ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
๒๕๕๖ ดวงเมืองแตก (อีกแล้วหรือ) พิมพ์ อีเมล
พูดจาภาษาโหร
เขียนโดย ดิลก แสงอุทัย   
วันจันทร์ที่ ๐๗ มกราคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๑:๒๘ น.

๒๕๕๖ ดวงเมืองแตก (อีกแล้วหรือ) 

     ปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ ได้เคลื่อนผ่านเข้ามาในชีวิตของเราท่านทั้งหลาย สิ่งที่สมมุติขึ้นมาเป็นปี เป็นเดือน เป็นวัน และศักราชใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เราท่านทั้งหลายพึงมีสติตรองดูสิ่งที่ได้กระทำไปแล้วในรอบขวบปีที่ผ่านมา และใช้ปัญญาพิจารณาในเรื่องที่ควรจะแก้ไขกับสิ่งที่อาจจะพลั้งพลาดไปไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก ซึ่งจะต้องปรับปรุงตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม มิเช่นนั้นชีวิตคงจะไร้ค่า อยู่เพื่อแก่และรอวันมรณังดับสูญไปเท่านั้น 

     โดยอาจจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของบรรดาโหราจารย์และหมอดูใหญ่น้อยในบ้านเรา เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ ต่างก็ทำนายทายทักเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเบื้องหน้ากันยกใหญ่ โดยมีสื่อมวลชนทั้งหลายเป็นผู้นำมาเผยแพร่ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่ว่าไม่เห็นมีสื่อมวลชนสำนักไหนเลยนำคำทำนายของโหราจารย์และหมอดูใหญ่น้อยที่ทำนายไว้เมื่อปีที่แล้วมาตีแผ่กันว่ามีความถูกต้องแม่นยำมากน้อยเพียงไร โดยผู้ที่ทำนายเองก็ไม่เคยจะพิจารณาตัวเองด้วยซ้ำว่า ทำนายไปแล้วผิดถูกหรือสร้างความตื่นตระหนกตกใจและสร้างความเสียหายให้กับผู้ที่ไม่รู้หรือไม่  

ดวงพินธุบาทว์ (ดวงแตก) 

     
จากคำทำนายของผู้ที่ตั่งตนเป็นโหรและหมอดูมีชื่อที่มีพื้นที่สื่อทั้งหลายนั้น ต่างก็ทำนายไปในทิศทางที่ไม่ดีเช่นเดียวกันกับปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา และยังกล่าวว่าปี ๒๕๕๖ นี้จะเลวร้ายกว่าปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ โดยอันที่จริงผู้ที่พอมีความรู้ในทางโหรอยู่บ้างไม่ต้องมาก ก็พอจะจับทางในการทำนายของหมอดูมีชื่อเหล่านั้นได้ง่ายๆ กล่าวคือหมอดูพวกนั้นจับแค่ดาวเสาร์ที่จรอยู่ที่ราศุตุลย์และมีราหูจรมาร่วมมาเล็งลัคนาของดวงเมืองเท่านั้น โดยบอกว่าเป็น “ดวงแตก” อันที่จริงเรื่องดวงแตกนั้นได้กล่าวไว้อย่างละเอียดแล้วในบทความเรื่อง “๒๕๕๕ ดวงเมืองแตก (จริงหรือ)” http://www.paisalvision.com/content/2008-12-08-03-15-07/7810-2012-02-23-05-12-22.html  ซึ่งบทความในตอนนี้จะมาย้ำเรื่องดวงแตกให้เราท่านได้เข้าใจมากขึ้น โดยอาศัยปรากฏการณ์ทางดวงดาวจริงในปีนี้ 

     เมื่อครั้งที่ดาวเสาร์เพิ่งจะยกมาที่ราศีตุลย์ หมอดูมีชื่อทั้งหลายล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ดวงเมืองแตก” ตามโศลกเรื่อง “ดวงพินธุบาทว์หรือดวงแตก” ที่ว่า “เสาร์เพ่งเล็งลัคน์และอสุรา ฯลฯ” โดยไม่ได้พิจารณาเลยว่าดาวเสาร์นั้นจรอยู่ถึง ๒ ปี ครึ่ง ซึ่งก็เลยไม่รู้ว่าดวงจะแตกเมื่อไหร่ และเมื่อราหูซึ่ง “ไม่ใช่ดาว” โดยเรียกกันอย่างเต็มปากเต็มคำด้วยความไม่รู้ว่า “ดาวราหู” ยกมาสมทบที่ราศีตุลย์ (ตามคัมภีร์สุริยยาตร์) ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๕ ก็จะเป็นดวงแตกซ้ำอีก  

     อันที่จริงนั้น เรื่องดวงแตกตามโศลกจะใชั “พิจารณาดวงเดิม” ไม่ใช่ดวงจร และราหูก็เป็นแค่จุดสมมุติของการตัดกันของเส้นโคจรของดาวอาทิตย์ (เส้นรวิมรรค) และเส้นโคจรของพระจันทร์ (จันทรมรรค) เท่านั้น ซึ่งราหูจริง (True node) ที่พิจารณาทางดาราศาสตร์ซึ่งตรงกับความเป็นจริงบนท้องฟ้านั้น “จะย้ายในวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๖” ทั้งนี้บรรดาโหรและหมอดูใหญ่น้อยทั้งพระและฆราวาสต่างก็ตั่งตนเป็นเจ้าพิธีทำการบูชารับส่งพระราหูย้ายราศีในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมากันยกใหญ่ โดยถ้าสมมุติว่าราหูย้ายราศีในวันที่ ๑๐ ธันวาคมจริง ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปไหว้รับส่งพระราหูเพราะว่าพระราหูจะย้ายเป็นปกติทุก ๆ ๑ ปีครึ่งอยู่แล้ว ถ้าเราต้องไหว้รับส่งดาวพระเคราะห์และจุดสมมุติที่ไม่ใช่ดาวเช่นพระราหู ตอนย้ายราศีทุกครั้ง ชีวิตนี้เราท่านคงไม่ต้องทำอะไรกันแล้วเพราะว่า ดาวจันทร์จะย้ายราศีราว ๒ วันครึ่ง ดาวอาทิตย์จะย้ายราศีทุกๆ ๑ เดือน เป็นต้น ซึ่งคงจะต้องไหว้รับส่งกันทั้งปีทั้งชาติ จากตำรับตำราที่บุรพาจารย์ท่านรจนาเอาไว้ เห็นมีแต่การบูชารับส่งพระเคราะห์ตอนที่ดาวเข้ามาเสวยอายุ เข้ามาแทรกตามตำราทักษาเท่านั้น ส่วนตอนที่ย้ายราศีนั้นยังไม่เคยพบ 

     สิ่งเหล่านี้เป็นพินธุบาทว์หรือจุดด่างที่แท้จริงในความเป็นอวิชชาของวงการโหรและหมอดูของบ้านเรา 

บาปพระเคราะห์ (เสาร์และราหู) จรมาร่วมราศีกัน 

     
ตั่งแต่วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๖ ไปจนถึง ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ พระราหูสารัมภ์ (True node) จะโคจรร่วมราศีกับดาวเสาร์ดาวประธานฝ่ายบาปพระเคราะห์ (ฝ่ายร้าย) ในราศีตุลย์ ส่งกระแสไปที่ลัคนาของดวงเมือง ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่บาปพระเคราะห์จรมาส่งกระแสถึงลัคนาหรือดาวสำคัญในดวงชาตาแล้ว ความร่มเย็นเป็นปกติสุขนั้นคงจะหาได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามคุณภาพของดาวที่สถิตย์อยู่และองค์ประกอบอื่นๆจะต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องร้ายๆไปเสียทั้งหมด 

     แต่สิ่งที่จะต้องพิจารณาสำหรับการโคจรของบาปพระเคราะห์คู่นี้ก็คือ พระราหูจะเดินย้อนจักรและดาวเสาร์จะเดินตามจักร ดังนั้นจะเห็นได้ว่า บาปพระเคราะห์ทั้งสองจะโคจรเข้าหากัน เดินสวนทางกัน ซึ่งถ้ามีจุดหรือดาวสำคัญในดวงเดิมอยู่ระหว่างบาปพระเคราะห์ทั้งสองก็จะได้รับผลกระทบมาก จากดวงชาตาขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่บันทึกในปูมโหร จะเห็นว่าพระราชลัคนาของพระองค์ท่านถูกบาปพระเคราะห์ทั้งสองกระหนาบหน้าหลัง ดังนั้นชีวิตของพระองค์ท่านจึงต้องฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆมากมายตั่งแต่ประสูติจนกระทั่งเสด็จสวรรคต 

     โดยตั่งแต่ตั่งเมืองกรุงเทพพระมหานครนี้มา ๒๓๐ ปี บาปพระเคราะห์คู่นี้ได้เข้ามากุมกันแบบสนิทองศาและจรสวนกันทั้งหมด ๒๐ ครั้งแล้ว โดยรอบในการจรมาร่วมราศีกันประมาณทุกๆ ๑๒ ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ใช่ว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆทุกครั้ง ซึ่งมีองค์ประกอบอื่นๆอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นจะขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีดที่บาปพระเคราะห์คู่นี้จรมาร่วมราศีกันให้เราท่านได้ทัศนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้กันดังนี้ 

     ๑. ปี ๒๓๒๘ ร่วมราศีกันในราศีมังกร ดาวเสาร์เข้มแข็งได้ตำแหน่งเกษตร์ และมากุมกันแบบสนิทองศาในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ราว ๑๒ องศาเศษ ในครั้งนั้นบาปพระเคราะห์ทั้งสองจรมาบีบ “ทศมลัคน์” ที่แทนได้กับการบริหารราชการงานเมือง โดยในปีนั้น “เกิดสงคราม ๙ ทัพ” ไทยรบกับพม่า 

     ๒. ปี ๒๓๖๒ ร่วมราศีกันในราศีมิน และมากุมกันแบบสนิทองศาในวันที่ ๑๐ มีนาคม ราว ๑๐ องศาเศษ ในปีนั้นเกิดโรคห่าระบาดมีผู้คนล้มตายในพระนครเป็นจำนวนมาก 

     ๓. ปี ๒๔๐๘ ร่วมกันในราศีตุลย์ และมากุมกันแบบสนิทองศาในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ราว ๒ องศาเศษ ในปีนั้นดาวเสาร์ได้จรอยู่ในราศีตุลย์เป็นเวลานานแล้ว โดยในช่วงต้นปี พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสววรคต 

     ๔. ปี ๒๔๓๑ ร่วมกันในราศีกรกฎ และมากุมกันแบบสนิทองศาในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ราว ๙ องศาเศษ ในปีนั้นไทยได้เสียแคว้นสิบสองจุไทให้กับฝรั่งเศส 

     ๕. ปี ๒๔๕๔ ร่วมกันในราศีเมษ และมากุมกันแบบสนิทองศาในวันที่ ๓ พฤษภาคม ราว ๑๗ องศาเศษแต่มีดาวพฤหัสบดีประธานฝ่ายศุภเคราะห์ (ฝ่ายดี) จรอยู่ที่ราศีตุลย์คอยต้านทานอยู่ โดยบาปพระเคราะห์ทั้งสองได้ร่วมกันในราศีเมษตั่งแต่ปี ๒๔๕๓ แล้ว และในปี ๒๕๕๓ นี้เอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสววรคต 

     ๖. ปี ๒๔๗๖ ร่วมกันในราศีมังกร และมากุมกันแบบสนิทองศาในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ราว ๒๖ องศาเศษ ในช่วงนั้นการเมืองในบ้านเรามีความวุ่นวายมากและเป็นช่วงต่อเนื่องมาจากการปฏิวัติในปี ๒๔๗๕ 

     ๗. ปี ๒๔๘๘ ร่วมกันในราศีเมถุน และมากุมกันแบบสนิทองศาในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ราว ๑๖ องศาเศษ ในปีนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีความวุ่นวายผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก 

     ๘. ปี ๒๕๓๔ ร่วมกันในราศีมังกร และมากุมกันแบบสนิทองศาในวันที่ ๒๑ มกราคม ราว ๔ องศาเศษ ในปีนั้นเกิดการรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย 

     จากเหตุการณ์จริงที่ผ่านมาในอดีดเห็นได้ว่า เมื่อบาปพระเคราะห์สำคัญคู่นี้มาร่วมราศีกัน ความวุ่นวายโกลาหลมักจะเกิดขึ้นเสมอ แต่ส่วนใหญ่ถ้าร่วมกันใน “เรือนเกณฑร์” จะมีโอกาสเกิดเรื่องมากกว่าปกติ เพราะเป็นเรือนสำคัญในดวงชาตา “โดยในการร่วมกันอีกครั้งของบาปพระเคราะห์คู่นี้ในครั้งนี้ (๒๕๕๖-๒๕๕๗) ก็เป็นการร่วมกันในเรือนเกณฑร์” ดังนั้นเราท่านทั้งหลายพึงพินิจพิจารณาและจับตาในเหตุที่จะเกิดในเบื้องหน้ากันอย่างใกล้ชิด  

ดาวเสาร์และพระราหูร่วมราศีในเรือนเกณฑร์ 

     จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่าพระราหูนั้นจะมีวิถีการโคจรย้อนจักรและดาวเสาร์จะมีวิถีการโคจรตามจักร ดังนั้นเมื่อบาปพระเคราะห์คู่นี้มาร่วมราศีกัน “จะเกิดการโคจรสวนกัน” โดย “ตำแหน่งและช่วงเวลาที่สวนกันนี้เองจะมีโอกาสเกิดเหตุเภทภัยได้สูงมาก” เมื่อพิจารณาปรากฎการณ์ทางดวงดาวในอดีดที่พระราหูจรสวนกับดาวบาปพระเคราะห์อื่นๆ เช่นเมื่อครั้งที่สวนกับดาวเนปจูนซึ่งเป็นดาวเกี่ยวกับน้ำ ในครั้งนั้นเกิดพายุนากิสในประเทศพม่ามีผู้คนบาดเจ็บล้มตายกว่าแสนคน แต่เมื่อครั้งที่จรสวนกับดาวพลูโตเมื่อปลายปี ๒๕๕๓ และได้เคยเขียนบทความเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นกับไม่เกิดเหตุใดๆเลย ซึ่งได้กล่าวสรุปไว้เช่นกันว่า ดาวพลูโตได้โคจรออกไปจากจักรราศีในช่วงนั้นจึงอาจจะไม่มีผลอะไรซึ่งก็ไม่เกิดเหตุจริงๆ แต่ในขณะนี้ดาวพลูโตได้จรเข้ามาในจักรราศีตั่งแต่ปี ๒๕๕๔ แล้ว  

     ในการจรมาร่วมราศีและสวนกันในรอบนี้ “บาปพระเคราะห์ทั้งสองจะกุมกันและสวนกันในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๖ ประมาณ ๑๔ องศา ๓๐ ลิปดา” ซึ่งถ้าพิจารณาราศีเมษเป็นลัคนาของโลก จุดศูนย์กลางภพที่ ๑ ตามดวงแบบภวจักรของโลกก็จะอยู่ที่ ๑๕ องศาในราศีเมษ ดังนั้นจุดศูนย์กลางภพที่ ๗ ของโลกก็จะอยู่ที่ ๑๕ องศาในราศีตุลย์เช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าตำแหน่งที่บาปพระเคราะห์สวนกันนั้นอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางภพพอดีเลย และเมื่อพิจารณาดาวอื่นๆในช่วงนั้นก็พบว่ามีดาวบาปพระเคราะห์อื่นมาเป็นเกณฑ์อีกด้วย โดยจะขออธิบายขยายความในเรื่องนี้ในโอกาสข้างหน้าเพราะว่าคงต้องใช้พื้นที่พอสมควร และขอให้เราท่านเตรียมความพร้อมไว้ด้วยในช่วงเวลาดังกล่าว

ดวงเมืองแตก (จริงหรือ) 

     กล่าวโดยสรุปอีกครั้งก็คือ ในปี ๒๕๕๖ นี้ ดวงเมืองประเทศไม่ได้แตกอย่างที่ผู้ที่ไม่รู้จริงพูดกัน ดาวเสาร์จรมาส่งกระแสถึงลัคนา และถึงแม้ว่าเป็นดาวประธานฝ่ายบาปพระเคราะห์ (ฝ่ายร้าย) แต่ก็อยู่ในตำแหน่งที่ดี (อุจน์) ดังนั้นจึงให้คุณมากกว่าโทษ แต่โดยธรรมชาติแห่งบาปพระเคราะห์นั้น คุณประโยชน์ที่ได้คงต้องใช้ความพยายามลำบากฝ่าฟันเสียก่อนจึงจะได้มา พิจารณาความหมายทางด้านดีของดาวเสาร์ก็แทนได้กับ การกสิกรรม อสังหาริมทรัพย์ แร่ธาตุ น้ำมัน ปิโตรเลียม ผู้ใช้แรงงาน ฯลฯ ซึ่งเรื่องดังกล่าวคงจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานับประการและสุดท้ายจะเกิดผลดีขึ้นในภาพรวม 
 
     เมื่อพิจารณาพระราหูที่จะจรมาร่วมราศีแล้ว พระราหูเป็นคู่มิตรกับดาวเสาร์ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้กับดาวเสาร์ เช่นในคัมภีร์โชคเทวฤทธิ์ที่กล่าวไว้ในการพิจารณาโชคลาภในบทแรกที่ว่า “ผิว์จะควณโชคใหญ่ในชันษา ถ้าองค์อสุรินทร์ (ราหู) ถึงเสารา พระสุริยาต้องครูเป็นคู่คง เสาร์เล็งอสุราท่านว่าไว้ เป็นโชคใหญ่ในปีนั้นดังประสงค์” เป็นต้น โดยหลังจากที่ดาวพฤหัสบดียกมาที่ราศีเมถุนในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมมาเป็นเกณฑ์ส่งแสงถึงภพที่ ๗ ของดวงเมืองและบาปพระเคราะห์คู่นี้แล้ว ผลดีคงจะบังเกิดขึ้นได้ 

     ในช่วงที่พระราหูจรอยู่ที่ราศีพิจิกส่งกระแสไปที่ดาวอังคารเดิมของดวงเมืองที่สถิตย์อยู่ที่ราศีพฤษภจะเห็นได้ว่าหทาร (ดาวอังคาร) มีความลุ่มหลงเมามัว ไม่รู้หน้าที่ของตน ลืมคำสัตย์ปฏิญาณที่ได้กล่าวไว้ว่าจะยอมตายเพื่อรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ และไม่ปกปักษ์รักษาอธิปไตย ไม่ทำในสิ่งที่ต้องทำ ฯลฯ และเมื่อพระราหูยกออกมาแล้ว หทารหารที่ยังมีอยู่อีกเป็นจำนวณมากคงจะหมดความลุ่มหลงมัวเมา และจะกลับมาทำหน้าที่ที่สมควรจะกระทำดังเดิม 

     จากที่เคยได้กล่าวไว้หลายครั้งแล้ว เมื่อพระราหูร่วมกับดาวเสาร์ “ชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นรากหญ้าที่ไม่ได้กินหญ้าจะมีบทบาทในบ้านเมือง” และท่านทั้งหลายจะได้เห็นสิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติที่แท้จริงของประชาชนในครั้งนี้  

     ในช่วงเดือนพฤษภาคมบ้านเมืองมีโอกาสจะเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายใหญ่ๆได้ ซึ่งโหรเล็กโหรน้อยทั้งหลายก็ได้กล่าวกันไว้ โดยโหรหรือหมอดูดังกล่าวจับเอาตอนที่ดาวอังคารและดาวอาทิตย์ยกมาร่วมและทับลัคนาบวกกับดาวเสาร์และพระราหูที่รอท่าอยู่ที่ราศีตุลย์อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามที่สิ่งที่โหรหรือหมอดูดังกล่าวไม่รู้ก็คือ ในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ จะเกิด “สุริยคราส ที่ ๒๕ องศาเศษ โดยจุดที่เกิดคราสไปทับลัคนาของดวงเมืองที่สถิตย์อยู่ที่ ๒๓ องศา ๕๖ ลิปดา” พอดีเลย ในครั้งนี้จะเกิดดาวอังคารที่แทนได้กับทหาร อาวุธ การบาดเจ็บ ฯลฯ ร่วมคราสด้วยซึ่งถือว่าสำคัญมาก โดยจะกล่าวแบบละเอียดในบทความครั้งต่อไป 

     อย่างไรก็ตาม เมื่อบาปพระเคราะห์ทั้งเสาร์และพระราหูยังตรึงอยู่ที่ภพที่ ๗ ในดวงเมืองและดวงโลกเช่นนี้แล้ว ความสุขสงบร่มรื่นชื่นเย็นเป็นปกตินั้นคงจะหาได้ยาก เราท่านทั้งหลายคงจะอยู่ดูโลกที่สวยงามใบนี้กันไม่ถึงร้อยปีหรอก ดังนั้นขอให้เราท่านพึงมีสติและใช้ปัญญาหมั่นหาความรู้ใส่ตัวใส่หัวกันเอาไว้ ตลอดจนได้เร่งเสริมสร้างบุญบารมีกันเถิด 

     ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์เธอพิจารณามรณานุสติมากน้อยอย่างไร พระอานนท์ตอบว่าข้าพระพุทธเจ้าพิจารณามรณานุสติวันละครั้ง พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าอานนท์เธอนั้นตั่งตนอยู่ในความประมาท โดยพระพุทธองค์ทรงตรัสว่าตัวเราเองยังพิจารณามรณานุสติอยู่ตลอดเวลา และเมื่อย้อนกลับมาดูเราท่านทั้งหลายที่กำลังยุ่งวุ่นวายทั้งในภารกิจทั้งส่วนตัวและส่วนรวมอยู่ในขณะนี้ว่า เราท่านเคยพิจารณาเรื่องมรณานุสติกันหรือไม่ และถ้าเรามาลองพิจารณากันบ้าง บางที่ความวุ่นวายสับสนในดวงจิตก็อาจจะมลายหายไปก็ได้ 

     ในโอกาสที่ขึ้นศักราชใหม่ ๒๕๕๖ นี้ จะขออำนวยอวยพรเป็นกลอนกล่าวให้เราท่านที่ได้ติดตามอ่านบทความกันมาโดยตลอด ดังนี้ 

 
ศุภฤกษ์เบิกขานกาลปีใหม่       ขอผองไทย ใจเข้มแข็ง ดั่งหินผา    
          รุ่งอรุณสาดแสงสองท้องนภาสกุณา เวหาเหิน อัญเชิญชัย
          องค์พระพุทธบุษบง บรรจงกราบ คำนบนับ ธรรมคลายทุกข์ สุขสดใส
          สังฆคุณหนุนนำส่ง ดำรงชัย เทพย์ทั้งหลาย ให้ท่านช่วย อำนวยพร
          อีกบิดรและมารดา มาช่วยกันให้เราท่าน เกษมสุข สโมสร 
          ครูอาจารย์สานสิ่งสิทธิ์ สถาพรไหว้วิงวอน ยอกลอนกล่าว ก้าวเดินไป
          ดูดาวเดือนที่เคลื่อนคล้อยลอยบนฟ้าขอดาวพา แต่สิ่งสุข ผุดผ่องใส
          บาปพระเคราะห์ให้ลอยเลื่อนเคลื่อนเลยไป          พรปีใหม่ ให้ไร้ทุกข์ สุขจริง...เอยฯ
 
  
     อ้างอิง 

          ๑. ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๖ แบบไดอารี่ ตามแนวทางท่าน อ.เทพย์ สาริกบุตร 

          ๒. สารานุกรมวิกิพีเดีย


แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๐๗ มกราคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๑:๔๔ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License