ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
คิดว่าประเทศไทยจะไปทางไหน?
 
ป้ายโฆษณา
อภิสิทธิ์ยังอยู่…กุมภาไม่เดือด พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๐๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๓๑ น.


            พักนี้เห็นมีแต่ข่าวที่ผู้คนทั้งหลายพากันหวาดหวั่นวิตกว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะล้มหายตายจากไปเสียแล้วบ้าง จะเกิดเหตุการณ์นองเลือดบ้าง หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ้าง 

            ในแต่ละวันจะได้ยินหรือเห็นแต่ข่าวคนเสื้อแดงยกพวกไปที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง ขู่อย่างนั้นบ้าง ขู่อย่างนี้บ้าง แม้กระทั่งกองทหารต่าง ๆ ก็ไม่มีการละเว้น และนี่ก็ยังมีข่าวว่าจะยกไพร่พลไปกดดันหน่วยงานต่าง ๆ อีกมากหลาย 

            เอาให้มันวุ่นวายเข้าไว้ตลอดทั้งเดือน จนบ้านเมืองไม่มีอันเป็นสุข และจนผู้คนไม่เป็นอันทำมาหากินนั่นแหละ! 

            ที่ทำอย่างนี้ได้ก็เพราะว่าบ้านเมืองของเราในวันนี้ไร้ขื่อไร้แป ใครจะทำอะไรก็ทำได้ตามอำเภอใจ ไม่มีใครยำเกรงหรือยอมรับนับถือกฎหมาย ทั้งผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายก็ไม่ทำหน้าที่ 

            นอกจากไม่ทำหน้าที่แล้ว ยังมีหน้าออกปากเชิญชวนให้ประชาชนแสดงท่าทีต่อต้านคัดค้านหรือพูดง่าย ๆ ก็คือขอให้ประชาชนไปตีกันเอง แล้วรัฐบาลจะนั่งดูเป็นขวัญตา ตามปรัชญาที่หาเสียงไว้ คือประชาชนต้องมาก่อนนั่นเอง 

            บ้านเมืองเรามันถึงเป็นอย่างนี้! 

            ถ้าจะถามว่าพอใจรัฐบาลและการบริหารบ้านเมืองแบบที่เป็นอยู่นี้หรือไม่? ก็ตอบได้โดยไม่ต้องละอายใจใด ๆ ว่าไม่มีใครเขาต้องการรัฐบาลและการบริหารบ้านเมืองแบบที่เป็นอยู่นี้เลย แต่มันเลือกไม่ได้ ตาหมากมันบังคับให้ต้องทนชอกช้ำระกำใจและเป็นทุกข์ร้อนกันทั้งบ้านทั้งเมืองอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะหมดเวรหมดกรรม หมดอายุขัยกันไป 

            เหตุที่ไม่น่าพอใจนั้นก็คงมีอยู่ 2-3 สถาน คือ 

            สถานแรก ไม่มีการแก้ไขปัญหาหลักของชาติ ซึ่งกำลังทำให้บ้านเมืองล่มจม นั่นคือปัญหาการแตกแยกภายในชาติ ปัญหาการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นหลักชัยของชาติ ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง และปัญหาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศและประชาชน หรืออาจจะแถมเรื่องปัญหาคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรมที่เสื่อมทรุดเหลวแหลกเละเทะ จนมียาเสพติดเป็นสรณะของคนจำนวนมากไปแล้ว 

            สถานที่สอง การฉ้อราษฎร์บังหลวงหนักหน่วงยิ่งกว่ายุคใดสมัยใด จนอุปมาได้ว่าแต่ก่อนนั้นเหมือนโจรเข้าปล้นบ้าน พอเจ้าบ้านตื่นโจรก็จะหนีไป แต่ในเวลาบัดนี้ถึงเจ้าบ้านตื่นขึ้นมา โจรก็ไม่หนี ยังคงตั้งหน้าปล้นต่อไป แม้กระทั่งเจ้าบ้านลุกขึ้นมาร้องโหวกเหวกโวยวายว่าไอ้วายร้ายกำลังปล้นบ้าน มันก็ยังไม่หยุด มิหนำซ้ำยังอ้างว่ากูไม่ได้มาปล้น กูมาช่วยพวกมึงนั่นแหละเสียอีก 

            สถานที่สาม ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่ตัดสินใจ ไม่แก้ไข ไม่ป้องกันปัญหา จนดูประหนึ่งว่าขอให้เป็นรัฐบาลไปวัน ๆ ยิ่งนานยิ่งดี ประเทศนี้จะพินาศฉิบหายหรือประชาชนจะถึงกาลวายวอดอย่างไรก็ไม่ใช่ธุระของรัฐบาล ให้ดูตัวอย่างการแก้ไขปัญหาโครงการมาบตาพุดก็จะเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องพูดอะไรกันมากกว่านี้อีก 

            ด้วยสามสถานนี้ หากบ้านเมืองเป็นปกติก็เห็นทีอาณาประชาราษฎรทั้งปวงจะพร้อมเพรียงกันขับไล่รัฐบาลเป็นแน่นอน แต่เหตุไฉนเล่าแม้การบริหารบ้านเมืองเป็นอย่างนี้แล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าผู้คนจำนวนมากมายเหลือเกินยังคงสนับสนุนอุ้มชูรัฐบาลนี้ให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป 

            กระทั่งเรียกร้องอ้อนวอนว่าอย่ายุบสภาเป็นอันขาด นายกรัฐมนตรีอย่าได้ลาออกจากตำแหน่งเป็นอันขาด รวมทั้งการแสดงท่าทีที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองโดยการปฏิวัติรัฐประหาร 

            ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจคนบางหมู่บางเหล่าว่าทำไมจึงต้องเป็นอย่างนี้? คำตอบก็อยู่ที่ว่ารัฐบาลนี้มีบุญมาก ตั้งขึ้นในขณะที่ฤกษ์ผานาทีเป็นผลดีแก่รัฐบาล จนสุดจะหยั่งคาด ดังนั้นจึงทำให้มีตัวช่วยมาช่วยเหลือรัฐบาล ทำให้คนทั้งหลายถึงแม้จะไม่ชอบใจหรือต้องการขับไล่รัฐบาลเต็มแก่ก็ต้องอดทนอดกลั้นอุ้มรัฐบาลกันต่อไป 

            ตัวช่วยนั้นคืออะไรเล่า? ก็คือระบอบทักษิณ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่คึกคักอยู่ในหลายที่หลายแห่งไม่หยุดไม่หย่อนนั่นแหละ 

            การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เคยคำนึงถึงโลกนิติว่าสิ่งใดโลกสรรเสริญยกย่องนิยม สิ่งใดโลกประณามหยามเหยียดเกลียดชัง ไม่คำนึงถึงธรรมนิติว่าสิ่งใดเป็นธรรม สิ่งใดเป็นอธรรม ไม่คำนึงว่าสิ่งใดควรเป็นไปอย่างไร สิ่งใดไม่ควรเป็นไปอย่างไร ไม่คำนึงถึงราชนิติว่าบทกฎหมายพระอัยการทั้งปวงมีมาสำหรับแผ่นดินอย่างไร 

            เพราะไม่คำนึงถึงศาสตร์และหลักสำหรับครองใจคน และความถูกต้องของใจคน ดังนั้นสิ่งที่เคลื่อนไหวไปโดยทั่วไปจึงกลายเป็นผลลบแก่ตนเอง 

            กลายเป็นสร้างความเกลียด ความโกรธ ความเคียดแค้นชิงชัง ความหวาดกลัว ความหวาดผวา กระทั่งกลายเป็นความอาฆาตพยาบาท หรือความมุ่งมาดปรารถนาที่จะล้างผลาญกันให้วายวอดไป แล้วผลร้ายตกอยู่ที่ไหนเล่า? ก็ตกอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นสำคัญ 

            เมื่อกระแสความไม่พอใจ ความหวาดกลัว และความรังเกียจเกิดขึ้นและขยายตัวไปเช่นนี้ ก็เกิดความหวาดวิตกว่าหากมีการยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีลาออกแล้ว ก็จะเป็นช่องให้อำนาจเก่าแห่งระบอบทักษิณกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง 

            เมื่อมีความหวาดกลัวเกิดขึ้น อคติย่อมบังเกิดขึ้นกับใจ มีน้ำใจรังเกียจ ต่อต้าน ขัดขวางด้วยประการต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ระบอบเก่าฟื้นคืนมาอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นที่มาของความจำเป็นจำใจและจำทนที่จะต้องสนับสนุนปกป้องรัฐบาลให้ดำรงคงอยู่ต่อไป 

            และดูเหมือนว่ารัฐบาลก็รู้สถานการณ์อย่างนี้ดี จึงได้ใช้ความชิงชังรังเกียจและความหวาดกลัวนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จึงทำให้บ้านเมืองของเราตกอยู่ในสภาพดังที่รู้เห็นกันอยู่นี้ 

            ไม่ชอบใจการทำงานของรัฐบาล แต่ชิงชังรังเกียจอำนาจเก่าว่าจะฟื้นคืนมา จึงจำเป็นจำใจจำทนต้องพิทักษ์รักษารัฐบาลปัจจุบันนี้ไว้ให้อยู่ในอำนาจให้นานที่สุด ซึ่งนับจากเวลานี้ไปก็เหลือเวลาอีกประมาณ 20 เดือนเศษ 

            พวกฝ่ายอำนาจเก่าและคนเสื้อแดงกลับไม่แจ้งถึงสถานการณ์อันเป็นไปเช่นนี้ ยังคงเดินหน้าเคลื่อนไหวในทางสร้างความเสียหายและผลลบให้กับตนเอง ซึ่งก็คือการเร่งช่วยเหลือรัฐบาลให้มีความมั่นคงในอำนาจต่อไป กระทั่งให้มีความชอบธรรมในการที่จะกำราบปราบปรามหากว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ 

            ด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงแม้พรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านจะคิดอ่านเดินกลเกมทางการเมืองอย่างไรก็เดินไม่ออก เพราะกระแสความเรียกร้องต้องการของประเทศชาติและประชาชนในสถานการณ์เช่นนี้มีพลานุภาพหนักหน่วงรุนแรงนัก 

            ก่อเกิดเป็นจุดตีบตันทางการเมืองให้อายุขัยในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผูกติดอยู่กับอายุขัยของรัฐสภา ที่ต้องไปด้วยกันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง 

            จุดตีบตันดังกล่าวจึงทำให้พรรคร่วมรัฐบาลถึงจะไม่พอใจพรรคประชาธิปัตย์อย่างไรก็ต้องจำใจจำทนอยู่ร่วมกันต่อไป เพราะย่อมดีกว่าความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางไหนและมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด สู้อยู่ร่วมไม้ชายคาแล้วสูบเลือดสูบเนื้อประเทศชาติต่อไปอย่างนี้จะดีกว่า 

            เมื่อพรรคร่วมไม่ยอมขยับขยายหรือถอนตัว พรรคฝ่ายค้านเองก็ทำอะไรไม่ได้ได้แต่โหวกเหวกโวยวายและแปรเปลี่ยนสภาพของสภาอันทรงเกียรติให้เป็นสภาอันทรงเกือกเท่านั้น 

            รวมความก็คือนายกรัฐมนตรีจะไม่มีวันลาออก และจะไม่มีวันยุบสภา รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลก็จะไม่มีความกล้าหาญที่จะหักหลังพรรคประชาธิปัตย์ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้พรรคฝ่ายค้านเองถึงวันนี้ก็ยังมิรู้ที่จะอภิปรายอย่างไร และจะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี จึงตกอยู่ในสภาพยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก และในที่สุดก็คงชกลมฟรีเหมือนอย่างเคย 

            ส่วนการจะล้มรัฐบาลด้วยอาศัยวิธีประชาธิปไตยบนท้องถนนนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก การประกาศระดมคนเรือนล้านเข้ากรุง พร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงคนละลิตรนั้นคิดได้พูดได้ แต่การจะทำให้เป็นความจริงคงทำไม่ได้ และคงไม่มีใครยอมให้ทำอย่างนั้น 

            ดังนั้นความแตกแยก ความระส่ำระสาย จึงเกิดขึ้นโดยทั่วไป ในขณะที่ข้อมูลแผนการความลับต่างๆ ถูกล้วงลูกล้วงพุงล้วงไส้มาอยู่ในมือของฝ่ายความมั่นคงแทบหมดสิ้น การศึกใหญ่ที่ถูกล้วงตับไตไส้พุงอย่างนี้จะมีอนาคตฉันใดก็เห็นได้ตั้งแต่ก่อนเคลื่อนทัพแล้ว 

            ส่วนการปฏิวัติรัฐประหารเล่าย่อมไม่ใช่วิถีทางหรือทางเลือกแรกสุดในการแก้ไขปัญหา และสถานการณ์ในวันนี้ก็ยังคงห่างไกลต่อสถานการณ์ที่จำต้องจำใจแก้ไขปัญหาด้วยวิธีพิเศษ 

            ดูไปแล้วอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะยังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป และในเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้ ก็ไม่น่าจะมีอะไรดุหรือเดือดดังที่หวาดวิตกกัน เพราะสถานการณ์มันเข้าสู่ขั้น Deadlock เสียแล้ว.



หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553

 

 

 

 

 

 

 

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๐๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๑๗:๑๕ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License