ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
รัฐบาลสมควรให้กองทัพผลักดันเขมรออกจากดินแดนไทยหรือไม่?
 
ไล่ล่าผู้พิพากษา…เป็นเรื่องของคนโง่ที่สิ้นคิด! พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๐๔ น.
|


            ยิ่งใกล้วันตัดสินคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท เข้ามาเท่าใด ความสับสนวุ่นวายและความตึงเครียดในบ้านเมืองก็เพิ่มมากขึ้นทุกที จนขณะนี้สภาพต่างๆดูประหนึ่งว่ากำลังจะระเบิดขึ้นเป็นสงครามกลางเมืองอยู่แล้ว 

            แม้ว่าคนสำคัญของรัฐบาลจะพูดกับสื่อมวลชนว่าจะไม่ยอมให้เกิดการนองเลือดก่อน โดยจะหาทางป้องกันแก้ไขตัดไฟเสียแต่ต้นลม แต่ดูเหมือนว่าคำพูดนั้นก็ประหนึ่งการผายลม ที่ผายแล้วก็มลายหายไปเหลือแต่กลิ่นเหม็นคลุ้ง และความไม่เชื่อถืออยู่ข้างหลัง 

            เพราะพูดเช่นนี้มาหลายครั้งหลายหนในหลายเรื่องหลายกรณี แต่ความจริงที่คนไทยรู้เห็นกันทั้งบ้านทั้งเมืองก็คือ “แม่ง…ไม่ทำห่าอะไรเลย เอาแต่โกง โกง โกง อย่างเดียว” 

            ข้อความในคำพูดนั้นไม่ได้พูดเอง หรือไม่ได้แกล้งเอามาพูด แต่เป็นเรื่องที่คนห่วงบ้านห่วงเมืองเขาพูดกันอย่างกว้างขวางแทบทุกหัวระแหง แต่กลับกลายเป็นว่าคนในรัฐบาลไม่มีใครฟังและไม่มีใครได้ยิน 

            ก็คงเป็นดังคำพังเพยโบราณที่ว่า คนเราพอมีอำนาจแล้วจะหูหนวกตาบอด และความจริงก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าลำพังเสียงชาวบ้านนั้นไม่มีวันถึงหูผู้มีอำนาจในบ้านเมืองได้เลย 

            จะถึงหูผู้มีอำนาจได้อย่างไรเล่า? ก็เพราะหูหนวกไปแล้วจริง ๆ หูหนวกถึงขนาดที่ไม่ได้ยินเสียงตำหนิติติงจากคนระดับองคมนตรี ที่มีปกติไม่พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมือง แต่ก็ทนไม่ไหวจนต้องออกมาติงมาเตือนเนื่องจากมีการปล่อยปละละเลยให้มีการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างโจ๋งครึ่ม 

            ก็เมื่อหูหนวกถึงขนาดไม่ได้ยินเสียงคนระดับองคมนตรีแล้ว ไหนเลยจะได้ยินเสียงของประชาชนอย่างเราท่านได้เล่า? 

            เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงไม่ได้ยินเสียงที่วิทยุชุมชนหลายแห่งในกรุงเทพฯ ได้ทำการรณรงค์ให้ผู้ที่เป็นสมัครพรรคพวกเดียวกันติดตามไล่ล่าฆ่าผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งหมด 9 คน 

            เป็น 9 คนที่หนังสือพิมพ์มติชนเคยนำรายชื่อมาเปิดเผยไว้ก่อนหน้านั้น แต่จะเป็นการเปิดเผยเพื่อเป็นข้อมูลหรือเป็นการเปิดเผยเพื่อเตะลูกให้มีการเอาไปปลุกระดมให้ฆ่าผู้พิพากษาเหล่านั้นก็เหลือวิสัยที่จะรู้ได้ 

            เขาปลุกระดมกันตั้งแต่คืนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 เรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเป็นวันที่ทำบทความเรื่องนี้ และยังจะปลุกระดมกันต่อไปหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เพียงเท่าที่ปลุกระดมกันมานั้นก็ได้ทำให้ผู้คนไม่สบายใจ พากันก่นด่าต่อว่าต่อขานผู้ที่ดูแลรับผิดชอบความมั่นคงปลอดภัยของบ้านเมืองกันจ้าละหวั่น 

            ตามโรงศาลทั้งหลายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดก็ไม่เป็นอันพูดจากันในเรื่องอื่น พอมีเวลาหรือพบหน้าปะปังกันก็พากันไต่ถามตำหนิและติติงเรื่องนี้กันทั้งนั้น แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลจะว่าอย่างไร 

            นายกรัฐมนตรีก็ได้พูดในทางให้ขวัญกำลังใจแก่คณะผู้พิพากษาว่าจะดูแลให้มีความปลอดภัย ก็ได้แต่เอาใจช่วยให้รัฐบาลสามารถคุ้มครองความปลอดภัยให้กับคณะผู้พิพากษาได้ อย่าให้เหมือนกับกรณีคนร้ายเอาขี้ไปขว้างบ้านของคนที่พูดนั้นเลย 

            ถามว่าการรณรงค์ให้ผู้คนไปไล่ล่าฆ่าผู้พิพากษาซึ่งทำการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์นั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ตามกฎหมายและมีความชอบธรรมหรือไม่? ก็ตอบได้ว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งที่สุดและไม่มีความชอบธรรมใด ๆ ที่จะทำได้เช่นนั้นเลย 

            ใครจะคิดอ่านวางแผนหรือเป็นต้นเหตุให้ทำเรื่องนี้ก็ตามทีเถิด ผลแท้จริงที่เกิดขึ้นนั้นคือความฉิบหายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คนเดียวเท่านั้น 

            เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รู้ได้ยินเรื่องนี้ก็จะมีความรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างเดียวกันว่าการปลุกระดมให้ไล่ล่าฆ่าผู้พิพากษานั้นเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อจะข่มขู่กดดันผู้พิพากษาไม่ให้ตัดสินคดีโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมเพราะเกรงว่าจะเกิดผลร้ายกับทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ 

            เมื่อรู้สึกนึกคิดอย่างนั้นแล้วก็จะเชื่อต่อไปว่า คงโกงบ้านโกงเมืองตามที่มีการกล่าวหา จึงเกิดความกลัวเช่นนั้น แล้วคิดอ่านไม่ให้มีการตัดสินคดีนี้ ดังนี้ความเสียหายก็ไม่พ้นไปจากตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ 

            มิหนำซ้ำ หาได้มีแค่เรื่องราวการปลุกระดมทางวิทยุชุมชนเท่านั้นไม่ ยังมีเสียงพูดจาในเชิงข่มขู่ของบางคนที่เพิ่งไปพบปะหรือรับมอบหมายหน้าที่บางประการมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในทางที่สมคล้อยกับการปลุกระดมของวิทยุชุมชนนั้น 

            เช่น การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าศาลฎีกาจะตัดสินคดีนี้ไม่ได้เพราะผู้พิพากษาจะไม่ครบองค์คณะ 

            หรือ การให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่ารู้ชื่อที่อยู่ของคณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่านแล้ว และแม้ว่าจะได้รับการดูแลคุ้มครองความปลอดภัยจากรัฐ ก็รู้ที่อยู่แล้ว ทั้งยืนยันอีกว่าผู้พิพากษาจะไม่ครบองค์คณะที่ตัดสินคดีได้ 

            ไม่ว่าจะใช้ลีลาและการพูดประการใด แต่เจตนาและผลของการได้ฟังเรื่องราวแล้ว ก็เข้าใจได้ว่าเป็นการขู่ว่าจะมีการฆ่าหรืออุ้มฆ่าผู้พิพากษา จนทำให้ไม่ครบองค์คณะที่จะตัดสินคดีได้ 

            มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโจ๋งครึ่มกลางเมือง เป็นการท้าทายอำนาจรัฐและกฎหมาย เป็นการกระทบต่อพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย แต่โดยที่คนหูหนวกไม่สามารถได้ยินได้ จึงไม่มีการจัดการหรือขัดขวางหรือสร้างความเชื่อมั่นใด ๆ ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนได้ 

            เป็นเหตุให้ผู้พิพากษาต้องถูกกดดันอย่างหนัก และต้องหาทางดูแลรักษาตัวให้ปลอดภัยขั้นวิกฤตด้วย และหาใช่แต่ตัวเองคนเดียวเท่านั้น ยังต้องดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับลูกเมียและครอบครัวเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือในการข่มขู่อีกด้วย 

            นับเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกที่เกิดขึ้นแบบนี้ นับตั้งแต่ได้มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีเป็นต้นมา 

            นี่แหละคือฝีไม้ลายมือ ผลงาน และผลจากการกระทำในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนี้ กล่าวอย่างนี้อาจจะไม่ถูกใจบรรดาพวกแม่ยก แต่ขอให้รับรู้เถิดว่านี่คือความจริงที่เกิดขึ้นตำตา จะรักจะห่วงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลสักปานใด ก็ห่วงได้ห่วงไป 

            แต่ถ้าห่วงแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวรู้ผิดรู้ถูก รู้รับผิดชอบต่อบ้านเมืองแล้ว ในสักวันหนึ่งคนที่จะต้องตายอย่างอเนจอนาถอาจไม่ใช่แค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น มันอาจจะเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือผู้คนในครอบครัว หรือรัฐมนตรี ตลอดจนผู้คนในครอบครัวของรัฐมนตรีก็เป็นไปได้ 

            จึงเป็นอันว่า ณ เวลานี้บรรดาผู้พิพากษาต้องขวัญกระเจิง และต้องหาที่พักพิงเพื่อรักษาตัวให้ปลอดภัย จนไม่เป็นอันต้องทำงานตามปกติ และในที่สุดคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ก็คงต้องประชุมปรึกษาและลงมติกันในที่ที่มีความปลอดภัยแก่ชีวิตของคณะผู้พิพากษาจนได้ 

            คดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทนั้น ณ เวลานี้ล่วงพ้นเวลายื่นคำแถลงการปิดคดีแล้ว มีขั้นตอนที่เหลืออยู่คือการประชุมปรึกษาคดี การลงมติ การเขียนคำพิพากษา และการอ่านคำพิพากษา 

            ก็ไม่แน่ว่า ณ วันเวลาที่บทความนี้ลงตีพิมพ์อาจมีการประชุมปรึกษาคดีเสร็จแล้ว หรือลงมติเสร็จแล้วก็ได้ หรืออาจอยู่ระหว่างการเขียนคำพิพากษาก็ได้เพราะมีกำหนดอ่านคำพิพากษาแน่นอนแล้วในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ศกนี้ 

            ดังนั้นก็ต้องบอกบรรดาพวกหน้าโง่บางจำพวกว่าในวันตัดสินคดีนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องมีผู้พิพากษาขึ้นนั่งอ่านคำพิพากษาครบทั้ง 9 คน 

            ขอแต่เพียงให้มีการประชุมปรึกษาคดีร่วมกันแล้ว ลงมติในการตัดสินคดีแล้ว ก็เป็นอันใช้ได้ เพราะในชั้นการเขียนคำพิพากษาตามมตินั้นก็ดี หรือในการอ่านคำพิพากษาก็ดี หากผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งล้มหายตายจาก หรือไม่สามารถลงชื่อในคำพิพากษาได้ องค์คณะที่เหลืออยู่ก็สามารถทำบันทึกจดแจ้งเหตุที่ไม่สามารถลงชื่อได้ 

            และในกรณีเช่นนี้ย่อมมีผลเป็นว่าได้มีการตัดสินคดีนั้นโดยชอบแล้ว ดังนั้นการข่มขู่คุกคามหรือการจะอุ้มฆ่าผู้พิพากษาหลังจากประชุมปรึกษาและลงมติตัดสินคดีแล้ว จึงเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า และเป็นเรื่องของคนโง่เท่านั้นที่ทำเรื่องไม่เข้าท่าแบบนี้.


หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553

 




|

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License