84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
กรุงรัตนโกสินทร์จะสิ้นแล้วหรือ? (ตอนที่ 7-จบ) พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 16
แย่ดีที่สุด 
พูดจาภาษาโหร
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันอังคารที่ ๐๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๔:๒๐ น.
|


     ลำดับนี้จะได้วินิจฉัยต่อไปเกี่ยวกับคำเล่าข่าวลือและคำพยากรณ์ต่าง ๆ ที่ว่ากรุงรัตนโกสินทร์จะสิ้นสุดแค่ 10 รัชกาล ทั้ง ๆ ที่น้ำใจจริงแล้วก็ไม่อยากจะวินิจฉัยในเรื่องนี้เลย เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกินการ แต่เมื่อมีการกล่าวขานกันมากและเกิดความสับสนโดยทั่วไปก็เป็นการสมควรที่จะทำความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้สักครั้งหนึ่ง

     เบื้องต้นย่อมเป็นการสมควรที่จะได้ทำความรู้ความเข้าใจกันเสียก่อนว่าคำเล่าข่าวลือที่ว่า กรุงรัตนโกสินทร์จะสิ้นลงแค่ 10 รัชกาลนั้นมีที่มาจากไหน เพราะถ้าที่มานั้นเป็นเรื่องโคมลอยยกเมฆ คำเล่าข่าวลือนั้นก็ไม่มีแก่นสารที่จะเชื่อถือประการใดได้

     ในเรื่องคำเล่าข่าวลือเรื่องนี้มีข้ออ้างว่ามาจาก 3 แหล่ง คือ อ้างว่าเป็นพระบรมราชวินิจฉัยขององค์พระปฐมบรมกษัตริย์บ้าง อ้างว่าเป็นคำพยากรณ์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารบ้าง กระทั่งอ้างว่าเป็นคำวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวบ้าง

     ในฐานะที่เป็นผู้สนใจและสืบสาวราวเรื่องเรื่องนี้มาหลายสิบปีเต็มที ก็ต้องบอกว่าแหล่งที่มาทั้ง 3 แหล่งนั้นเป็นเรื่องยกเมฆทั้งสิ้น

     ประการแรก องค์พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์นั้นมิได้เป็นโหร แต่เป็นประเพณีของพระมหากษัตริย์ในยุคนั้นที่จะทรงรับฟังโหรหลวงหรือโหรในกรมโหรหลวง ซึ่งเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยา และจากการวางหลักเมืองนั้น ย่อมทรงทราบดีว่ากรุงรัตนโกสินทร์จะสืบสันตติวงศ์เป็นเวลา 150 ปี ซึ่งนับว่ายาวมากสำหรับราชวงศ์ต่าง ๆ ที่เคยมีมาในสมัยอยุธยา เป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้ว ในยุคสมัยของพระองค์จึงไม่มีปรากฏเรื่องคำพยากรณ์นี้ ไม่ว่าในพงศาวดารหรือจดหมายเหตุใด ๆ หรือแม้กระทั่งคำกราบบังคมทูลของกรมโหร ในคำพยากรณ์สงกรานต์แต่ละปีก็ไม่เคยพูดถึงหรืออ้างอิงเรื่องนี้เลย

     ดังนั้นการอ้างว่าเป็นคำพยากรณ์ขององค์พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์จึงไม่เป็นความจริงและไม่มีมูลฐานใด ๆ กระทั่งมีข้อเท็จจริงและเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าองค์พระปฐมบรมกษัตริย์นั้นทรงพอพระราชหฤทัยในคำพยากรณ์ตอนตั้งกรุงว่ากรุงรัตนโกสินทร์จะมีอายุยืนยาวถึง 150 ปี ซึ่งนับว่ามากกว่าทุกราชวงศ์ที่ผ่านมาในสมัยอยุธยาและสมัยธนบุรี

     ประการที่สอง การอ้างแหล่งที่มาว่าเป็นคำพยากรณ์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้น ก็ไม่เคยปรากฏว่าเจ้าประคุณเคยศึกษาหรือมีความรู้เรื่องโหราศาสตร์หรือภาคพิธีกรรมใด ๆ มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าวัตรปฏิบัติของเจ้าประคุณเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และมีอัธยาศัยเป็นไปในเชิงต่อต้านความเชื่อถือนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่าเป็นเดรัจฉานกถาด้วยซ้ำไป ตลอดเวลาที่เคยสำนักอยู่ที่วัดระฆังผู้เขียนได้ใฝ่ค้นเรื่องนี้เป็นอันมาก ก็ไม่เคยปรากฏว่าเจ้าประคุณสมเด็จพระยากรณ์กรุงรัตนโกสินทร์แต่ประการใด เจ้าขรัวนั้นแม้จะมีอัชฌาสัยที่ประหลาดอยู่บ้าง แต่ก็ทรงอิทธิปาฏิหาริย์ ทรงพรหมวิหารขั้นสูงในพระพุทธศาสนา ทั้งเคร่งครัด ซื่อตรงต่อพระธรรมวินัยของพระบรมศาสดาไม่เคยคลอนแคลนเลย ไม่มีข้อเท็จจริงใดหรือเรื่องราวใด ๆ ในประวัติของวัดระฆัง และชีวประวัติของเจ้าประคุณว่าเคยพยากรณ์กรุงรัตนโกสินทร์

     ดังนั้นข้ออ้างที่ว่าคำพยากรณ์กรุงรัตนโกสินทร์เป็นคำพยากรณ์ของเจ้าประคุณจึงเป็นคำอ้างแบบโคมลอยที่หาหลักฐานอันใดมิได้เลย และขัดกับวัตรปฏิบัติของเจ้าประคุณชนิดที่ไปกันไม่ได้ เพราะวิชาการแบบนี้พระพุทธองค์ทรงตรัสห้ามไว้ในเรื่องศีล คือเรื่องของจุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีลนั้น ซึ่งเจ้าประคุณไม่มีทางที่จะฝ่าฝืนได้เลย

     ประการที่สาม ที่มีการกล่าวอ้างว่าเป็นคำพยากรณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ขอให้เป็นที่รู้โดยทั่วกันว่าแม้พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้จะทรงเชี่ยวชาญโหราศาสตร์ทั้งในภาคคำนวณ ภาคพยากรณ์ และภาคพิธีกรรม แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าพระองค์ทรงพยากรณ์กรุงรัตนโกสินทร์เลยแม้แต่ครั้งเดียว
 
     จากราชกิจจานุเบกษาที่มีมาตลอดรัชกาล และจดหมายเหตุรวมทั้งพงศาวดารในรัชกาลนี้ไม่มีปรากฏว่าพระองค์ทรงพยากรณ์อายุขัยของกรุงรัตนโกสินทร์เลย จะมีใกล้เคียงบ้างก็เป็นเรื่องราวที่ทรงตำหนิติเตียนพวก “คนวัด” ที่ทำให้เกิดความสับสนในบ้านเมืองหลายครั้งหลายหน จนกระทั่งทรงเตือนว่าอย่าเชื่อถือคำคนวัดเหล่านั้น

     ดังนั้นที่มีการกล่าวอ้างว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้พยากรณ์กรุงรัตนโกสินทร์ว่าจะสิ้นสุด 10 รัชกาล จึงเป็นการกล่าวอ้างยกเมฆส่งเดช หาที่มาอันใดมิได้

     แต่ทว่าองค์พระจอมปราชญ์พระองค์นี้นอกจากจะทรงเจนจบในเรื่องวิชาโหราศาสตร์ทุกภาคแล้ว ยังทรงบรรลุภูมิธรรมขั้นสูงในพระพุทธศาสนา จนเชื่อได้ว่าในบั้นปลายพระชนม์ชีพโดยเฉพาะยามใกล้เสด็จสวรรคตนั้น ทรงเข้าถึงสภาวะของพระอริยบุคคล อย่างน้อยก็ทรงเป็นพระโสดาบัน

     ใครสนใจในเรื่องนี้ ก็ลองไปอ่านจดหมายเหตุ เหตุการณ์สวรรคตในล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ก็จะเห็นประจักษ์ชัดว่าพระองค์ทรงประพฤติปฏิบัติและมีพระสติมั่น กระทั่งเข้าฌานในการเสด็จสู่สวรรคตอย่างชัดเจน ความประการนี้ปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุทุกฉบับ มีเนื้อหาตรงกันทั้งสิ้น

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้นมิได้ทรงพยากรณ์กรุงรัตนโกสินทร์ว่าจะสิ้นสุดใน 10 รัชกาล แต่ก็ทรงทราบว่าอายุขัยของกรุงรัตนโกสินทร์นั้นจะสิ้นสุดลงในเวลา 150 ปี เช่นเดียวกับที่พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงรับทราบเมื่อตอนตั้งหลักเมือง 

     ในตอนตั้งกรุง ระยะเวลา 150 ปี ยาวนานกว่าทุกราชวงศ์ ตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา มาจนถึงธนบุรี แต่เมื่อมาถึงยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระยะเวลาก็เหลืออยู่ไม่ถึง 100 ปี ดังนั้นเมื่อทรงทราบเป็นอย่างดีว่าจากผลคำนวณในการวางหลักเมืองนั้น ระยะเวลากรุงรัตนโกสินทร์มีอยู่แค่ 150 ปี ซึ่งใกล้เข้ามาแล้ว ดังนั้นในฐานะที่พระองค์ท่านเชี่ยวชาญเชิงโหรในทุกภาค จึงทรงใช้ภูมิปัญญาวิชาคุณของพระองค์แก้เคล็ด เพื่อให้กรุงรัตนโกสินทร์ยืนยาวไปตลอดกาลนาน

     คำพยากรณ์ว่ากรุงรัตนโกสินทร์จะมีอายุขัยแค่ 10 รัชกาลนั้น ไม่เคยมีปรากฏขึ้นในเอกสารทางประวัติศาสตร์ใด ๆ ก่อนปีพุทธศักราช 2475 เลย เพิ่งมาปรากฏในช่วงระยะเวลารัชกาลปัจจุบันนี้เท่านั้น กรณีจึงน่าจะเป็นเรื่องที่พวกคนวัดหรือพวกเจ้าบทเจ้ากลอนนอนเปล่าแล้วเหงาใจ เขียนเรื่องราวยัดใส่บุคคลในประวัติศาสตร์เพื่อให้เกิดความเชื่อถือหรือหลงเชื่อต่างหาก

     ไม่ต่างอันใดกับเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ก็หาได้มีมาก่อนกรุงแตกแต่ประการใดไม่ แต่เป็นเรื่องที่คนชั้นหลังเขียนขึ้นอย่างเร็วสุดก็ในยุคธนบุรี แต่ก็มีผู้เคยคะเนว่าน่าจะเกิดขึ้นในยุครัตนโกสินทร์ ยุคเดียวกันกับยุคที่มีการแต่งหนังสือมูลบทบรรพกิจ เพราะลีลาและสำนวนโวหารก็อยู่ในยุคสมัยเดียวกัน

     ส่วนคำพยากรณ์หลังสุดที่อ้างกันว่าเป็นคำทำนายของหลวงพ่อฤาษีลิงดำนั้น ก็ปรากฏว่าในช่วงอายุขัยของหลวงพ่อฤาษีลิงดำไม่เคยปรากฏเรื่องพยากรณ์นี้มาก่อน เพราะหลวงพ่อฤาษีลิงดำนั้นแม้ท่านจะสอนเรื่องนรกสวรรค์ และชักพาให้มีการปฏิบัติสมาธิภาวนาเพื่อเห็นนิมิตรในเรื่องของนรกและสวรรค์อันเป็นที่รู้กันทั่วไปก็ตาม แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าหลวงพ่อฤาษีลิงดำจะพยากรณ์กรุงรัตนโกสินทร์แต่ประการใด

     ที่อ้างว่าเป็นคำพยากรณ์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นการอ้างในชั้นหลัง ซึ่งบางสำนวนก็อ้างว่าเป็นการเข้าทรงของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ แต่รวมความก็คือไม่มีที่มาอันเป็นแก่นสารอันควรเชื่อถือแต่ประการใด

     อันวิชาโหราศาสตร์นั้นมีอยู่ 3 ภาคส่วน คือ

     ภาคคำนวณ ซึ่งเป็นภาคการคำนวณการโคจรของดาวเดือนในอากาศ อันเรียกว่าภาคนพดลสถานหนึ่ง กับภาคการคำนวณการเคลื่อนไปของชีวิตและอายุขัยในภาคพื้นดินอันเรียกว่าภาคภูมิดลอีกสถานหนึ่ง

     การคำนวณในภาคนพดลนั้นเป็นการคำนวณการโคจรของพระอาทิตย์และดาวเดือน ว่าโคจรเป็นอย่างไร วิปริตผิดปกติหรือไม่ ณ เวลาไหน ดาวเดือนโคจรอยู่ที่ตรงไหน ซึ่งแม้จะเป็นวิธีการที่ยากเย็นยิ่งในยุคสมัยก่อน แต่ในปัจจุบันที่เครื่องมือเครื่องไม้ทันสมัย การคำนวณก็ง่ายดาย ผลคำนวณการโคจรนี้ ในทางโหราศาสตร์เรียกว่าภาคนพดล ซึ่งประกอบด้วยการคำนวณการโคจรของพระเคราะห์ 8 ดวง และลัคนา รวมเป็น 9 ดวง

     พึงสังเกตให้ดี ในคัมภีร์จักรทีปนีจร บางที่ บางแห่ง กล่าวถึงเรื่องของการโคจรของดาวพระเคราะห์ล้วน ๆ ทั้ง 8 ดวง ดังเช่นข้อความที่ว่า 

     "ปางทวยวราเทพพระเคราะห์อัฐวิสัย
เสด็จโดยวิถีใดปะทะทับและทันกัน"

     ในกรณีอย่างนี้ หมายถึงการโคจรของดาวพระเคราะห์ 8 ดวงตั้งแต่พระอาทิตย์ไปจนถึงพระราหู ซึ่งพึงรู้ว่าในขณะที่พระอรหันต์ผู้มีนามว่าพระอุตตมะรามเถร รจนาคัมภีร์จักรทีปนีจร และถือเป็นคัมภีร์สำคัญนั้น ได้อาศัยดาวพระเคราะห์เพียง 8 ดวงเป็นหลักในการพยากรณ์ แม้มิได้มีดาวพระเกตุหรือดาวมฤตยู กระทั่งดาวเนปจูน ดาวพลูโต ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นที่แม่นยำ และใช้กันมานับพัน ๆ ปี เหตุทั้งนี้ก็เพราะครูบาอาจารย์แต่โบราณนั้นถือว่าดาวพระเกตุหรือมฤตยู เนปจูน หรือพลูโต อยู่ไกลโพ้นไปจากโลก มีระยะห่างหลายหมื่นแสนปีแสง กว่าจะเกิดผลอะไรขึ้น คนบนพิภพก็ตายไปนานแล้ว

     ในกรณีที่หมายเอาทั้งดาวพระเคราะห์ 8 ดวง และรวมถึงลัคนา ก็จะใช้คำดังเช่น 

     "แถลงปางนพเคราะห์สุรเทพโคจร
ในจักรากรทวิทัศราศี"

     ในภาคคำนวณดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องของการโคจรของดาวพระเคราะห์ 8 องค์และลัคนาในฟากฟ้านภากาศ แล้วจำลองลงมาไว้ใน 12 ราศี หรือที่เรียกว่า “ทวิทัศราศี” ซึ่งเป็นเรื่องของความเป็นไปในอากาศ หรือโลกธาตุภายนอกล้วน ๆ

     ส่วนภาคภูมิดลนั้นเป็นการคำนวณอีกส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องของความเป็นไปในกายหรือชีวิต หรือโลกธาตุภายใน อันหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามอายุขัยที่เคลื่อนไปไม่มีหยุดยั้ง ซึ่งเรียกว่าทักษาอันมีคัมภีร์ทักษาและมหาทักษาเป็นคัมภีร์หลัก ซึ่งเป็นการคำนวณว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ชีวิตนี้ตกอยู่ในปูมไหน ดาวพระเคราะห์ต่าง ๆ แต่ละดวงทรงคุณเป็นอะไร ให้ความหมายอย่างไร ผลคำนวณในส่วนนี้จึงเรียกว่าการคำนวณภาคภูมิดล

     ภาคพยากรณ์ เป็นการนำผลจากภาคคำนวณทั้งภาคนพดลและภาคภูมิดล ในเวลากำเนิดมาประกอบเข้ากับการคำนวณทั้งภาคนพดลและภาคภูมิดลในกาลปัจจุบันเพื่อทราบผลพยากรณ์ว่าจะมีความหมายให้ผลดีร้ายประการใด โดยถือตำรับตำราในภาคพยากรณ์ซึ่งมีอยู่มากหลายเป็นหลักในการพยากรณ์ ซึ่งพึงรู้ว่าในบรรดาตำราพยากรณ์ทั้งปวงนั้นล้วนมีรากฐานมาจากภาษาบาลีหรือภาษามคธ แล้วบรรดาผู้แปลก็แปลออกมาเป็นภาษาไทย แต่เพราะวิสัยแห่งความปราณีตและล้ำลึกในเชิงนิรุกติบรรดาปราชญ์รุ่นครูบาอาจารย์จึงถอดคำแปลจากภาษามคธนั้นเป็นฉันทะลักษณ์ในหลากหลายประเภท ซึ่งทำให้มีความล้ำลึกยากแก่การตีความ ทั้งยังมีความระหว่างบรรทัดหรือความระหว่างวรรค ระหว่างคำ ซ่อนหรือเป็นนัยยะอยู่อีกมากหลาย ดังนั้นจึงทำให้การตีความหมายและคำอธิบายแปลกแยกแตกต่างกันไป

     เอากันแค่บทยกเว้นในบทที่ว่าด้วย “พักรเสริดและมนต์มี วิสมห้าประการกล” ก็ทำให้ผลพยากรณ์และการตีความหมายผิดแผกแตกต่างกันไป จนเป็นคนละเรื่อง ยิ่งเมื่อผสมกันเข้ากับการใช้องค์เกณฑ์ต่าง ๆ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้การวินิจฉัยสุดท้ายแตกต่างกันไปมาก จนกระทั่งหายหงายท้องหรือธงหักกันมามากต่อมากแล้ว

     ภาคพิธีกรรม ในภาคพิธีกรรมนี้มีส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ส่วน คือ

     ส่วนแรก การคำนวณฤดูกาล ความเป็นไปในอากาศ ปริมาณน้ำฝน เมฆ หมอก ความหนาวเย็น ความมืด ความสว่าง น้ำขึ้น น้ำลง และความแห้งแล้งต่าง ๆ เพื่อใช้ในการพยากรณ์เพื่อภาคเกษตรโดยตรง และกรมโหรหลวงจะต้องอาศัยส่วนนี้ในการคำนวณถวายเนื่องในโอกาสพยากรณ์สงกรานต์ในแต่ละปีด้วย

     ส่วนที่สอง เป็นวิธีคำนวณหาฤกษ์ผานาที ความเป็นมงคล อวมงคล และพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น ในการขึ้นบ้านใหม่ ในการตั้งทัพ ในการปลงทัพ ในการตั้งเมือง ในการตั้งวัด ในการรื้อถอนต่าง ๆ และเป็นหน้าที่ของโหรหลวงที่จะต้องคำนวณในส่วนที่สองนี้เพื่อใช้ในการพระราชพิธีหรือพิธีกรรมต่าง ๆ อันมีมาแต่โบราณ

     ส่วนที่สาม เป็นพิธีกรรมในการเสริม ในการหลีก หรือในการแก้ หรือป้องกันต่าง ๆ เช่น การเสริมชะตา การเสริมสิริมงคล การหลีกเลี่ยงความอัปมงคลหรือเหตุร้าย การแก้เคล็ด หรือการป้องกันเหตุร้ายต่าง ๆ ในภาคพิธีกรรมนี้แต่เดิมมามีแต่ภาคพิธีในส่วนของพราหมณ์ และไสยเวทย์ แต่ในปัจจุบันนี้ก็มีการใช้พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา หรือเคล็ดต่าง ๆ มากขึ้น จนกระทั่งโน้มเอียงไปในทางงมงาย

     ทำไมจึงต้องมีภาคพิธีกรรมในส่วนที่เกี่ยวกับการเสริม การหลีก การแก้ การป้องกัน ด้วยเล่า?

     ก็เพราะว่าวิชาการทางโหราศาสตร์นั้นเป็นวิชาการที่อาจทำให้ล่วงรู้ถึงความเป็นไปในการข้างหน้า ประดุจว่าได้ศึกษาแผนที่จากจุดที่อยู่ในปัจจุบันและการดำเนินไปในเบื้องหน้า ผู้มีปัญญาก็ย่อมเห็นอุปสรรคหรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น เมื่อเห็นแล้วจะเผชิญหน้าโดยตรงก็ได้ จะหยุดไม่ไปเผชิญหน้าเสียก็ได้ หรือจะหลีกเลี่ยงให้พ้นไปจากอันตรายเสียก็ได้ ยกเว้นก็แต่สถานการณ์บางอย่างที่กฎแห่งกรรมทำงาน จึงบันดาลให้ไม่เห็น ไม่รู้ หรือรู้เห็นแล้วแต่ก็ไม่เชื่อ หรือเชื่อแต่ไม่วางใจ ดังที่ท่านกล่าวว่าความอัปมงคลของผู้มีอำนาจก็เพราะไม่รู้ ไม่เชื่อ และไม่วางใจใน 3 ประการนี้นั่นเอง

     ดังนั้นวิชาโหราศาสตร์โดยเฉพาะในภาคพิธีกรรมทั้ง 3 ส่วนนั้นจึงจัดว่าเป็นหนึ่งในวิชากุนซือ ที่ผู้เป็นกุนซือหรือปราชญ์ของแผ่นดิน หรือผู้เข้าถึงซึ่งมรรควิถีแห่งขุนพล จำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อพิทักษ์รักษาปกป้องคุ้มครองและทำนุบำรุงบ้านเมืองและราษฎรให้เป็นสุข ดังตัวอย่างที่สุมาเต็กโชได้บอกกล่าวคุณสมบัติกุนซือให้กับเล่าปี่ ที่ปรากฏในสามก๊กฉบับคนขายชาติ ตอนที่ 186

     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงรู้วิถีดำเนินไปในเบื้องหน้าของกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณและพระมหากรุณาธิคุณต่อพระบรมราชวงศ์ พสกนิกร และราชอาณาจักร จึงทรงใช้วิชาทั้งสองคือวิชาโหราศาสตร์ และวิชชาในพระพุทธศาสนาทำการแก้เคล็ดจากการวางหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อให้กรุงรัตนโกสินทร์นั้นยืนยาวสถาพรสืบไป

     คนที่จะทำการแก้เคล็ดในการอันใหญ่หลวงของบ้านเมืองได้นั้น หาใช่เรื่องที่คนแบบหมอดูหมอเดาหรือผู้กระทำเดรัจฉานวิชาบางจำพวกจะทำได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่ทรงปัญญาวิชาคุณสองสถานเท่านั้นจึงจะทำการได้สำเร็จ

     สถานแรก ต้องเป็นผู้ทรงภูมิธรรมขั้นสูงดั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้กล่าวในเบื้องต้นแล้วว่าทรงมีภูมิธรรมในพระพุทธศาสนาขั้นที่สูงมาก

     สถานที่สอง ต้องเป็นผู้ทรงปัญญาวิชาคุณทางโหราศาสตร์ทั้งสามภาค

     การแก้เคล็ดของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

     ส่วนแรก ทรงวางหลักเมืองใหม่

     ส่วนที่สอง ทรงโปรดให้จารดวงเมืองใหม่

     ส่วนที่สาม ทรงโปรดให้ประกอบพิธีกรรมพุทธศาสนาและพิธีพราหมณ์เพื่อความยืนยาวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์และความยืนยงยาวนานของการสืบราชสันตติวงศ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์

     ผลจากการที่ทรงกระทำมาถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าทำให้อายุกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งแทนที่จะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.  2475 ก็แปรเปลี่ยนไปเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

     ดวงเมืองหรือดวงกรุงรัตนโกสินทร์ที่ทรงวางใหม่ก็คือดวงเมืองที่เป็นอยู่และอ้างอิงกันในปัจจุบัน และผู้รู้ย่อมมหัศจรรย์ใจยิ่งนักที่ทรงวางได้เหมาะเจาะ ดุจดั่งสวรรค์บันดาลใจให้ทรงรู้ทรงเห็น ดังเช่น

     ประการแรก ทรงวางลัคนาในราศีเมษ ให้พระอาทิตย์ซึ่งเป็นดาวแห่งความรุ่งเรืองกุมลัคนา เป็นสมผุสที่เจิดจ้าและทรงอานุภาพมากที่สุด โดยมีพระอังคารกุมพระเกตุเป็นศูนย์พาหะนำหน้าลัคนา กรุงรัตนโกสินทร์จึงไม่สิ้นทหารค้ำจุนสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศชาติและราชบัลลังก์เป็นอันขาด

     ประการที่สอง ในราศีธนูอันเป็นเรือนศุภะของดวงเมืองซึ่งเป็นตำแหน่งของพระมหากษัตริย์นั้นก็มีดาวประธานทั้งศุภเคระห์และบาปเคราะห์คือทั้งพฤหัสและพระเสาร์กุมกันอยู่ ดังนั้นบ้านเมืองจึงอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ดังที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเคยพระราชทานพระแสกระราชดำรัสว่า บ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่อาจกำจัดคนไม่ดีหรือทำให้คนดีทั้งหมดได้ จึงต้องส่งเสริมให้คนดีมีอำนาจในบ้านเมืองและป้องกันขัดขวางไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจในบ้านเมืองเพราะจะเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายได้

     ประการที่สาม ดาวพระพุธ พระศุกร์และพระราหู ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งกาม ถูกวางไว้ในเรือนวินาศ ดังนั้นแม้เป็นประเพณีที่ใจคนและยุคสมัยไหลไปในทางต่ำ แต่กามทั้งหลายนั้นก็ไม่อาจรุนแรงถึงขั้นทำร้ายทำลายให้บ้านเมืองสิ้นสูญได้

     ประการที่สี่ พระจันทร์สถิตอยู่ในราศีเกษตร ในเรือนพันธุของดวงเมืองและเป็นแม่ธาตุน้ำ ประเทศไทยจึงมีผู้หญิงเป็นใหญ่ เป็นจุดรวมแห่งความสามัคคี เป็นศูนย์กลางอาหารของมวลมนุษยชาติและความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดจนสันติภาพ

     เหล่านี้ล้วนสะท้อนและแสดงออกซึ่งพระปรีชาสามารถอันยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน

     หลังจากนั้นก็ยังมีการเสริมชะตาเมืองอีกครั้งหนึ่งในช่วงราวปี 2528 หรือ 2530 โดยท่านผู้มีอำนาจในบ้านเมืองได้ดำเนินการโดยวิถีทางเดียวกันกับวิธีการของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครั้งนี้มีการเสริมยอดพระปรางค์ศาลหลักเมืองให้สูงขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว และเมื่อถึงกาลยกตรีศูลเหนือยอดพระปรางค์ศาลหลักเมือง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จไปในการทำพิธีครั้งนั้น

     การอันใดที่สมเด็จพระยุพราชได้กระทำจิตอธิษฐานในพิธีกรรมยกตรีศูลครั้งนั้น ย่อมเป็นที่เชื่อว่าพระสยามเทวาธิราชและเทพยดาอันรักษาพระนคร ตลอดจนเทพยดาอันบำรุงรักษาพระพุทธศาสนาและขอบขัณฑสีมานี้ย่อมบำรุงรักษาและดำเนินการให้เป็นไปตามสัตยาธิษฐานนั้น

     ได้แสดงเรื่องนี้มาต่อเนื่องมาถึง 7 ตอนแล้ว เห็นจะพอแก่การ จึงขอยุติลงเพียงเท่านี้ และหวังให้งานเขียนชิ้นนี้ได้กำกับสติเตือนใจคนทั้งหลายให้ทราบและเข้าใจว่ากรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่สิ้น พระบรมราชจักรีวงศ์จะยังคงเจริญสถาพรสืบไป ใครที่คิดหรือหวังในทางร้ายแก่บ้านเมืองและราษฎรย่อมส่งผลเป็นวิบากกรรมให้บังเกิดผลร้ายแก่ตนและผู้คนในครอบครัว อัปมงคลและอุบาทว์จัญไรจะถึงตัวและครอบครัวตนอย่าได้สงสัยเลย

     จงมาร่วมกันทำนุบำรุงประเทศชาติ ราษฎร ให้เป็นสุข ถือเอาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสามเสาหลักของบ้านเมืองก็จะบังเกิดความสวัสดีในที่ทั้งปวง และแคล้วคลาดจากอุปัทวันตรายทั้งปวง

     เอตัง พุทธานุสาสะนัง การละชั่ว การทำดี การทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

 

 


 




|

Comments
Add New Search
ชอบบทความ  - กรุงเทพฯ   |203.185.68.102 |2011-10-13 19:58:58
ปีนี้ กทม อายุย่าง 231 ปี
มีพุธเป็นบริวารจร
พฤหัสเป็นศรีจร
ทุกอย่างย่อมพ้นภัย แน่นอน
pimsiri   |58.8.85.55 |2011-10-05 18:34:27
อาจารย์คะ อาจารย์ศึกษาอย่างไรจึงได้เก่งมากเช่นนี้ ชอบอ่านบทความของอาจารย์เพราะภาษาก็เพราะมากและอ่านแล้วมีกำลังใจด้วยค่ะ

ขอเป็นหนึ่งแรงเล็กๆในการละชั่ว ทำแต่สิ่งดี และขยายไปยังแรงใกล้ตัว เท่าที่จะทำได้ค่ะ
แพรว  - ขอพระองค์ทรงพระเจริญ   |125.25.106.96 |2011-10-05 13:40:57
กราบขอบพระคุณอาจารย์ไพศาลฯ เป็นอย่างยิ่ง
:)   |183.89.227.193 |2011-10-05 00:13:06
*ของคนโลภ
:)   |183.89.227.193 |2011-10-05 00:11:12
จะได้เห็นการสิ้นสุดของคนโลก ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
สบายใจ  - ขอพระองค์ จงทรงพระเจริญ   |125.24.56.254 |2011-10-04 23:42:56
สบายใจมากๆๆๆ
ขอจงทรงพระเจริญ   |101.109.120.91 |2011-10-04 21:43:39
สาธุ..สาธุ..สาธุ..
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๐๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๕:๐๖ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License