลค่าในขณะเข้าดำรงตำแหน่ง และสั่งให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว ทรัพย์สินนอกจากที่คืนก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน 

            เคยมีการกล่าวอ้างทฤษฎีวัวกินหญ้าว่าเมื่อให้วัวไปกินหญ้าของคนอื่น ซึ่งเป็นการผิดกฎหมายก็ต้องยึดวัวทั้งตัว เพราะไม่สามารถแยกส่วนที่วัวโตขึ้นเพราะกินหญ้ากับส่วนที่เป็นอยู่เดิมได้ ซึ่งการกล่าวเช่นนี้เป็นการกล่าวอุปมาที่อิงอยู่กับหลักกฎหมายอาญา 

            เป็นหลักกฎหมายอาญาว่าด้วยการริบทรัพย์สิน เพราะในทางอาญานั้นหากทรัพย์สินใดมีไว้ผิดกฎหมายก็ดี หรือไม่ผิดกฎหมายแต่ได้ใช้ไปในการกระทำความผิดตามกฎหมายก็ดี ศาลย่อมมีอำนาจสั่งริบทรัพย์นั้นได้ ซึ่งถ้าเป็นคดีอาญา การริบทรัพย์ก็จะสอดคล้องกับคำอุปมาเรื่องวัวกินหญ้า 

            แต่คดีนี้เป็นเรื่องตามกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งไม่ใช่เรื่องอาญา และจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่คดีแพ่งเสียทีเดียว หากจัดเป็นคดีพิเศษชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ คือถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติอันเป็นการร่ำรวยผิดปกติแล้ว ส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นต้องตกเป็นของแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินในชื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเอง หรือคู่สมรส หรือบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือที่ถือไว้ในชื่อผู้อื่น และพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 

            การตัดสินคดีนี้ศาลได้ยึดหลักตามกฎหมาย ป.ป.ช. จึงมีคำสั่งให้คืนทรัพย์ตามมูลค่าที่มีอยู่เดิม และให้ทรัพย์ส่วนที่เกินจากที่มีอยู่เดิมนั้นตกเป็นของแผ่นดิน 

            ดังนั้นคำตัดสินที่ไม่ออกหัว ไม่ออกก้อย แต่ออกตรงกลาง จึงไม่เป็นที่ต้องอกต้องใจของคนทั้งสองพวก คือคนพวกที่ต้องการให้คืนทรัพย์ทั้งหมด และพวกที่ต้องการให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินทั้งหมด 

            นี่แหละคือสิ่งที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ได้พระราชนิพนธ์ไว้ในเรื่องเวนิชวานิชว่า ในกระแสแห่งยุติธรรมา ยากจะหาความเกษมเปรมใจ 

            ถึงตอนนี้ก็ต้องขอพระราชทานอภัยโทษและต้องขออภัยท่านทั้งหลายเพราะในตอนก่อนหน้านี้ได้ใช้ถ้อยคำผิดพลาดไป เป็นว่ายากจะหาความเกษมเปรมปรีดิ์ มาวันนี้ก็ต้องใช้ความให้ถูกต้องคือ “ในกระแสแห่งยุติธรรมา ยากจะหาความเกษมเปรมใจ” 

            คำตัดสินคดีนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่เป็นคำพิพากษาที่ยาวมาก ใช้เวลาอ่านร่วม 8 ชั่วโมง มีเนื้อหาที่ละเอียดละออ และวินิจฉัยทุกข้อต่อสู้จนสิ้นกระแสความ เป็นคำตัดสินที่ประกอบด้วยหลักการรับฟังข้อเท็จจริง และหลักกฎหมายที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดฉบับหนึ่งของประวัติศาสตร์คำพิพากษาของศาลฎีกา 

            ซึ่งต้องถือว่านี่คือเกียรติประวัติของทั้งสถาบันคือศาลฎีกา และของทั้งตัวบุคคลคือองค์คณะผู้พิพากษา ที่พิจารณาพิพากษาคดีนี้ จัดเป็นคำพิพากษาที่สามารถเผยแพร่ได้อย่างสง่างามไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศก็ตามที 

            แม้กระนั้นก็มีผู้โต้แย้งว่า คำตัดสินคดีนี้เป็นการยอมรับการรัฐประหาร เพราะยอมรับประกาศของ คมช. ฉบับที่ 30 ในเรื่องการแต่งตั้ง คตส. และมีการวินิจฉัยในเรื่องการจัดเก็บภาษีอากรที่ซ้ำซ้อน 

            ก็เป็นธรรมดาของผู้ที่ไม่เห็นด้วย ย่อมสามารถวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการได้ แต่ถ้าหากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะใส่ร้ายป้ายสีหรือดูหมิ่นศาลก็ย่อมต้องมีความรับผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก 

            ในที่นี้สมควรที่จะทำความเข้าใจในข้อกังขาทั้งสองเรื่องดังกล่าว 

            เรื่องแรก คือคำตัดสินเรื่องนี้ยอมรับการรัฐประหารหรือไม่ ก็ต้องกล่าวว่าคำตัดสินเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการยอมรับหรือไม่ยอมรับการรัฐประหาร แต่เป็นการยอมรับผลของการออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งเป็นมาตรฐานการปฏิบัติทางกฎหมายในประเทศไทยมาช้านานแล้ว 

            นั่นคือผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ไม่ว่าพระเจ้าแผ่นดินในระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ก็ดี คณะราษฎร์ก็ดี หัวหน้าคณะปฏิวัติก็ดี หัวหน้าคณะปฏิรูปก็ดี เมื่อได้อำนาจรัฐแล้วย่อมมีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และประกาศหรือคำสั่งของผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์นั้นมีผลบังคับเป็นกฎหมาย 

            ประเทศไทยได้ยอมรับและยอมปฏิบัติตามหลักการแห่งกฎหมายที่ว่ามานี้อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 2475 มาแล้ว ดังนั้นการที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 30 ในการตั้ง คตส. และที่แก้ไขนั้นใช้บังคับได้ และ คตส. มีอำนาจสอบสวนจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่เป็นไปตามหลักปฏิบัติทางกฎหมายที่ได้ถือปฏิบัติตลอดมา 

            สิ่งที่ควรให้ความสำคัญในประการนี้ก็คือ คตส. นั้นเป็นแค่ผู้ปฏิบัติในการรวบรวมตรวจสอบพยานหลักฐานว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือไม่ ไม่ใช่ผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่าใครผิดหรือใครถูกซึ่งเป็นอำนาจตุลาการโดยเฉพาะ 

            ในเรื่องนี้หลังจาก คตส. รวบรวมพยานหลักฐานแล้วก็ได้ดำเนินการต่อไปโดย ป.ป.ช. ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับปี 2542 แล้ว ป.ป.ช. จึงส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นศาลที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และดำรงอยู่ต่อมาแม้มีการใช้รัฐธรรมนูญ 2550 แล้วก็ตาม 

            การตัดสินผิดถูกไม่เกี่ยวกับ คตส. หรือ ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุด แต่เป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งมีมาก่อนหน้าการรัฐประหารแล้ว 

            ในการพิจารณาคดีนี้ คู่ความทั้งสองฝ่ายได้ใช้สิทธิตามกฎหมายในการนำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อศาลจนเป็นที่พอใจแล้ว เป็นการต่อสู้คดีโดยธรรมยุทธแล้ว ไม่มีผู้ใดโต้เถียงว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการต่อสู้คดี เพราะเหตุนี้ก่อนที่ศาลจะตัดสินคดี ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องฝ่ายไหนต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ายอมรับในคำตัดสินของศาล 

            เรื่องที่สอง เรื่องการจัดเก็บภาษีที่มีการกล่าวอ้างว่าซ้ำซ้อน เพราะในเมื่อศาลตัดสินว่าหุ้นเป็นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การที่จะจัดเก็บภาษีจากบุตรและผู้ที่รับโอนก่อนที่จะขายไปก็จัดเป็นการซ้ำซ้อน 

            ในเรื่องนี้ศาลได้วินิจฉัยชัดเจนว่า ในการจัดเก็บภาษีอากรนั้นเป็นไปตามหลักกฎหมายภาษีที่จัดเก็บจากผู้มีเงินได้ ตามหลักฐานที่แสดงความเป็นเจ้าของ ส่วนการพิจารณาว่าทรัพย์สินเป็นของผู้ใดในคดีนี้ ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาหาความจริงได้และเมื่อพยานหลักฐานรับฟังได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าทรัพย์สินเป็นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 

            คงมีปัญหาว่าจะมีการจัดเก็บภาษีรายการเดียวกันนี้จากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีกหรือไม่ ข้อนี้หากมีการจัดเก็บอีกก็ย่อมเป็นการซ้ำซ้อน เพราะได้มีการเรียกจัดเก็บจากบุตรตามที่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นผู้มีเงินได้ไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่กรณีซ้ำซ้อนแต่ประการใด 

            เมื่อคำตัดสินมีความชัดเจนเช่นนี้ ก็จะไม่มีศาลต่างประเทศใด ๆ ที่จะมีอำนาจลบล้างผลแห่งคำตัดสินของศาลฎีกาได้ และการกล่าวร้ายต่อคำตัดสินของศาลนั้นก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อผลแห่งคำพิพากษาแต่ประการใด 

            เพราะระหว่างศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของศาลกับนักการเมืองนั้น ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างประเทศเขาก็รู้ดีว่าใครน่าเชื่อถือมากกว่ากัน?


หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2553

 


 




|

Comments
Add New Search
navy13  - คิดให้ลึกๆ..อย่าคิดตื้นๆ   |118.172.235.250 |2010-07-23 12:50:30
@คนไม่มีเสื้อ..คิดให้ลึกๆอย่าคิดต้ืนเพียงเท่านี้ คิดย้อนกลับไปถึงต้นเหตุของปัญหา ว่าสาเหตุที่มันทำให้บ้านเมืองฉิบหายวายวอด อยู่ในขณะนี้นั้น เกิดขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เกิดพระเจ้ามูลเมือง เกิดพระเจ้ากรือนา หรือเกิดมักใหญ่ใฝ่สูงอยากเป็นประธานาธิบดี เกิดการโกงกินกันอย่างโคตรโกง หรือโกงทั้งโคตร มันเกิดจากปฐมเหตุของอะไร...มันเกิดขึ้นจากความโลภอย่างไม่มีที่สิ้นสุดคนๆเดียวเท่านั้นที่มัน รวยจนล้นฟ้าแล้วมันยังไม่รู้จักคำว่าพอเพียง..จริงหรือไม่ ท่านตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน สิขอรับว่าใช่หรือไม่ใช่..ถ้ามันหยุดหรือพอเพียงซะ..แล้วหันวาทำความดี..มันก็จะได้เป็นรัฐบุรุษแน่นอน..คุณคนไม่มีเสื้อ..คุณคิดแบบนี้แสดงว่าคุณก็ดูหมิ่นคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองล่ะสิขอรับ...ว่าไม่ยุติธรรม ระดับศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดของประเทศนั้น การตัดสินคดีความต่างๆนั้นศาลท่านพิจารณาจากพยานหลักฐานต่างๆทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายอย่างรอบคอบและศาลก็ยังให้โอกาสไอ้สัตว์นรกหางแดงมอนเตเนโกร สามารนำพยานหลักฐานต่างๆมาหักล้างได้ และการดำเนินคดีในลักษณะนี้เรียกว่าใช้ระบบไต่สวน ซึ่งต่างจากระบบกล่าวหาที่ใช้กันอยู่ในศาลอาญาทั่วๆไป(คุณอาจจะไม่เข้าใจ) ซึ่งศาลสามารถแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่างๆได้จนเพียงพอและสามารถสรุปหรือมีคำพิพากษาได้ว่า มันทำผิดจริง การยึดทรัพย์นั้นนักกฏหมายไม่ได้ยึดถือที่ตัวเงินดอก ขอรับว่าจะยึดจำนวนเท่าใดแม้แต่ศาศาลตัดสินว่ายึดทรัพย์มันเพียง 1 บาท นั่นย่อมแสดงได้ว่า "ความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว และความผิดได้สำเร็จไปแล้ว " จริงหรือไม่ ขอรับคุณคนไม่มีเสื้อ...ถ้าคุณไม่อยากให้กระบวนการยุติธรรมต้องแสดงบทบาทคุณก็ต้องไปบอกมันก่อนหน้านี้ว่า"อย่าโกงบ้านโกงเมืองและหยุดทำร้ายประเทศไทยและหยุดมักใหญ่ใฝ่สูงคิดพลิกฟ้าคว่ำแผนดินเสียที" เถิดขอรับ...บ้านเมืองจะได้ไม่เสียโอกาสในการพัฒนาต่อไป
คนไม่มีเสื้อ  - ความจริง   |124.122.84.15 |2010-07-19 05:09:03
กรรมเป็นผลแห่งการกระทำ
บัดนี้บ้านเมืองได้รับกรรม คือความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ที่ราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียง
แล้วใครเล่าเป็นผู้กระทำเริ่มต้น
สมมุติศาลไม่ตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณหรือยึดสัก1.5หมื่นล้าน
เหตุการณ์นี้คงไม่เกิด
มันเหมือน สุภาษิตที่ว่า บีบหมาจนตรอก
ที่กล่าวมานี้มิใช่ว่าเราเป็นคนเสื้อแดง แต่เราพูดอย่างกลางๆ เรามองว่า พอทักษิณเสียท่าทางฝ่ายตรงข้ามเหมือนได้ทีขี่แพะไล่ แล้วเป็นไง กรรม บ้านเมืองต้องมารับกรรมแทน
ถ้าคุณ คิดๆ ดีๆ ทรัพย์ที่จะยึดยังพิสูจน์ที่มาไม่ได้ว่าเขาโกงมาหรือมีหลักฐานชัดเจน คุณไปยึดเขามา มันจะเรียกว่าชอบธรรมได้หรือ ในความเห็นส่วนตัวผมว่าไม่ควรยึดเขาเกิน2หมื่นล้าน เขาทำธุระกิจเงินมันก็งอกตามเวลาอยู่แล้ว เป็นธรรมดาของเรื่องธุระกิจ
ที่เขียนมามิใช่จะเข้าข้างทักษิณ เรานี้ก็ไม่ใช่คนเสื้อแดง และไม่ใช่คนเสื้อเหลือง
navy13  - สุดยอด   |118.172.228.149 |2010-03-08 12:45:17
สุดยอดแล้วล่ะ ขอรับ.. เพราะคนไทยไม่ได้หวังว่าจะให้ทุกสิ่งทุกอยางจบที่ การยึดทรัพย์เพราะผลของการตัดสินในคดีนี้ ย่อมเป็นสะพานทอดไปสู่ คดีแพ่ง คดีอาญา อีกนับสิบคดี และศาลได้ชี้ให้เห็นถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด ผู้ที่ให้การสนับสนุน+รมต.ในคณะเดิม หน่วยงานของรัฐที่เสียหาย ซึ่งจะเป็นมหากาพย์ ยิ่งกว่ารามยณะเสียอีก..ถ้าหากรัฐ ไม่ดำเนินการต่อ ก็ต้องโดนเรื่องการละเว้น ตาม ป.อาญา ม.157 และ ปปช.ก็ต้องดำเนินการต่อ ขอรับ..กรรมมันติดจรวด..เพราะความโลภตัวเดียว ทฤษฎีที่ว่าคนรวยแล้วไม่โกงนั้นมันใช้ไม่ได้ดอก ขอรับ..เพราะมันโกงมาก่อนมันจึงรวย และมันก็โกงอย่างต่อเนื่อง..จริงๆแล้วถ้ามันไม่โกงต่อมันก็จะกลายเป็นอัศวินควายดำเลยละขอรับ...
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License