|
กรุงรัตนโกสินทร์จะสิ้นแล้วหรือ? (ตอนที่ 6) |
|
|
|
พูดจาภาษาโหร
|
|
เขียนโดย สิริอัญญา
|
|
วันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๙:๔๔ น. |
|
ลำดับนี้จะได้วินิจฉัยในบรรดาสถิติและข้อมูลต่าง ๆ จากเหตุการณ์ดาวพฤหัสและดาวพระเสาร์ซึ่งเป็นดาวใหญ่ เป็นดาวประธานของฝ่ายศุภเคราะห์และบาปเคราะห์ จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นดาวประมุขของความดีงาม และความเลวร้ายก็ว่าได้ ได้โคจรมากุม และเล็งกัน (ปะทะทับและทันกัน) ต่อไป
ก่อนอื่นก็ยังคงยืนยันในสิ่งที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีท่านได้แปลความและรจนาไว้ในคัมภีร์จักรทีปนีจรของพระอรหันต์ผู้มีนามว่าพระอุตตมะรามเถร ซึ่งย้ำไว้เป็นสำคัญในตอนต้นคัมภีร์ว่า
| “ศรีสิทธิการี- | ยสวัสดิไชยา | | นมัสดุตำรา | ประพฤติพจนกล่าวกลอน | | แถลงปางนพเคราะห์ | สุรเทพโคจร | | ในจักราจร | ทวิทัศราศี | | โดยอานุภาพผยอง | จรท่องวิถีลี | | พักรเสริดและมนต์มี | วิสมห้าประการกล” |
โดยมีบทสรุปในตอนท้ายไว้อย่างชัดเจนว่า | “ปางทวยวราเทพ | พระเคราะห์อัฐวิสัย | | เสด็จโดยวิถีใด | ปะทะทับและทันกัน | | เมื่อมิตรก็ชอบชื่น | บ่มีโทษแถลงทัณฑ์ | | ปางเป็นศัตรูสรร- | พอุบาทว์วิบัติเข็ญ | | โหราศาสตร์ก็พึงพิศ | กระจ่างจิตวิจารณ์เห็น | | แห่งเหล่าพระเคราะห์เป็น | และมิตรหมู่อริมา | | ทับถูกพระเคราะห์ใด | สุขทุกข์จะบีฑา | | คุณโทษ ฤ อาญา | ก็จะตามฉบับบรรพ์” |
ทั้งนี้ยังต้องคำนึงถึงบทข้อยกเว้นเกี่ยวกับ “วิ” และ “สม” อันท่านแสดงไว้แต่ทิ้งขว้างกันไปไม่ใส่ใจ จึงทำให้การใช้ภาคพยากรณ์เป็นไปแบบด้วน ๆ ห้วน ๆ ตามบทพยากรณ์สามัญ จึงปิดกั้นการเข้าถึงหลักแห่งศาสตร์นี้ ดังที่มีบทนิพนธ์ไว้ว่า
“สิริอุจจาสุภาวุฒิ สิรินิจจาวิหายะติ กาลีอุจจาวิหายะติ กาลีนิจจาสุภาวุฒิ” ซึ่งแปลโดยอรรถว่า
พระเคราะห์ใดมีคุณสมบัติเป็นศรี และมีตำแหน่งเป็นมหาอุจ ท่านให้พยากรณ์ไปในทางดี ทางเลิศ ทางแห่งความสำเร็จ
พระเคราะห์ใดมีคุณสมบัติเป็นศรี แต่มีตำแหน่งเป็นนิจ ท่านให้พยากรณ์ไปในทางร้าย ทางต่ำ และล้มเหลว
พระเคราะห์ใดมีคุณสมบัติเป็นกาลี และมีตำแหน่งเป็นมหาอุจ ท่านให้พยากรณ์ไปในทางร้าย ทางต่ำ และล้มเหลว
พระเคราะห์ใดมีคุณสมบัติเป็นกาลี แต่มีตำแหน่งเป็นนิจ ท่านให้พยากรณ์ไปในทางดี ทางเลิศ ทางแห่งความสำเร็จ
จะต้องตั้งต้นและตั้งหลักบนหลักวิชาการอย่างนี้เสียก่อน จึงจะเห็นความหมายของพระเคราะห์ทั้งหลายที่โคจรสับสนอลหม่านอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยามที่พระเสาร์กำลังจะโคจรเข้าสู่ราศีตุลย์เป็นมหาอุจ เล็งลัคนาและพระอาทิตย์ในดวงเมือง หาไม่แล้วก็จะหน้าแตกหงายท้องตาม ๆ กัน
เมื่อตั้งต้นอย่างนั้นแล้วก็จะวินิจฉัยว่าเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2364, พ.ศ. 2424, พ.ศ. 2483, พ.ศ. 2484, พ.ศ. 2504, พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ร้ายทั้งสิ้นนั้น เกิดจากเหตุใดกันแน่
ก็ต้องบอกว่าเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2364, พ.ศ. 2424, พ.ศ. 2483, พ.ศ. 2504 และ พ.ศ. 2543 นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ในขณะที่ดาวพฤหัสและดาวพระเสาร์โคจรมารวมกันในราศีเมษ คุณโทษที่เกิดขึ้นจึงย่อมเนื่องมาแต่ดวงเมืองของแต่ละประเทศซึ่งไม่เหมือนกัน แต่มีสิ่งที่ร่วมกันก็คือเป็นห้วงเวลาที่ดาวพฤหัสและดาวพระเสาร์กำลังโคจรจรอยู่ในราศีเมษ โดยไม่มีเหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศไทยเลย
สำหรับเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2484 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในปีนั้นพระเสาร์เป็นกาลกิณี โคจรเป็นนิจอยู่ในราศีเมษ ทับลัคนาและพระอาทิตย์ในดวงเมืองนั้น จะถือเป็นการสวรรคตของพระมหากษัตริย์ที่สถิตอยู่ในพระนปฎลมหาเศวตฉัตรมิได้ เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สละสิริราชสมบัติก่อนหน้านั้นแล้ว
การเสด็จสวรรคตจึงเป็นการในส่วนพระองค์ และในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลได้เถลิงสิริราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรไทยแล้ว
โดยสรุปก็คือ การที่ดาวพระเสาร์โคจรเป็นนิจในราศีเมษร่วมกับดาวพฤหัส มิอาจอ้างอิงหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บ้านเมืองของประเทศไทยแต่ประการใด
ในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ปี พ.ศ. 2335, พ.ศ. 2454, พ.ศ. 2512, พ.ศ. 2513 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดาวพระเสาร์โคจรเป็นนิจอยู่ในราศีเมษ และดาวพฤหัสโคจรอยู่ในราศีตุลย์ ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ บ่งบอกเหตุดีร้ายคุณและโทษประการใด ย่อมเป็นไปตามดวงเมืองของประเทศนั้น ๆ เช่นเดียวกัน
ที่เกี่ยวกับประเทศไทยคือเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2394 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในปี พ.ศ. 2395 สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2453 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เป็นห้วงเวลาที่ดาวพระเสาร์โคจรอยู่ในราศีเมษ และดาวพฤหัสเล็งกันในราศีตุลย์
เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนรัชกาล ที่พระมหากษัตริย์หรือพระมเหสีเสด็จสวรรคต และในพลันนั้นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ในพระบรมราชจักรีวงศ์ก็จะเสด็จขึ้นเถลิงสิริราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาล กรณีเช่นนี้อย่างร้ายที่สุดจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนรัชกาล มิใช่ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์หรือผลัดเปลี่ยนระบอบการปกครอง
ต้องตั้งความสังเกตให้ดีว่า ทุกเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นจะเป็นกรณีที่ดาวพระเสาร์โคจรอยู่ในราศีเมษ และดาวพฤหัสโคจรอยู่ในราศีตุลย์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ตั้งแต่ปลายปีนี้ไป เป็นระยะเวลา 2 ปีครึ่ง คือในช่วงที่ดาวพระเสาร์โคจรเป็นมหาอุจอยู่ในราศีตุลย์ และมีช่วงสั้น ๆ ที่เล็งกับดาวพฤหัสที่โคจรเป็นราชาโชคอยู่ในราศีเมษ
ขอสรุปเพื่อให้เข้าใจโดยง่ายอีกครั้งหนึ่งว่า ในยามที่ดาวพระเสาร์โคจรเป็นนิจอยู่ในราศีเมษ และดาวพฤหัสโคจรอยู่ในราศีตุลย์ เคยมีเหตุการณ์ร้ายในประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์หลายครั้ง คือเกิดเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต
และในพลันที่พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งเสด็จสวรรคต พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ในพระบรมราชจักรีวงศ์ก็เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อมาเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว
กรณีและปรากฏการณ์ทั้งหมดนั้นจะตรงกันข้ามกับปรากฏการณ์ที่ดาวพระเสาร์จะโคจรเข้ามาเป็นมหาอุจในราศีตุลย์ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 ไปจนถึงปลายปี พ.ศ. 2557 โน้น ที่สำคัญคือเป็นปรากฏการณ์ที่ดาวพระเสาร์โคจรอยู่ในราศีตรงกันข้ามกับปรากฏการณ์ที่เกิดเหตุร้ายที่ผ่านมา และมีคุณสมบัติที่ตรงกันข้ามกับปรากฏการณ์ที่เกิดเหตุร้ายที่ผ่านมาด้วย นั่นคือในช่วงที่ปรากฏเหตุการณ์ร้าย ดาวพระเสาร์จะมีคุณสมบัติเป็นนิจในราศีเมษ แต่กรณีที่จะเกิดปรากฏการณ์ใหม่ ดาวพระเสาร์จะโคจรเป็นมหาอุจอยู่ในราศีตุลย์ เหตุการณ์จะตรงกันข้ามชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ นั่นคือบรรดาผู้เป็นปรปักษ์กับพระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์จะถึงกาลพินาศฉิบหายนั่นเอง
ในช่วงเวลาที่ดาวพระเสาร์โคจรเข้ามาอยู่ในราศีตุลย์นั้น ดาวพฤหัสจะโคจรอยู่ในราศีเมษเป็นเวลา 1 ปี ดังบทพระนิพนธ์ที่ว่า
| “พฤหัสบดี | ดลสถานสถิตทัน | | จรจักรประมาณวัน | วรรษหนึ่งก็ลาลี” |
ดาวพฤหัสนั้นได้โคจรเข้าสู่ราศีเมษตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 นับถึงบัดนี้เป็นเวลา 4 เดือนเศษแล้ว ดาวพฤหัสจะโคจรอยู่ในราศีนี้เป็นระยะเวลา 1 ปี ดังนั้นนับแต่บัดนี้ไป ดาวพฤหัสจึงโคจรอยู่ในราศีเมษไปอีกประมาณ 7 เดือนเท่านั้น และจะเป็นห้วงเวลาที่ดาวพระเคราะห์ทั้งสองนี้เล็งกันจริง ๆ ก็คือช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 ไปจนถึงห้วงเวลาที่ดาวพฤหัสโคจรพ้นออกไปจากราศีตุลย์ ซึ่งเป็นระยะเวลาประมาณ 5 เดือนเท่านั้น
จึงต้องมาดูกันว่าในช่วง 5 เดือนที่ว่านี้ มีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้น และจะเกิดเหตุอะไรขึ้นจากปรากฏการณ์นั้น
ในยามที่ดาวพฤหัสและดาวพระเสาร์เล็งกันในราศีเมษและราศีตุลย์ ดาวพระเสาร์ในปัจจุบันนี้มีคุณสมบัติเป็นเดชจร ทำให้ชาวเสื้อแดงแรงฤทธิ์นัก จะเปลี่ยนคุณสมบัติเป็นอายุจรในวันที่ 21 เมษายน 2555 ในขณะที่ดาวพฤหัสปัจจุบันนี้มีคุณสมบัติเป็นศรีจร และจะเปลี่ยนคุณสมบัติเป็นเดชจร ในวันที่ 21 เมษายน 2555 เช่นเดียวกัน
เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์ร้าย ดาวพระเสาร์โคจรเป็นนิจอยู่ในราศีเมษ ดาวพฤหัสโคจรอยู่ในราศีตุลย์ แต่ในระยะเวลาประมาณ 5 เดือนนับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 ไปจนถึงวันเวลาที่ดาวพฤหัสโคจรผ่านราศีเมษเข้าสู่ราศีพฤษภนั้น ปรากฏการณ์เกิดขึ้นตรงกันข้ามกัน คือดาวพระเสาร์โคจรเป็นมหาอุจอยู่ในราศีตุลย์ ดาวพฤหัสโคจรเป็นราชาโชคอยู่ในราศีเมษ
ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์นี้คือความพลิกผันที่เกิดขึ้นจาก บุรพกรรมเป็นเหตุเหนือความคาดคิด ที่ทำให้บ้านเมืองและสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งกำลังถูกย่ำยีบ่อนทำลายอย่างรุนแรงและกว้างขวางจนเป็นที่ปริวิตกว่าจะเกิดอันตรายนั้นจะกลับร้ายกลายเป็นดี มีความมั่นคงสถาพร ด้วยเหตุการณ์ทำนองที่เกิดใน “ธรรมาธรรมะสงคราม” นั้น
ดาวพระเสาร์ยามโคจรในราศีเมษซึ่งถือว่าทับพระอังคาร มีบทพยากรณ์ดังนี้
| “เสาร์สู่ ณ ราศี | ปะทะทับพระอังคาร | | เกิดการกลีการณ์ | ปรปักษ์จะบีฑา” |
นั่นคือผลร้ายจากพระเสาร์ซึ่งโคจรในราศีเมษ ซึ่งเป็นราศีที่สถิตของลัคนาดวงเมือง ตามตัวอย่างเหตุการณ์ร้ายที่ผ่านมา แต่ในยามที่ดาวเสาร์โคจรในราศีตุลย์ซึ่งเป็นเรือนปัตตะนิในดวงเมือง และถือว่าทับพระศุกร์ มีบทพยากรณ์ดังนี้
| “เสาร์ถูกพระเคราะห์ศุกร์ | ปะทะทุกข์พยาธิ์เยือน | | โรคร้างและหลายเดือน | ก็จะกลับจะกลายเป็น | | โจรร้ายเขม้นมอง | อริปองจะทำเข็ญ | | อายุมิยืนเย็น | มฤตภัยระเร่งเกรง” |
ในขณะเดียวกันนั้น ดาวพระเสาร์ก็จะเล็งลัคนาและพระอาทิตย์ในดวงเมือง มีบทพยากรณ์ดังนี้
| “เสาร์ทับพระอาทิตย์ | ปฏิสนธิในชาติ | | ชนชั้นจะถึงฆาต | บ่มีทรัพย์จะสาธารณ์ | | ถ้อยความจะถึงตู | ผิศัตรูจะปองผลาญ | | แม้นหมิ่นประมาทการ | ก็จะเป็นอันตราย” |
และอีกบทหนึ่งที่ดาวพระเสาร์เล็งลัคนาว่า
| “เสาร์จรประทับลั- | คนนั้นจะหม่นหมอง | | เสียทรัพย์และสิ่งของ | คุรุเหตุจะพึงมี | | ดังโปริสาทราษ- | ฎรเขาก็ขับหนี | | จากขัตติยาศรี | ศิริราชนคร” |
เหล่านี้ล้วนเป็นผลของดาวพระเสาร์ซึ่งโคจรอยู่ในเรือนปัตตะนิของดวงเมือง และย่อมเกิดผลแก่เรือนปัตตะนินั้น นั่นคือจะเกิดผลดังกล่าวแก่เรือนปัตตะนิ ซึ่งหมายถึงรัฐบาลและผู้มีอำนาจของรัฐบาล ดังนั้นการข้างในฟากรัฐบาลก็น่าจะเป็นไปดังบทพยากรณ์ที่ว่ามานี้ จนแทบฟันธงได้ว่าคนมีอำนาจของรัฐบาลจะถึงกาลถึงฆาต หมดอำนาจ เสียเป็นแน่!
ส่วนการในข้างประเทศชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นั้นเล่า มีดาวพฤหัสประธานศุภเคราะห์โคจรเป็นราชาโชคอยู่ในดวงเมือง ทับลัคนา ทับพระอาทิตย์ ถือได้ว่าทับพระอังคารและเล็งพระศุกร์ไปพร้อมกัน
ดาวพฤหัสทับพระอาทิตย์ มีบทพยากรณ์ดังนี้
| “พฤหัสบดี | ผิวทับระวิวัน | | สิทธิโชคมหัน | ตมหิทธิปูชา” |
ดาวพฤหัสทับอังคาร มีบทพยากรณ์ดังนี้
| “พฤหัสบดี | ปะทะภุมมภิปราย | | สุรโทษชนะหลาย | จะประจักษ์กะตน” |
ดาวพฤหัสเล็งพระศุกร์ มีบทพยากรณ์ดังนี้
| “พฤหัส ธ ผยอง | ศุกรต้องกะนิทาน | | สุรท้าวมัฆวาฬ | จรปลอมอสุรา | | ธ ก็โอบอรอง- | คอนงค์พนิดา | | จากไวปจิตรา | จรสู่ทิพยพิมาน” |
และเมื่อดาวพฤหัสทับลัคนาในดวงเมือง มีบทพยากรณ์ดังนี้
| “พฤหัสดลจักร | ปะทะลัคนมี | | ทุรโทษธิบดี | และพยาธิ์จุลภัย | | ผิวสงฆวรา | ก็จะลาคณะไป | | บมิแม้นดุจไข | ก็จะผิดคติครู” |
บรรดาโหรานุโหรจำนวนหนึ่งจึงพยากรณ์ในทางร้ายโดยอาศัยบททั่วไปดังกล่าวนี้
แต่ดาวพฤหัสในราศีเมษนั้นทรงคุณเป็นราชาโชค จึงนำบทพยากรณ์ดังกล่าวมาพยากรณ์ในทางร้ายมิได้ เพราะยามนั้นดาวพฤหัสเป็นองค์เกณฑ์ชนิดหนึ่งที่ข้ามพ้นความร้ายทั้งปวง มีแต่ความรุ่งเรืองสถาพร ความดีงามและความสวัสดีสถานเดียว
ดังนั้นไม่ว่าก่อนวันที่ 21 เมษายน 2555 ซึ่งดาวพฤหัสเป็นศรีจรก็ดี หรือหลังวันที่ 21 เมษายน 2555 ซึ่งดาวพฤหัสเป็นเดชจรก็ดี จึงส่งผลในทางดี ในทางเจริญรุ่งเรือง และในทางสวัสดีของบ้านเมือง และสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น
โปรดติดตามตอนต่อไป.
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๐:๓๕ น. |