|
เมื่อธรรมะ (ดาวพฤหัสดี) ปะทะ อธรรม (ดาวเสาร์) “ในเรือนเกณฑร์” ตอนที่ ๓ (ตอนจบ) |
|
|
|
พูดจาภาษาโหร
|
|
เขียนโดย ดิลก แสงอุทัย
|
|
วันพฤหัสบดีที่ ๐๕ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๓:๓๔ น. |
|
จากบทความทั้ง ๒ ตอนที่ผ่านมา ได้สรุปความหมายและความสำคัญของเรือนเกณฑร์เอาไว้ ตลอดจนได้ยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาในอดีด เมื่อครั้งที่ดาวประธานทั้งสองจรมาส่งกระแสถึงกันในเรือนเกณฑร์ของดวงเมืองและดวงโลก และยังได้อธิบายช่วงระยะเวลาที่ดาวทั้งสองจะจรมาเป็นเกณฑร์กันในปีนี้และปีหน้า โดยในบทความตอนสุดท้ายนี้จะอธิบายขยายความในเรื่องความสำคัญของดาวประธานคู่นี้ที่มีต่อชาตาเมืองของเรา และจะสรุปเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งอาจจะยังประโยชน์ให้กับเราท่านที่สนใจใฝ่ศึกษาในโหราศาสตร์และผู้ที่สนใจทั่วไปได้พอควร
ความสำคัญของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์กับดวงเมือง
เมื่อแรกครั้งที่ตั่งดวงเมืองนั้น ดาวประธานทั้งสองกุมกันแบบสนิทองศา โดยในปูมโหรนั้นดาวทั้งสองจะอยู่ร่วมนวางค์เดียวกัน แต่เมื่อนำมาคำนวณแบบสากลแล้ว ดาวทั้งสองจะอยู่คนละนวางค์กัน แต่ทว่าจะอยู่ห่างกันเพียงแค่ ๒ องศาเศษเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่ากุมกันแบบสนิทองศาเช่นกัน โดยดาวทั้งสองยังโคจรวิกลคติพักร (ถอยหลัง) อีกด้วย ซึ่งถือว่าดาวทั้งสองมีผลต่อชาตาเดิมของดวงเมืองอย่างมาก
ในพิธีวางเสาหลักเมืองเมื่อครั้งที่ตั่งดวงเมืองกรุงเทพพระมหานครนั้น ครั้นถึงเวลาพระฤกษ์ที่จะลงเสา ปรากฎว่ามีงูเล็ก ๔ ตัวได้เลื้อยลงไปอยู่ในก้นหลุมซึ่งไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้วในขณะนั้น ดังนั้นจึงจำต้องลงเสาตามฤกษ์ที่กำหนดเอาไว้ โดยงูเล็ก ๔ ตัวนี้เป็นมูลเหตุของการทำนายดวงเมืองอีกหลายต่อหลายครั้งซึ่งขอละที่จะกล่าวในที่นี้ และเมื่อพิจารณาจากตำราพิชัยสงครามในเรื่องนามศาสตร์ ดาวเสาร์จะเป็นนาคนามหรือก็แทนได้กับงูนั่นเอง ดังนั้นดาวเสาร์จึงถือว่าเป็นดาวที่มีความเกี่ยวข้องกับดวงเมืองมาตั่งแต่ครั้งแรกเริ่ม โดยรายละเอียดในเรื่องพิธีลงเสาหลักเมืองนั้น ท่านที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมจากตำราของท่านอ.เทพย์ สาริกบุตร โดยท่านได้กล่าวไว้หลายเล่มด้วยกัน
จากคำทำนาย ๑๐ ยุค หรือบางท่านเรียกว่าคำทำนาย ๑๐ รัชกาลนั้น ท่านอ.เทพย์ สาริกบุตร วิเคราะห์ว่าล้นเกล้ารัชกาลที่ ๑ เป็นผู้ทำนาย โดยพระองค์ท่านจับเอาความสัมพันธ์เดิมของดาวประธานทั้งสองเมื่อครั้งที่ตั่งดวงเมืองและเมื่อดาวทั้งสองโคจรมาสัมพันธ์กันมาทำนาย และในปีที่มีการเปลียนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้น เจ้านายที่ประสูติในปีมะเส็งหรือปีงูเล็กทั้ง ๔ พระองค์ ก็ล้วนแต่ได้รับเหตุเภทภัยจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีดล้วนมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น
จากหลักเกณฑ์พื้นฐานเบื้องต้นในการทำนายดวงจร ตำแหน่งดาวเดิม ความเป็นเจ้าเรือน และความโดดเด่นหรือเข้มแข็งของดาวในดวงเดิมตลอดจนจุดที่ดาวเสียหรือไม่มีกำลังนั้น เป็นสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาเสมอ และเมื่อพิจารณาพื้นดวงเดิมของดวงเมืองนั้น จุดที่ดาวประธานทั้งสองกุมกันแบบสนิทองศา เป็นจุดที่สำคัญมากที่จะนำมาพิจารณา โดยเมื่อใดก็ตามที่ดาวประธานทั้งสองจรมาส่งกระแสสัมพันธ์ถึงกัน ก็มักจะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราเสมอ และในการจรมาเป็นเกณฑ์ (เล็ง) กันในภพที่ ๑ และ ๗ ในครั้งนี้ ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ กับบ้านเมืองได้อีกเช่นกัน
ดวงพินธุบาทว์ (ดวงแตก)
ได้ยินได้ฟังโหรน้อยโหรใหญ่ตลอดจนหมอดูมีชื่อทั้งหลายของบ้านเรากล่าวว่าในขณะนี้ “ดวงเมืองแตก” เพราะว่าดาวเสาร์จรมาเล็งลัคนาดวงเมือง ดังนั้นจะขออธิบายเรื่อง “ดวงแตก” สักเล็กน้อยเพื่อให้ท่านที่ไม่เคยศึกษาโหราศาสตร์มาก่อนจะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และจะรู้ว่าที่แท้จริงแล้ว ดวงเมืองของเราจะแตกจริงตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างหรือไม่
ตามตำราโหรฝ่ายไทยของเรา โบราณาจารย์ท่านแต่งโศลกคำกลอนที่เรียกว่า “ดวงพินธุบาทว์ หรือดวงแตก” ไว้ ๒ โศลกด้วยกันดังนี้
“ระวิภุมมะทั้งโสรา ปัญจะแก่ลัคนา พุธเก้า จันทร์กับชีวาเป็นแปด ศุกร์เจ็ดอาจารย์เจ้า ว่าร้อนนิรันดร์”
แปลว่า ถ้า ระวิ (ดาวอาทิตย์) หรือภุมมะ (ดาวอังคาร) หรือโสรา (ดาวเสาร์) อยู่ภพที่ ๕ จากลัคนา หรือเมื่อดาวพุธอยู่ภพที่ ๙ จากลัคนา หรือเมื่อดาวจันทร์ หรือชีวา (ดาวพฤหัสบดี) อยู่ภพที่ ๘ จากลัคนา หรือเมื่อดาวศุกร์อยู่ภพที่ ๗ จากลัคนา “ครูโหรท่านว่าเป็นดวงพินธุบาทว์หรือดวงแตก” โดยโศลกข้างต้นนี้ บางตำราว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับวันเกิดของเจ้าชาตาด้วย และ
“เสาร์เพ่งเล็งลัคน์แล้วอสุรา ภุมเมนทร์อัษฎา ว่าไว้ จันทร์สิบเอ็ดแก่ราหูเล่า อาภัพอัปภาคย์ให้ โทษแท้ประเหินหิน”
แปลว่า เมื่อดาวเสาร์หรือพระราหูเล็งลัคนา หรือเมื่อภุมเมนทร์ (ดาวอังคาร) อยู่ภพที่ ๘ จากลัคนา หรือเมื่อดาวจันทร์อยู่ภพที่ ๑๑ จากพระราหู “ครูโหรท่านว่าเป็นดวงพินธุบาทว์หรือดวงแตก” เช่นกัน
อันที่จริงในการทำนายทายทักนั้น โบราณาจารย์ท่านแต่งโศลกขึ้นมาเพื่อให้จดจำได้ง่าย แต่ท่านก็แฝงหลักต่างๆให้เราท่านต้องขบคิดพิจารณากันเอาเอง แต่ทว่าในปัจจุบันเมื่อท่องโศลกกันมายังไงก็ทายกันไปตามนั้น “เป็นหมอดูหรือว่าโหรคำกลอนกันเป็นส่วนมาก” หาได้คิดพิจารณาในจุดที่ครูท่านได้แฝงเอาไว้ เพราะว่าตอนทำนายถ้าพูดเป็นโศลกหรือกลอนนั้นจะดูเข้มขลัง เหมือนตอนที่พระท่านเทศน์ ท่านก็มักจะยกคำบาลีขึ้นมาเพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเป็นต้น ดังนั้นเมื่อเห็นดาวเสาร์จรมาเล็งลัคนาก็บอกว่าดวงเมืองแตกกันเป็นแถว
อันที่จริงครูโหรท่านแฝงหลักคิดในเรื่องดวงพินธุบาทว์เอาไว้มากมาย เช่นการใช้หลักทุสถานะภพร่วมของดาวมาพิจารณา โดยถ้ามีโอกาสจะอธิบายขยายความให้เราท่านได้เข้าใจกันมากขึ้นในภายหลัง แต่จะขออธิบายวิถีการโคจรของดาวให้เราท่านได้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ดาวเสาร์โคจรรอบจักรราศีใช้เวลา ๓๐ ปี และถ้าเป็นพินธุบาทว์หรือว่าดวงแตกอย่างที่หมอดูบ้านเราพูดกันก็จะหมายความว่า คนเราจะต้องดวงแตกเพราะดาวเสาร์จะจรมาเล็งลัคน์ทุก ๆ ๓๐ ปี และแตกครั้งละ ๒ ปีครึ่งตามอัตราการโคจรของดาวเสาร์ในหนึ่งราศี
แต่ถ้าเราพิจารณาดาวดวงอื่นๆที่มีวิถีจรเร็วกว่า เช่น ดาวจันทร์โคจรรอบจักรราศีใช้เวลา ๑ เดือน ซึ่งหมายความว่าดาวจันทร์จะโคจรมาอยู่ในภพที่ ๘ ของดวงชาตา และมาเป็น ๑๑ แก่พระราหู เดือนละครั้ง ดังนั้นเราท่านจะดวงแตกเดือนละครั้งหรือไม่ ดาวอาทิตย์โคจรรอบจักรราศีใช้เวลา ๑ ปี ซึ่งหมายความว่าดาวอาทิตย์จะต้องโคจรมาอยู่ในภพที่ ๕ ของเราท่านปีละครั้ง ครั้งละหนึ่งเดือน ดังนั้นดวงของเราท่านจะแตกกันปีละครั้ง ครั้งละเดือนหรือไม่
โดยยังมีดาวอื่น ๆ อีกมากมายในโศลก และถ้าพิจารณาดวงจรเป็นดวงแตกตามโศลกข้างต้นแล้ว เราท่านทั้งหลายคงจะต้องดวงแตกกันมากมายหลายต่อหลายครั้งในรอบปีหนึ่ง ซึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น เราท่านที่พอมีสติปัญญากันอยู่บ้างก็คงจะหาคำตอบได้อย่างไม่ยากนัก
นายกสมาคมโหรฯ ท่านหนึ่งกล่าวว่าดวงเมืองแตก โดยจับทั้งดาวเสาร์จรมาเล็งลัคน์ บวกกับดาวอังคารจรมาอยู่ภพที่ ๕ ว่าเป็นพินธุบาทว์ เราท่านทั้งหลายผู้มีความรู้ในทางโหรเล็กๆน้อยๆ เมื่อฟังแล้วก็ได้แต่อมยิ้มในหลักวิชาโหรของนายกสมาคมท่านนั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อดาวเสาร์ที่เป็นประธานฝ่ายบาปพระเคราะห์จรมาเล็งลัคนานั้น เหตุและผลของความเป็นบาปพระเคราะห์ย่อมจะบังเกิดอยู่แล้ว แต่เราท่านก็จะต้องพิจารณาดาวดวงอื่นๆมาประกอบในการทำนายทายทักด้วย มิใช่ท่องกลอน ท่องโศลกกันไปเรื่อยจนทำให้ผู้ที่ไม่รู้ ผู้ที่ไม่เข้าใจเกิดความปริวิตกกันไปทั่ว
ผลของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์จรมาปะทะกัน ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕
ดาวประธานทั้งสองจะจรมาเป็นเกณฑ์หรือว่าเล็งกันตามศัพท์หลายๆท่านใช้กัน ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ จนถึงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๕ หรือประมาณ ๖ เดือน โดยมีช่วงเวลาที่น่าสนใจดังนี้
๐ ในช่วงแรกที่ดาวมาเป็นเกณฑ์กันนั้นดาวพฤหัสบดีโคจรถอยหลังหรือเสมือนดาวโคจรหนีห่างจากดาวเสาร์จนถึงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ที่ดาวพฤหัสบดีกลับมาโคจรในวิถีจักรปกติ
๐ ช่วงที่ดาวประธานทั้งสองโคจรเข้าหากันคือตั่งแต่วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ กล่าวคือดาวเสาร์จะโคจรวิกลคติพักร (ถอยหลัง) ในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ โดยเปรียบเสมือนว่าดาวเสาร์โคจรถอยหนีดาวพฤหัสบดีออกไปหลังจากนั้น
๐ ดาวประธานทั้งสองจะเล็งกันในดวงนวางค์กล่าวคือดาวเสาร์จะเข้าเกาะนวางค์อังคารพิจิกในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ เล็งกับดาวพฤหัสบดีที่จรอยู่นวางค์ศุกร์-พฤษก โดยดาวพฤหัสบดีจะย้ายนวางค์ในวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕ ซึ่งหมายความว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าวดาวทั้งสองจะเล็งกันในดวงนวางค์จักร
จากที่ได้เคยกล่าวมาแล้วในบทความตอนแรกว่า ศักดิ์และศรีของดาวประธานทั้งสองนั้นเท่ากัน มีสิทธิ์ที่จะให้คุณให้โทษแก่ดวงชาตานั้นพอ ๆ กัน แต่ผลที่ได้จะดีหรือร้ายนั้นก็จะต้องพิจารณาไปตามธรรมชาติของดาว เช่นบาปพระเคราะห์เมื่อให้ผลดีก็จะต้องฝ่าฟันอุปสรรค เหนื่อยยากลำบากเสียก่อนจึงจะสำเร็จเป็นต้น และเมื่อไปพิจารณาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีดนั้น เมื่อใดที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ่อนกำลังโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดาวพฤหัสบดีอ่อนกำลังแล้ว ผลในทางร้ายมักจะเกิดขึ้น
เหตุการณ์ต่าง ๆ ในทางร้ายที่เกิดขึ้นในอดีดเมื่อดาวประธานทั้งสองจรมาปะทะกันในเรือนเกณฑร์ที่ ๑ และ ๗ นั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าดาวเสาร์จะจรอยู่ที่ราศีเมษ เป็นนิจน์ (เสีย ต่ำต้อย) และดาวพฤหัสบดีจะจรอยู่ที่ราศีตุลย์ ซึ่งก็ตรงกับหลักวิชาโหรเบื้องต้นในการทำนายที่ว่า เมื่อดาวได้ตำแหน่งนิจน์ก็จะให้โทษ แต่ทว่าการโคจรของดาวเสาร์ในครั้งนี้ ดาวเสาร์จะได้ตำแหน่งอุจน์ (ดี เข้มแข็ง) ดังนั้นดาวเสาร์จะให้โทษอย่างมหันต์ จะเป็นดวงแตกอย่างที่เราท่านได้ยินมากระนั้นหรือ
ดาวเสาร์เป็นดาวทำลายล้าง เมื่อทายทุกข์โทษท่านก็ให้ดูที่ดาวเสาร์ ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานที่เราท่านเมื่อศึกษาวิชาโหรจำเป็นต้องจดจำให้ได้ และเมื่อโคจรมาเล็งลัคนาอยู่ในภพที่ ๗ โดยความหมายของภพที่ ๗ หรือภพปัตนิก็คือ หุ้นส่วน ผู้ร่วมลงทุน ศัตรูที่เปิดเผย ฯลฯ ดังนั้นบ้านเมืองของเราจะต้องมีปัญหา และความวุ่นวายในความหมายของภพที่ดาวเสาร์จรไปสถิตย์อยู่ราว ๒ ปีครึ่ง
โดยจะเห็นได้ว่าศัตรูเปิดเผยต่อชาติและราชบัลลังค์ได้ฮึกเหิม กล้าที่จะเปิดหน้าชก ไม่ได้แอบอยู่ในคราบของนักวิชาการหนือวิชากินกันอีกต่อไปแล้ว แต่ยังพอมีพวกลิงหลอกเจ้าให้เห็นอยู่บ้าง ในความหมายของดาวก็คือ ศัตรูเปิดเผยพวกนี้จะมีกำลังมากขึ้น แต่ทว่าดาวเสาร์เป็นดาวแห่งการทำลายล้าง และเมื่อจรมาเป็นอุจน์ (ดี เข้มแข็ง) แล้ว พวกลิงหลอกเจ้าและศัตรูที่เปิดเผยเหล่านั้น คงจะได้จดจำอานุภาพแห่งการทำลายล้างของดาวเสาร์ไปอีกนานเท่านาน
ในหลักวิชาโหรทางฝ่ายภารตะซึ่งเป็นรากเหง้าของโหรทุกสาย ได้กล่าวถึง “ภพอุปจัย” เอาไว้โดยท่านว่าเมื่อดาวบาปพระเคราะห์ไปอยู่ในภพอุปจัยนั้นจะให้คุณ เช่นเมื่อดาวบาปพระเคราะห์ไปอยู่ในภพที่ ๖ ดาวจะไปทำลายความหมายของ หนี้สิน โรคภัย ตลอดจนอุปสรรคต่าง ๆ ในความหมายของภพที่ ๖ ได้ ดังนั้นเมื่อดาวเสาร์จรมาอยู่ในภพที่ ๗ ดาวเสาร์ก็จะทำลายความหมายของภพที่ ๗ หรือศัตรูเปิดเผยของบ้านเมืองได้โดยใช้หลักการพิจารณาเดียวกัน
เมื่อพิจารณาสมผุส (ตำแหน่งองศา) ของดาวในช่วงที่จรมาเป็นเกณฑ์กันนั้นจะพบว่า ตำแหน่งของดาวไม่ได้ไปต้องกับดาวเดิมของดวงเมือง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อดาวใหญ่จรมาส่งกระแสถึงกันแล้ว ความวุ่นวายย่อมจะบังเกิดขึ้นในโลกเล็กๆใบนี้ และประเทศไทยของเราก็เป็นประเทศเล็กๆประเทศหนึ่งในโลก ดังนั้นบ้านเมืองของเราคงอาจจะได้รับผลกระทบพอสมควร
แต่เมื่อพิจารณาในดวงนวางค์จักรนั้นจะพบว่า ตำแหน่งที่ดาวไปเล็งกันนั้นไปต้องกับตำแหน่งดาวเดิมในดวงนวางค์จักรของดวงเมืองพอดี โดยลัคนาของดวงเมืองเกาะนวางค์อังคาร-พิจิก ซึ่งหมายความว่าดาวเสาร์จรมาทับลัคนาของดวงเมืองตั่งแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกัน ดาวพฤหัสบดีก็จรเกาะนวางค์ศุกร์-พฤษก ซึ่งหมายความว่าในขณะนี้ดาวประธานทั้งสองได้ทับและเล็งลัคนาดวงเมืองในดวงนวางค์จักรอยู่ โดยดาวพฤหัสบดีจะเปลี่ยนนวางค์ในวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕ นี้
เป็นที่น่าสังเกตุว่า ถ้าดาวส่งกระแสถึงกันอยู่นั้นผลต่างๆจะยังไม่เกิด จนกระทั้งดาวดวงใดดวงหนึ่งเพลี่ยงพลั้งและเมื่อนั้นผลต่างๆไม่ว่าจะดีหรือร้ายมักจะเกิดขึ้น โดยหลังจากวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕ เราท่านจะได้เห็นการทำลายล้างของดาวเสาร์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และเมื่อดาวเสาร์เริ่มโคจรวิกลคติมนฌ์(หยุดนิ่ง) ราว ๑๒ วันเพื่อที่จะโคจรพักร (ถอยหลัง) ในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ ๕ องศา ๒๘ ลิปดา ณ ราศีตุลย์ โดยจุดวิกลคติพักร (ถอยหลัง) นี้ได้ไปทับลัคนาในดวงนวางค์จักร ดังนั้นช่วงเวลาดังกล่าวจะเกิดความวุ่นวายเพราะไอ้อีผู้ที่ไม่รู้จักคุณของแผ่นดินเกิด ผู้ที่เป็นศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง
ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์จะเกิดปรากฎการณ์ “ดาวเนปจูนดับ” โดยไปดับในนวางค์อังคาร-พิจิก ธาตุน้ำ ทับลัคนาดวงเมืองในดวงนวางค์จักร ดังนั้นมีโอกาสที่จะเกิดภัยธรรมชาติในทางน้ำอีกครั้งในช่วงนั้น
ช่วงต้นเดือนมีนาคม ดาวอังคารตนุลัคน์ของดวงเมือง และสามารถแทนได้กับหหารจะไปเล็งกับดาวอาทิตย์ เกิดปรากฎการณ์ “ดาวอังคารเพ็ญ” ในวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๕ กล่าวคือดาวอังคารจะมีกำลังมากที่สุดและอยู่ใกล้โลกมากที่สุดในช่วงนั้น โดยจุดที่เพ็ญนี้ไปทับจุดศูนย์กลางภพที่ ๕ ตามดวงแบบ ภวจักรของดวงเมือง
จากโศลกที่ครูโหรท่านกล่าวไว้ในเรื่องดาวอังคารพักรว่า “พระอังคารพักรในราศีเมษธนู “สิงห์” สามสิ่งนี้ร้ายหนักหนา เป็นนิมิตรแก่แผ่นพสุธา จะแยกเป็นสองว่าอัศจรรย์ อีกจะเกิดลมพายุวิปริต จะเกิดไข้ทรพิษเป็นมหันต์ มหาชนจะพินาศลงดาษครัน อังคารนั้นมนท์เกิดไข้ตาย ฯ” โดยในขณะนี้ดาวอังคารพักรในราศีสิงห์ แต่อย่างไรก็ตามดาวอังคารมีการโคจรพักรเป็นปกติอยู่แล้ว ดังนั้นผลร้ายที่จะเกิดตามที่โศลกกล่าวไว้ เราท่านจะต้องพิจารณาในจุดอื่นๆเพิ่มเติมด้วย ซึ่งเมื่ออังคารพักรและก็เพ็ญในตำแหน่งจุดศูนย์กลางภพของดวงเมือง ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวเราท่านคงจะได้เห็นอานุภาพของการทำลายล้างดาวบาปพระเคราะห์ดวงนี้ โดยคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ดาวอังคารนั้นหมายถึงผู้ใด
ในช่วงปลายเดือนมีนาคมจะเกิดปรากฎการณ์ “ดาวมฤตยูดับ” และ “ดาวอังคารจะพักรไปทำมุมโยคร้าย ๑๕๐ องศากับดาวมฤตยูจร” โดยจุดดังกล่าวไปทับดาวพุธเดิมในดวงเมือง ดังนั้นช่วงนั้นมีโอกาสที่จะเกิดภัยธรรมชาติได้สูงมาก ซึ่งสอดคล้องกับการที่ดาวพลูโตจรจะวิกลคติหยุดนิ่งเพื่อที่จะพักร (ถอยหลัง)ในช่วงต้นเดือนเมษายนด้วย
กล่าวโดยสรุปเรื่องการจรมาปะทะกันในเรือนเกณฑร์ของดาวประธานทั้งสองนั้น ดาวเสาร์บาปพระเคราะห์จรมาอยู่ในตำแหน่งที่เข้มแข็งและให้คุณ แต่ธรรมชาติของความเป็นบาปพระเคราะห์นั้นยังไงก็ให้ทุกข์โทษเสียก่อน โดยช่วงระยะเวลาที่กล่าวมาข้างต้นเป็นช่วงที่ต้องจับตามองมากที่สุด อย่างไรก็ตามความวุ่นวายตลอดจนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็มีโอกาสที่จะเกิดได้มากเช่นกัน และในช่วงต้นเดือนมิถุนายนจะเกิด “จันทรคราส” โดยจุดที่เกิดคราสจะไปทับดาวอังคารตนุลัคน์ของดวงแบบสนิทองศา ซึ่งเป็นช่วงต่อเนื่องของดาวประธานทั้งสองจรมาปะทะกัน ซึ่งจะขออธิบายขยายความในโอกาสต่อไป
อย่างไรก็ตาม ความไม่ประมาท และมีสติถึงพร้อมดังปัจฉิมโอวาทของพระพุทธองค์และพรปีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีนี้นั้น เป็นสิ่งที่เราท่านควรที่จะปฎิบัติอย่างเคร่งครัดในรอบขวบปีที่วุ่นวายมากเช่นนี้ และเมื่อทำได้เช่นนั้นแล้ว เราท่านทั้งหลายก็จะสามารถผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ด้วยดี.
อ้างอิง
๐ ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๕ แบบไดอารี่ ตามแนวทางท่าน อ.เทพย์ สาริกบุตร
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๐๕ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๓:๔๖ น. |