84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านเห็นว่าควรขายหุ้น ปตท. และการบินไทย ให้เป็นเอกชนหรือไม่?
 
ป้ายโฆษณา
สงครามกลางเมืองที่ยังไม่ได้ประกาศ พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๑๕ น.
|


            สถานการณ์บ้านเมืองไม่มีแนวโน้มว่าจะกลับคืนสู่ความสงบสุขได้เลย พัฒนาการของสถานการณ์ทั้งปวงกำลังมุ่งไปสู่สงครามกลางเมืองอย่างชัดเจนแล้ว และความจริงขณะนี้ภาวะสงครามกลางเมืองก็เกิดขึ้นอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ประกาศกันอย่างเป็นทางการเท่านั้น 

            แน่นอนว่าวิสัยคนทั้งหลายไม่มีใครชอบความรุนแรง ไม่มีใครชอบสงคราม และต่างคนต่างก็พล่ามต่างก็เพ้อว่าต้องการแสวงหาภาวะสันติด้วยกันทั้งนั้น 

            รวมทั้งการนำเสนอข้อคิดความเห็นต่าง ๆ ที่ประหนึ่งว่าต้องการให้เกิดสันติขึ้นในบ้านเมือง แต่เนื้อแท้กลับกลายเป็นว่าเป็นข้อคิดความเห็นที่ทำให้คนเสนอดูดี มีความวิเศษกว่าคนอื่นเท่านั้น โดยไม่มีเนื้อหาที่เป็นเนื้อเป็นหนัง หรือที่จะเป็นผลให้เกิดความสงบสุขขึ้นในบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย 

            คนพวกนี้ล้วนแต่เป็นคนมีวิชาความรู้ ทรงปัญญาวิชาคุณด้วยกันทั้งนั้น และพูดจาแล้วก็ดูดีทั้งนั้น แต่กลับไม่เกิดผลใด ๆ ในทางที่จะเกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง 

            นั่นเป็นเพราะเป็นข้อคิดความเห็นที่เป็นความเพ้อเจ้อเป็นความฝันหรือไม่ก็เป็นข้อคิดความเห็นที่มุ่งแต่เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ทำตัวให้เห็นว่าเป็นผู้ใฝ่ในสันติและเป็นผู้วิเศษวิโสเสียเต็มประดา แต่แท้จริงแล้วข้อคิดความเห็นนั้นไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง 

            กี่ครั้งกี่หนกี่สถานการณ์ก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่หยุดไม่หย่อน แต่ความจริงได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองไม่ได้กระเตื้องไปในทางที่สันติ หากมุ่งสู่ความรุนแรงและสงคราม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าข้อคิดความเห็นเหล่านั้นเป็นหมัน เป็นความว่างเปล่า และไม่คุ้มค่าแก่การเสียเวลาสนใจเลย 

            แม้ว่าคนเราจะรักความสงบ ใฝ่สันติสักเพียงไหน แต่ถ้าความปรารถนาและวิธีการทั้งหลายไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงแล้ว ไม่เพียงแต่ความสงบและสันติจะเกิดขึ้นไม่ได้เท่านั้น มันกลับจะเพาะเชื้อขยายตัวกลายเป็นความรุนแรงมากขึ้นและเกิดความเสียหายมากขึ้น 

            ความรุนแรงและสงครามทั้งหลายในประวัติศาสตร์ล้วนเกิดขึ้นจากความคิดความเพ้อฝันในความสงบสุขและความสันติทั้งสิ้น แม้กระทั่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง 

            เพราะมัวแต่คิดกันว่าหากอ่อนข้อให้หรือปล่อยให้ฝ่ายอักษะทำการหรือยึดครองดินแดนบางส่วนไป ก็จะเกิดความสงบสุขขึ้นมาได้ แต่ผลก็คือเกิดการยึดครองที่บานปลายขยายตัว จนเกิดเป็นสงครามโลกขึ้น 

            ในประเทศจีนซึ่งเกิดศึกสงครามมานานนับพันปีก็มีความคิดชนิดนี้ดำรงอยู่ ต่างเพ้อฝันเรียกร้องต้องการสันติ แต่สงครามก็ลุกลามไปทั่วประเทศ 

            จนในที่สุดเหมาเจ๋อตงประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ออกคำชี้แนะว่า มีแต่ต้องใช้สงครามเท่านั้นจึงจะหยุดยั้งสงครามได้ การยอมจำนนหรือการเรียกหาสันติไม่มีทางที่จะหยุดยั้งสงครามหรือความรุนแรงได้เลย 

            เหมาเจ๋อตงบอกว่าเมื่อไม่ต้องการสงคราม ก็ต้องเตรียมทำสงคราม โดยชี้ให้เห็นว่าสงครามไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป นับแต่มีมนุษยชาติเกิดขึ้นในโลก สงครามก็เกิดขึ้นคู่กันมา และชีวิตของสงครามก็จะไม่สิ้นสุดไปตราบเท่าความขัดแย้งทางผลประโยชน์และชนชั้นดำรงอยู่ 

            เหมาเจ๋อตงกล่าวว่าสงครามในประวัติศาสตร์นั้นมีอยู่ 2 ชนิด คือสงครามที่เป็นธรรม กับสงครามที่ไม่เป็นธรรม ในที่สุดสงครามที่เป็นธรรมจะได้ชัยชนะต่อสงครามที่ไม่เป็นธรรม 

            ในประเทศไทยของเราในวันนี้ ความขัดแย้ง ความแตกแยก ได้แผ่ขยายไปเป็นวงกว้าง จนแทบกล่าวได้ว่าไม่มีอณูใดในประเทศนี้ที่ไม่มีความขัดแย้งดำรงอยู่ หรือไม่มีความแตกสามัคคีดำรงอยู่ 

            ทว่าคนไทยเป็นชนชาติที่ใฝ่ในสันติ เป็นชนชาติที่อะไรก็ได้ ขอให้มีความสงบเกิดขึ้นในบ้านเมืองก็เป็นพอ ซึ่งอัชฌาสัยแบบนี้ก็น่าที่จะมีความสงบร่มเย็นขึ้นในบ้านเมือง 

            แต่ความจริงกลับเป็นสิ่งตรงกันข้าม ในขณะที่พวกหนึ่งถือคติว่าอะไรก็ได้ ยอมนิดหน่อยไม่เป็นไร หรือปล่อยให้เขาทำไป อีกหน่อยก็เลิกราไปเอง แต่อีกพวกหนึ่งกลับฉวยเอาโอกาสนี้ก่อและขยายความขัดแย้งและความแตกแยกออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง 

            พร่ำยัดเยียดกรอกหูผู้คนทั่วประเทศให้รู้สึกนึกคิดตามที่ตนต้องการ พร่ำเช้า พร่ำเที่ยง พร่ำเย็น พร่ำค่ำ พร่ำดึก ในที่สุดดำก็กลายเป็นขาว ผิดก็กลายเป็นถูก ชั่วก็กลายเป็นดีเพราะมีความยึดมั่นถือมั่นหวั่นไหวไปตามที่ถูกยัดเยียดให้ ดังคำพังเพยที่สอนกันมาแต่โบราณว่า “อันเสาศิลาแปดศอกตอกเป็นหลัก แม้ผลักทุกวันเข้าเสาก็ไหว” 

            ความแตกแยกแตกสามัคคีได้ขยายตัวไปทุกหัวระแหง ทุกชุมชน ทุกองค์กรและทุกหน่วยของสังคม จนกระทั่งคนกลุ่มหนึ่งเกิดอาการฮึกเหิมลำพองว่าเมื่อมีคนเห็นพ้องต้องด้วยเช่นนี้ก็เป็นทีที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองให้สำเร็จได้ 

            ที่ร้ายหนักก็คือกลับเห็นว่าวิธีการใช้ความรุนแรงโหดเถื่อนถ่อยนั้นเป็นมรรควิธีที่ได้ผลในการขยายผู้คนสนับสนุน ดังนั้นกระบวนการและมาตรการดิบโหดเถื่อนถ่อยจึงขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง 

            นั่นเป็นเรื่องของความสำคัญผิด เช่นเดียวกับนิทานเรื่องความภาคภูมิใจของขี้ที่มีความภาคภูมิใจเป็นหนักหนาว่าอยู่ที่ไหนใครก็ไม่กล้าสู้ พากันเบือนหน้าหนี หรือพากันหนีออกไปในที่ไกล ๆ 

            โดยมิได้สำนึกเลยว่าที่คนเขาไม่อยากตอแยอยู่ใกล้หรือยุ่งเกี่ยวด้วยก็เพราะเขาชิงชังรังเกียจในความปฏิกูลของขี้ คือมีความเป็นปฏิกูลทั้งรูปร่างที่เห็นด้วยตา มีความปฏิกูลโดยเนื้อหาที่เป็นสิ่งสกปรกโสมมและเป็นแหล่งของโรค ทั้งมีความเป็นปฏิกูลโดยกลิ่นที่น่าขยะแขยงสะอิดสะเอียน 

            แต่ขี้สำคัญผิดคิดว่านี่คือพลังอำนาจและจุดเด่นของตน ซึ่งไม่ต่างอันใดกับพวกที่ใช้มาตรการวิธีดิบโหดเถื่อนถ่อยในปัจจุบันนี้ แล้วภูมิใจว่าการที่ไม่มีใครกล้าตอแยหรือเข้าใกล้คือความสำเร็จยิ่งใหญ่ของตน ฉันใดก็ฉันนั้น 

            เหตุนี้จึงทำให้ความรุนแรง ความสับสน ปั่นป่วน วุ่นวาย ขยายตัวไปอย่างกว้างขวางในบ้านเมืองของเรา 

            ล่าสุดนี้ก็มีการออกประกาศทางสื่อมวลชนรณรงค์ข่มขู่ให้ไล่ล่าฆ่าคณะผู้พิพากษาในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท รณรงค์ให้ไล่ล่าฆ่านายกรัฐมนตรี ประกาศข่มขู่ฆ่าประธานองคมนตรี และพ่อของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งใครต่อใครอีกมากมายหลายคน 

            มีการข่มขู่ว่าจะเผาพระบรมราชานุสาวรีย์ขององค์พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระราชจักรีวงศ์ที่จังหวัดราชบุรี และขู่ว่าจะมีการยิงระเบิดใสโรงพยาบาลศิริราชซึ่งเป็นที่ประทับรักษาพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยอ้างว่าฝ่ายรัฐบาลจะเป็นผู้ก่อการแล้วโยนความผิดให้คนอื่น 

            นอกจากนั้นยังมีการรณรงค์ทางโทรทัศน์ให้คนต่างจังหวัดเดินทางเข้ากรุงนับล้านคน เอาน้ำมันเข้ามาคนละ 1 ลิตรเพื่อเผาทำลายกรุงเทพฯ ให้เป็นทะเลเพลิง 

            ใครได้ยินใครได้ฟังคงนั่งไม่ติด และคงมีชีวิตอยู่โดยไม่มีความสุข ก็ต้องบอกกันตามตรงว่าในวันนี้คนไทยมีแต่ความทุกข์ ความตรอมใจ ที่มีแต่เรื่องร้ายเกิดขึ้นในบ้านเมืองไม่ว่างเว้นแม้แต่วันเดียว 

            มันเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครไปขัดขวางหยุดยั้งหรือสร้างความอุ่นอกวางใจให้กับประชาชนเลย มิหนำซ้ำผู้มีอำนาจบางกลุ่มยังออกมาป่าวร้องให้ประชาชนออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านการก่อเหตุดิบโหดเถื่อนถ่อยเหล่านั้น 

            ทำให้คนทั้งหลายยิ่งเศร้าหมองในใจและว้าเหว่ในดวงจิต พากันคิดว่าบ้านเมืองของเรานี้มีรัฐบาลบริหารปกครองให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขอยู่ละหรือ? หรือว่าเป็นบ้านร้างเมืองว่างที่ใครมีอำนาจ มีกำลัง ก็ทำการเอาตามอำเภอใจ 

            วันนี้ก็มีข่าวว่าประชาชนในหลายชุมชนของพื้นที่กรุงเทพฯ ทนต่อสภาพบีบคั้นเช่นนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว พากันรวมตัวจับกลุ่มจัดหาอาวุธเท่าที่จะหาได้เพื่อปกป้องคุ้มครองชุมชนของตนไม่ให้ถูกผลาญถูกเผาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 

            เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณหมายของสงครามกลางเมืองที่ประดุจเปลวไฟที่ลุกลามทั้งในชนบท ในหัวเมือง ในต่างจังหวัด และลามทั่วทั้งกรุงเทพมหานครแล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่มีการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ และยังไม่เกิดปรากฏการณ์การประจัญบานกันเท่านั้น 

            ประเทศไทย กรุงรัตนโกสินทร์ ที่สถิตมั่นเป็นถิ่นฐานที่เกิด ที่กิน ที่อยู่ ที่ตายของคนไทยมาช้านานแล้ว จะถึงคราย่อยยับอับจนด้วยสภาพที่เป็นบ้านร้างเมืองว่างอย่างนี้หรือ?

 

หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553

 




|

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License