ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
คิดว่าประเทศไทยจะไปทางไหน?
 
ป้ายโฆษณา
การปฏิวัติเข้าทางใคร? พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๐๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๑๔ น.


            นับตั้งแต่ เสธ.คนดังจุดพลุข่าวการรัฐประหารแล้ว การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเพื่อต่อต้านการรัฐประหารก็เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและคึกคัก ถึงกับนัดไปชุมนุมที่กระทรวงกลาโหมและที่หน้าหน่วยทหารทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

            ในขณะเดียวกัน สื่อมวลชนบางสำนัก นักวิชาการบางค่ายก็ออกมาประสานเสียงไปในทางเดียวกันว่า ถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น ก็จะเข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 

            พูดราวกับว่าทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นคือทางปฏิวัติรัฐประหารอย่างนั้นแหละ! 

            บ้างก็ให้เหตุผลว่าถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร ก็จะทำให้การยึดหรืออายัดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท เป็นการไม่ชอบ บ้างก็ว่าจะเป็นเหตุให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นหรือสามารถเคลื่อนไหวด้านต่างประเทศอย่างกว้างขวาง กระทั่งจะมีคนไทยเข้าร่วมอีกเป็นจำนวนมาก 

            คำพูดอย่างนี้คือคำขู่ทหารว่าอย่าทำรัฐประหารเท่านั้น ไม่สามารถแปลหรือถอดความหมายเป็นอย่างอื่นได้เลย แต่สิ่งที่ทำกันนั้นไม่ว่าการด่าว่าเหยียดหยามทหารก็ดี การคุกคามกดดันต่อทหารชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนก็ดี กลับเป็นสิ่งตรงกันข้ามเพราะเป็นเรื่องการยั่วยุให้เกิดการรัฐประหาร 

            ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้จึงต้องลองคิดพิจารณากันให้ดีว่าถ้าเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร จะเป็นการเข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือเข้าทางใครกันแน่? 

            ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าถ้าการปฏิวัติรัฐประหารนั้นกระทำโดยลิ่วล้อบริวารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ย่อมเป็นที่แน่นอนว่านั่นแหละเป็นการเข้าทางอย่างแท้จริง 

            แล้วถามว่ามีการปูทางนี้ไว้บ้างหรือไม่? ก็ต้องตอบว่ามี แค่นำข่าวนำมาปะติดปะต่อกันก็อาจเห็นเป็นภาพใหญ่ถึงการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธในหลายจุดหลายพื้นที่ ซึ่งการจัดตั้งกองกำลังแบบนี้คงไม่ใช่แค่เพื่อเป็นการ์ดหรือเพื่อเอาไปเย็บปักถักร้อยหรือทำไร่ไถนาเป็นแน่แท้ 

            ก็ต้องบอกว่านั่นคือกระบวนการเตรียมการทางด้านกำลังเพื่อปฏิวัติรัฐประหารอยู่เหมือนกัน และถ้าทำได้สำเร็จก็นับว่าเข้าทาง แต่ถ้าพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้วก็กล่าวได้ว่าทางสายนี้ไม่มีใครเดิน และเป็นไปไม่ได้ เพราะมีแต่หญ้ารกรุงรังและเต็มไปด้วยอสรพิษนานาชนิด 

            แต่ถ้าการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นจากฝ่ายอื่น ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจจำแนกได้เป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่ต้องการอำนาจ และพร้อมที่จะฮั้วกับใครก็ได้ฝ่ายหนึ่ง กับฝ่ายที่ต้องการกอบกู้ฟื้นฟูชาติให้กลับสู่ความเป็นปกติสุขอีกฝ่ายหนึ่ง 

            ฝ่ายแรกนั้นคงตัดทิ้งไปได้ เพราะถูกหยามน้ำหน้า ถูกตัดแข้งตัดขาจนแต๋วแตกไปนานแล้ว และที่ผ่านมาใคร ๆ ก็เห็นแล้วว่าได้ทำให้เกิดความเสียหายกับชาติบ้านเมืองและกองทัพขนาดไหน จึงไม่เป็นที่พึ่งที่หวังอันใดให้กับใครได้เลย 

            จึงเหลืออยู่เพียงฝ่ายเดียว คือฝ่ายที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซึ่งยังมีอยู่มากทั่วทั้งกองทัพและทุกเหล่าทัพ เพราะเป็นฝ่ายที่มีเลือดเนื้อและชีวิตเป็นทหารแท้ มีความสำนึกในคำสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล ถือตนเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นทหารของประชาชน 

            ดังนั้นหากจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารก็น่าจะมาจากพลังรักชาติในกองทัพ ที่ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองตกอยู่ในสภาพล่มจมล่มสลาย กระทั่งกลายเป็นสงครามกลางเมือง หรือก้าวไปสู่สภาพสิ้นแผ่นดิน สิ้นชาติ สิ้นกษัตริย์ 

            หากเกิดขึ้นจากฝ่ายนี้ เบื้องต้นก็จะเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ทางและไม่เข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลย 

            ดังนั้นความรู้สึกหวาดผวาวิตกต่อการปฏิวัติรัฐประหาร จึงเป็นความหวาดผวาเพราะรู้ว่ากรณีไม่เข้าทางที่ต้องการนั่นเอง 

            เพราะฉะนั้นแกนนำบางพวกจึงออกคำสั่งให้แกนนำในพื้นที่ต่าง ๆ ระดมคนเข้ากรุง บ้างก็สั่งให้เอาน้ำมันเชื้อเพลิงติดตัวเข้ามาด้วยคนละลิตรเพื่อเผาบ้านเผาเมืองตลอดจนยึดศาลากลางจังหวัดและปิดการจราจร 

            และยังสั่งด้วยว่าถ้าแกนนำถูกจับหรือสั่งการไม่ได้ ก็ให้ปฏิบัติการได้โดยอิสระ ซึ่งประหนึ่งเป็นความกล้าหาญและเสียสละสูงสุด แต่ถ้าดูบทเรียนเมื่อเดือนเมษายน ก็จะเข้าใจได้ว่าเมื่อสถานการณ์คับขันมาถึงแกนนำคงสั่งการไม่ได้เพราะเผ่นหนีกันหมด ดังนั้นจึงให้ประชาชนออกหน้าต่อสู้แทน ถ้าดีก็จะกลับมา ถ้าร้ายก็จะหายหน้าไป เหมือนกับบางคนที่ยังร่อนเร่พเนจรอยู่ต่างประเทศในขณะนี้ 

            จากปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงเห็นได้ชัดว่าหากเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น ย่อมไม่ใช่เข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเป็นที่หวาดผวาของผู้ก่อการเคลื่อนไหวป่วนบ้านป่วนเมืองอยู่ในขณะนี้ จึงพยายามขัดขวางป้องกันมิให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารทุกวิถีทาง 

            แล้วถามต่อไปว่าถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร จะไม่กระทบต่อคดียึดทรัพย์ดอกหรือ? ก็ต้องตอบว่าขึ้นอยู่กับว่าทำเป็นหรือทำไม่เป็น เพราะถ้าวางหมากเพื่อจะทำมาหากินกันต่อไป ก็สามารถวางหมากเพื่อให้เกิดผลกระทบในทางที่เป็นคุณได้ แต่ถ้าทำการโดยถูกต้องด้วยอำนาจแห่งรัฏฐาธิปัตย์ ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นและนอกเหนือจากนั้นก็อาจถูกยึดเข้าหลวง แบบเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนายสัญญา ธรรมศักดิ์ 

            ดังนั้นหากมีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น จึงมีแต่จะเป็นผลเสียต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ตลอดจนอาจเกิดผลกระทบต่อทรัพย์สินอื่น ๆ รวมทั้งทรัพย์สินของนักการเมืองร่วมรัฐบาลในยุคนั้นอีกด้วย 

            หากจะถามต่อไปว่าถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร จะไม่เป็นทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้เป็นเหตุอ้างเคลื่อนไหวในต่างประเทศดอกหรือ? 

            ก็ในวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศและเคลื่อนไหวตลอดมา หากจะเคลื่อนไหวต่อไปก็ไม่ได้แตกต่างกันที่ตรงไหน ขึ้นอยู่กับว่าอำนาจรัฐใหม่ที่เกิดขึ้นจะดำเนินงานด้านต่างประเทศให้เป็นมรรคเป็นผลทันท่วงทีและเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่ต่างหาก 

            อย่าไปคิดว่ามหาอำนาจจะต่อต้านคัดค้านการปฏิวัติรัฐประหารเสมอไป กรณีมูชาราฟของปากีสถานและกรณีฮอนดูรัสที่เพิ่งผ่านไปหยก ๆ ก็คือตัวอย่างอันพึงเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์ 

            เพราะชาติมหาอำนาจทั้งหลายนั้นน้ำใจแท้หาได้คำนึงถึงเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารไม่ มิหนำซ้ำในหลายที่หลายแห่งของโลกก็อยู่เบื้องหลังสั่งการให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารด้วยซ้ำไป 

            การสนับสนุนหรือการคัดค้านจากต่างชาติขึ้นอยู่กับการเจรจาและการประสานผลประโยชน์ ซึ่งผู้มีอำนาจเป็นรัฏฐาธิปัตย์ย่อมมีพลังอำนาจต่อรองมากหรือน้อยกว่าคน ๆ หนึ่งซึ่งเร่ร่อนจรจัดอยู่ในต่างประเทศเล่า 

            ที่กล่าวมาทั้งนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าการปฏิวัติรัฐประหารนั้นไม่ได้เข้าทางใคร และไม่ใช่ทางของใคร หากจะเข้าทางก็เข้าทางของทหาร ดังนั้นการใด ๆ ที่ยั่วยุเหยียดหยามย่ำยีทหาร จึงนอกจากไม่เป็นประโยชน์ใด ๆ แล้ว ยังเป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตลอดจนเหล่าแกนนำทั้งหลาย 

            ดังนั้นแม้จะรู้ว่าสถานการณ์ยามนี้จะไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น แต่เพราะความหวาดผวาจึงเป็นที่มาของการเคลื่อนไหวใหญ่ โดยมีข้ออ้างว่าต่อต้านการรัฐประหาร 

            ในขณะเดียวกันก็หวังผลลึกทางการเมือง ซึ่งเดินหน้าปูทางจนมีความหวังถึงกับใครบางคนเตรียมตัวเตรียมตนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีกันแล้ว 

            จับตาดูกันให้ดี ๆ เมื่อการเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารเป็นที่มั่นใจแล้ว เมื่อนั้นก็จะมีการยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ล้มรัฐบาล ณ กาลบัดนั้น ดีไม่ดีพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจจะยกพวกถอนตัวก็ได้ 

            หรือถึงหากจะไม่ถอนตัวก็เกิดความระส่ำระสายขึ้นภายในรัฐบาล จนกระทั่งการบริหารงานขลุกขลักแล้วประชาชนจะก่นด่าเตลิดเปิดเปิง ซึ่งย่อมส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าโดยมิพักต้องสงสัย.



หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License