ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
รัฐบาลสมควรให้กองทัพผลักดันเขมรออกจากดินแดนไทยหรือไม่?
 
มาฆบูชารำลึก พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 
บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๐๑ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๒๖ น.
|


            ความจริงวันมาฆบูชาในปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 แต่เพราะสังคมไทยมัวสาละวนสนใจอยู่กับคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 76,000 ล้านบาท จึงทำให้แทบไม่มีใครกล่าวถึงเรื่องมาฆบูชาไป 

            แม้คอลัมน์นี้ก็ต้องมาทำเรื่องมาฆบูชาลงตีพิมพ์ในวันนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็คล้อยตามกระแสไปเช่นเดียวกัน แต่จะว่าคล้อยตามไปโดยไม่รู้สึกตัวก็ไม่ได้เพราะความจริงก็รู้อยู่ แต่จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในกระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเสียก่อน 

            ที่ต้องทำอย่างนั้นก็เพราะว่า มีปรากฏการณ์มากหลายที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทย หากปล่อยเนิ่นช้าไปก็จะยิ่งทำให้ความเข้าใจผิดแพร่หลายออกไปมากขึ้น และจะทำให้คนไทยแตกความสามัคคีหรือหลงผิดติดยึดในเรื่องผิด ๆ มากขึ้น 

            ดังนั้นจึงนึกเสียว่าการทำหน้าที่อย่างนั้นก็เป็นการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ดังเจตนารมณ์อันแท้จริงของวันมาฆบูชาเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นจึงทำให้เรื่องมาฆบูชารำลึกต้องเลื่อนมาถึงวันนี้ 

            โดยปกติแล้ววันมาฆบูชาจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่เนื่องจากปีนี้เป็นปีอธิกมาส คือเป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน ดังนั้นวันมาฆบูชาจึงเลื่อนมาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 

            ก็ต้องเริ่มต้นว่า วันสำคัญในพระพุทธศาสนาของเรานั้น ที่สำคัญก็มีอยู่ 3 วัน คือ 

            วันของพระพุทธเจ้า ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งเรียกว่าวันวิสาขบูชา เพราะเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า 

            วันของพระธรรม ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 ซึ่งเรียกว่าวันอาสาฬหบูชา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประกาศพระธรรมเป็นครั้งแรก โดยแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร 

            และวันของพระสงฆ์ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 และปีนี้ตรงกับวันเพ็ญเดือน 4 ซึ่งเรียกว่าวันมาฆบูชา และที่เรียกว่าวันมาฆบูชานั้นเป็นไปตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงเห็นว่าประเทศพุทธศาสนาทั้งหลายและความอันมีมาในพระไตรปิฎกนั้น วันมาฆบูชาเป็นวันที่สำคัญมากที่สุดวันหนึ่ง จึงทรงโปรดให้มีการพิธีมาฆบูชาขึ้นเป็นครั้งแรก 

            ต่อมาทางราชการโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งของสงฆ์และฆราวาสก็ได้เผยแพร่อบรมสั่งสอนเยาวชนคนไทยว่า วันมาฆบูชามีความสำคัญ เรียกว่าเป็นวันจาตุรงคสันนิบาตเพราะมีเหตุการณ์สำคัญ 4 อย่างเกิดขึ้น 

            คือเป็นวันที่พระจันทร์เพ็ญเสวยมาฆะฤกษ์ เป็นวันที่พระอรหันต์มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายมีจำนวน 1,250 รูป พระอรหันต์เหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพที่ได้รับเอหิภิกขุอุปสัมปทาจากพระพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยพระองค์เอง และเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาติโมกข์ 

            มีการอธิบายขยายความด้วยว่า เหตุที่พระอรหันต์ 1,250 รูป มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายเพราะเคยเป็นพราหมณ์มาก่อน มีความคุ้นเคยที่จะต้องมาชุมนุมกันในวันเพ็ญเดือน 3 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่พระศิวะเสด็จออกตรวจโลก คือเป็นวันศิวาราตรี 

            สอนกันไปสอนกันมาอย่างนี้ ชาวพุทธบ้านเราก็รับรู้และมีความเชื่อแล้วถือเอาความสำคัญของวันมาฆบูชาแต่เพียงวันจาตุรงคสันนิบาตนี้ จึงทำให้แก่นแท้ของวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในพระพุทธศาสนานี้ต้องเจือจางไป และทำให้ชาวพุทธไม่ได้รับประโยชน์อันพึงได้ในโอกาสอันสำคัญนี้ 

            ความจริงแล้วที่อบรมสั่งสอนกันมานั้นเป็นเรื่องห่างเหินผิดเพี้ยนไปจากเรื่องราวที่เป็นจริงมากมาย เป็นเรื่องน่าละอายของชาวพุทธบ้านเราที่ใคร ๆ เขายกย่องว่าเป็นเมืองของพระพุทธศาสนา ที่ว่าผิดเพี้ยนอย่างไรและเนื้อแท้เป็นอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันอีกครั้งหนึ่งในเทศกาลอันสำคัญนี้ 

            ประการแรก ฐานะของวันเพ็ญเดือน 3 และพระจันทร์เสวยมาฆะฤกษ์ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์อันใด เป็นเหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปี เพราะในช่วงเดือน 3 หรือเดือน 4 ในกรณีเป็นปีอธิกมาสนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่พระจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาวลูกไก่หรือดาวกฤตติกา หรือดาวมาฆะ จึงเรียกช่วงเวลาเดือนนี้ว่ามาฆะมาส เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกปี และในช่วงเดือนหนึ่งก็ย่อมมีวันพระจันทร์เพ็ญ จึงมีปรากฏการณ์พระจันทร์เพ็ญในขณะเสวยหรือโคจรผ่านกลุ่มดาวมาฆะ 

            ประการที่สอง พระอรหันต์ 1,250 รูปนั้น พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยพระองค์เองก็จริง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์อันใด เพราะช่วงนั้นเป็นพรรษาแรกของโพธิกาล เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ตรัสรู้คือวันเพ็ญเดือน 6 ไปจนถึงวันเพ็ญเดือน 3 รวมเวลา 9 เดือน พระสาวกทั้งหลายล้วนได้รับการบวชให้ด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น เพราะช่วงนั้นยังมิได้ประทานวิธีบวชแบบติสรณคมนูปสัมปทาและญัตติจตุตถกรรม ซึ่งเป็นแบบแผนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ 

            ประการที่สาม พระอรหันต์ขีนาสพ 1,250 รูปนั้นไม่ได้มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายดังที่กล่าวอ้างกันมา แต่เป็นพระอรหันต์ที่พำนักอยู่ที่สวนลัฏฐิวัน ซึ่งเป็นสวนที่อยู่ใกล้กับพระราชวังของพระเจ้าพิมพิสาร พระมหาราชเจ้าแห่งแคว้นมคธ ซึ่งเป็นแคว้นมหาอำนาจของอินเดียในยุคนั้น 

            ตรงนี้สำคัญและต้องกล่าวด้วยว่า ณ วันเพ็ญเดือน 3 แรกแห่งโพธิกาลนั้น มีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว 1,340 รูป ทั้งนี้ไม่นับรวมพระผู้มีพระภาคเจ้า 

            พระอรหันต์ 1,340 รูปนั้นคือกลุ่มปัญจวัคคีย์ 5 รูป พระยัสสะและเพื่อนกลุ่มแรก 5 รูป พวกเพื่อนของพระยัสสะกลุ่มที่สองอีก 50 รูป กลุ่มภัททวัคคีย์จำนวน 30 รูป กลุ่มพวกชฎิล 3 พี่น้อง 1,000 รูป และกลุ่มพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ 250 รูป 

            ในจำนวน 1,340 รูปนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าดำรัสสั่งให้แยกย้ายกันไปประกาศพระพุทธศาสนาก่อน 2 ชุด รวม 90 รูป 

            กลุ่มแรก จำนวน 60 รูป ได้แก่กลุ่มของปัญจวัคคีย์ 5 รูป และกลุ่มของพระยัสสะ 55 รูป 

            กลุ่มที่สอง จำนวน 30 รูป ได้แก่กลุ่มของภัททวัคคีย์ 

            ดังนั้นจึงมีพระอรหันต์เหลืออยู่ที่สวนลัฏฐิวันในวันเพ็ญเดือน 3 แรกแห่งโพธิกาลเพียง 1,250 รูป หรือกล่าวง่าย ๆ ว่าที่เหลืออยู่นั้นเป็นพระอรหันต์จาก 2 กลุ่มเดิมคือกลุ่มชฎิล 1,000 รูป และกลุ่มพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ 250 รูป 

            ในกลุ่มของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ 250 รูปนั้นปรากฏว่าหลังจากบวชแล้วเพื่อน ๆ ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อน ต่อมาพระโมคคัลลานะบรรลุเป็นพระอรหันต์ตาม เหลือพระสารีบุตรเป็นองค์สุดท้ายที่บรรลุช้ากว่าใครเพราะมีปัญญาและมีความสงสัยในเรื่องราวต่าง ๆ มาก 

            ในตอนกลางวันของวันเพ็ญเดือน 3 ปีนั้น หลังจากที่ทรงนำคณะชฎิลไปที่สวนลัฏฐิวันแล้ว พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดทีฆนขะปริพาชกที่ถ้ำสุกรขาตาเชิงเขาคิชฌกูฎ โดยพระสารีบุตรได้ตามเสด็จไปถวายงานพัด 

            ในระหว่างที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดทีฆนขะปริพาชกนั้น พระสารีบุตรก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงเป็นพระอรหันต์องค์ที่ 1,340 และเป็นพระอรหันต์ที่ทำให้จำนวนพระอรหันต์ซึ่งอยู่ที่สวนลัฏฐิวันครบ 1,250 รูปในวันนั้น โดยที่พระทีฆนขะแม้เมื่อได้ฟังธรรมแล้วในวันนั้นก็ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ 

            ดังนั้นพระอรหันต์ 1,250 รูป จึงมิได้มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายแต่ประการใด และในวันนั้นก็ไม่ใช่วันศิวาราตรี เพราะวันที่พระศิวะตรวจโลกจะอยู่ในช่วงเดือน 11 ไม่ใช่อยู่ในช่วงเดือน 3 ที่สำคัญคือพระอรหันต์ 1,250 รูปนั้นไม่มีรูปใดเป็นพราหมณ์เลย เพราะพื้นเดิมนั้นเป็นพวกชฎิลและปริพาชก ซึ่งเป็นคนละพวกกับพราหมณ์ 

            เมื่อโปรดพระทีฆนขะแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จกลับสวนลัฏฐิวันพร้อมกับพระสารีบุตรซึ่งบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ค่ำคืนนั้นเป็นคืนเพ็ญ พระจันทร์เด่นกระจ่างกลางเวหา ทอสาดแสงนวลตา และพระอรหันต์ทั้งหลายก็ได้นั่งชุมนุมกันเพื่อฟังธรรมตามปกติ 

            พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ณ โอกาสและกาละอันนั้น 

            พระตถาคตเจ้าทรงประกาศแก่พระอรหันต์ทั้งหลายว่า การประชุมพระอรหันต์ครั้งใหญ่นั้นเป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งอดีตพระพุทธเจ้าบางพระองค์มีโพธิกาลยาวมาก มีการประชุมพระอรหันต์ครั้งใหญ่ 2-3 ครั้งก็มี แต่ในโพธิกาลของพระองค์นั้นสั้น ดังนั้นจึงมีการประชุมพระอรหันต์ครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวนี้ 

            ดังนั้นชาวพุทธจึงพึงเข้าใจว่าการประชุมพระอรหันต์ครั้งใหญ่ในวันเพ็ญเดือน 3 ในโพธิกาลเพื่อแสดงโอวาทปาติโมกข์นั้นเป็นกรณียกิจหรือประเพณีของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ 

            โอวาทปาติโมกข์ที่ทรงแสดงในราตรีนั้น มีความว่า 

            “ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง 
            พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่านิพพานเป็นบรมธรรม 
            ทำร้ายผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต 
            เบียดเบียนผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ 
                 การไม่ทำบาปทั้งปวง 
            การทำกุศลให้ถึงพร้อม 
            การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว 
            นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 
                 การไม่กล่าวร้ายผู้อื่น 
            การไม่เบียดเบียนผู้อื่น 
            ความสำรวมในปาติโมกข์ 
            ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร 
            การอยู่ในเสนาสนะที่สงัด 
            การประกอบความเพียรในอธิจิต 
            นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย” 

            วันนี้เนื้อที่มีเท่านี้แหละ ขอท่านทั้งหลายพึงน้อมนำและรับเอาประโยชน์แห่งโอวาทปาติโมกข์ให้เสมือนหนึ่งได้นั่งสดับอยู่เบื้องหน้าพระตถาคตเจ้านั้นเถิด.


หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2553




|

Comments
Add New Search
ps : 1943  - ขอคิดเรื่องนี้ด้วยคน   |125.24.140.206 |2010-03-14 04:17:32
วันมาฆบูชา พระพุทธองค์ ประกาศ โอวาทปาติโมกข์ คือ ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เมื่อพูดธรรมะ นั้นหมายถึง เป็นเรื่องของใจ ไม่ใช่แค่ความรู้ ไม่ใช่รู้แค่ความหมาย ไม่ใช่แค่สวดได้ แต่ต้องปฏิบัติให้ โอวาทปาติโมกข์ เกิดที่ใจจนเป็นลักษณะของใจของคนๆ นั้น ซึ่งใจเปี่ยมด้วย ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ มันเป็นของมันเองโดยอัตโนมัติ ใจจะมีลักษณะดังนี้

1. ละชั่ว จากใจเข้าถึงความไม่มีตัวกู-ของกู จนใจ ละชั่ว ได้ ที่จะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำหรือทำไม่ได้ ถ้าทำจะได้รับโทษทางกฎหมายและทางสังคม ด้วยการ ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือรบกวนคนอื่น ทั้ง กาย วาจา ใจ ด้วยการมีศีล ๕ ที่ไม่ทำเรื่องเหล่านี้ คือ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลักขโมย ผิดลูกเมียเขา พูดปด ใส่ร้ายป้ายสี ตะแบง เลี่ยงบาลี ประมาทในอบายมุข มั่วสุม มั่วเกม มั่วเซ็กซ์ มั่วยาเสพติด ประมาทจากการความสุขจากวัตถุนิยม บริโภคนิยม กามนิยม ใช้ถนนเป็นที่แข่งรถปลอมปน เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ เอารัดเอาเปรียบ โกงตาชั่ง อิจฉาริษยา ขี้เกียจเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทุจริตไม่พูดความจริง ขาดจิตสำนึกรับผิดชอบ ไม่รับผิดชอบในหน้าที่ ขาดวินัย ไม่ตรงเวลา ไม่เข้าคิว ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่มีความละอายใจ ส่งส่วยรับส่วย เลี่ยงกฎหมาย เลี่ยงภาษี ใช้เงินซื้อความผิด ปกป้องคนทำผิด ชื้อเสียงขายเสียง คอรัปชัน ทุจริตเชิงนโยบาย มีผลประโยชน์ทับซ้อน ค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ มุ่งประโยชน์ตนประโยชน์พวก หรือ คิดไปในทางไม่ดีไม่ตรงไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรมไม่ยุติธรรมไม่เป็นจริง ไม่มุ่งประโยชน์ตนประโยชน์พวก

2. ทำดี จากใจเข้าถึงความไม่มีตัวกู-ของกู จนใจ ทำดี ได้ ที่จะทำในสิ่งที่ควรทำหรือต้องทำ อาจไม่มีหรือมีโทษทางกฎหมายแต่มีโทษทางสังคม สังคมติเตียน ได้แก่ มีกตัญญูกตเวที สัมมาคารวะ ถ่อมเนื้อถ่อมตัว สุภาพ รักความสะอาด เข้าถึงพรหมวิหาร ๔ ฆารวาสธรรม สังคหวัตถุ มงคล ๓๘ ฯลฯ ขยัน ประหยัด อดออม เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ สู้ชีวิต สู้งาน สู้ปัญหา ใฝ่รู้ศึกษาตลอดชีวิต แข่งกับตัวเอง เน้นพึ่งตนเอง ซื่อสัตย์ มีสัจจะ มีความรับผิดชอบ รู้หน้าที่ มีวินัย เคารพกฎกติกาของบ้านเมือง ตรงเวลา เข้าคิว ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง มีจิตสาธารณะ มีคุณธรรมจริยธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นห่วงเป็นใย รัก มีน้ำใจ จริงใจ จริงจัง ใจเขาใจเรา มี ชาตินิยม รู้รักสามัคคี สมานฉันท์ เศรษฐกิจพอเพียง ธรรมาภิบาล รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย ที่ใจ มุ่งตอบแทนคุณแผ่นดิน รักคนทั้งโลกรวมทั้งธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และจะคิดไปในทางดีตรงถูกต้องเป็นธรรมยุติธรรมเป็นจริงมุ่งตอบแทนคุณแผ่นดิน

3. ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ จากใจเข้าถึงความไม่มีตัวกูของกู จะไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาแต่ใจ คิดไม่ใส่ความรู้สึกส่วนตัว หรือความจริงอย่างไรใจรู้สึกต่อสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น และจะเข้าถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดติด ไม่ปรุงแต่ง จะเข้าถึงปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา กฎไตรลักษณ์ กฎแห่งกรรม อริยสัจ ๔ จะเข้าถึงความจริง ใจจะบริสุทธิ์ จะอยู่กับความจริง อยู่กับปัจจุบันขณะ จะรู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย เปี่ยมด้วยอิทธิบาท ๔ รักมุ่งมั่นทุ่มเทเกาะติดและหมกมุ่นครุ่นคิดตลอดเวลาตลอดชีวิต ใจจะ พอ เฉย วาง ว่าง มันเป็นของมันเอง จะพบสุขจากจิตว่างสมถะสันโดษพอใจตามมียินดีตามได้ ใช้ชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ และจะทำงานให้ดีที่สุดเต็มความสามารถได้แค่ไหนก็แค่นั้น ผิดหวังเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

สรุป วันมาฆบูชา เป็น วันที่มุ่งให้แต่ละคนเข้าถึง ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หรือ ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำหรือไม่คิดไม่ทำในทางไม่ดีไม่ตรงไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรมไม่ยุติธรรมไม่เป็นจริงไม่มุ่งประโยชน์ตนประโยชน์พวก ทำในสิ่งที่ควรทำหรือคิดทำในทางที่ดีตรงถูกต้องเป็นธรรมยุติธรรมเป็นจริงมุ่งตอบแทนคุณแผ่นดิน และเข้าถึงความจริง จะอยู่กับความจริง คิดอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ปรุงแต่ง พบสุขจากจิตว่างทุกข์ไม่ทุกข์ด้วย ซึ่งจะเป็นผลดี ต่อ ตัวเอง ส่วนรวม และ ประเทศชาติ นั่นเอง
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License