- ธรรมนิติเปิดกิจการให้บริการด้านไอที
- ขอเชิญร่วมบริจาคภาพเพื่อลงในพระไตรปิฎก ในระบบ E-book ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา
- ขอเชิญร่วมบริจาคสร้างพระไตรปิฎก ในระบบ E-book ฉลอง 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้
- ต้องการงานดี มีความมั่นคง ลองคลิกเข้าไปดูที่ www.jobdst.com
- ขอเชิญติดตามอ่านบทความเรื่อง "พยากรณ์สงกรานต์ 2555" ที่คอลัมน์บทความพิเศษได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
| กรุงรัตนโกสินทร์จะสิ้นแล้วหรือ? (ตอนที่ 3) |
|
|
| พูดจาภาษาโหร | |||||||||||||||||||||||||||
| เขียนโดย สิริอัญญา | |||||||||||||||||||||||||||
| วันจันทร์ที่ ๑๘ กรกฏาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๕:๐๑ น. | |||||||||||||||||||||||||||
|
เมื่อได้วินิจฉัยว่ากรุงรัตนโกสินทร์จะยังไม่สิ้นไปเพราะการสิ้นโลกหรือโลกแตกตามที่โหรานุโหรทั้งหลายได้ทำนายทายทักกันแล้ว ก็จำต้องวินิจฉัยต่อไปในเรื่องและวาระที่พลตรี มนูญกฤต รูปขจร ได้ตั้งเป็นประเด็นแห่งช่วงเวลาไว้ เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่สิ้นไปเพราะการสิ้นโลกหรือโลกแตกแล้ว เรื่องที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินหรือการเปลี่ยนแปลงการปกครองจะเกิดขึ้นในระยะใกล้นี้หรือไม่ ซึ่งพลตรี มนูญกฤต รูปขจร ได้ตั้งประเด็นช่วงเวลาไว้ 4 ช่วงคือวันที่ 7 ธันวาคม 2554, วันที่ 5 เมษายน 2555, วันที่ 7 กันยายน 2555 และวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 เห็นสมควรวินิจฉัยในเรื่องผลัดเปลี่ยนแผ่นดินเสียก่อน ซึ่งในประเด็นนี้มีหลักวิชาที่จะพิจารณาอยู่ 2 หลักวิชา คือวิชาดาราศาสตร์และวิชาโหราศาสตร์ ในวิชาดาราศาสตร์นั้น ท่านให้พิจารณาเอาตรงดาวจระเข้ ซึ่งจะมีดาวประจำตัวประมุขของแผ่นดินหรือพระมหากษัตริย์ที่เปล่งประกายเจิดจ้าหรือเศร้าหมองให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ได้ ในศาสตร์เรื่องนี้วิชาการฝ่ายไทยนั้นไม่มีปรากฏ คงมีปรากฏเฉพาะฝ่ายจีน ในตอนต้นของสามก๊ก ก่อนที่แผ่นดินจีนจะเกิดกลียุคกลายเป็นสามก๊กนั้น ในตอนที่ 2 ของสามก๊กฉบับคนขายชาติ โดยเรืองวิทยาคม ตอนเค้าลางกลียุค ได้พรรณนาถึงเหตุอาเพศต่าง ๆ ไว้ดังนี้ “ครั้นพระเจ้าเลนเต้เสวยราชย์ได้ 12 ปี ตรงกับพุทธศักราช 722 เดือน 4 ขึ้น 15 ค่ำ แต่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุเป็นปีพุทธศักราช 710 พระเจ้าเลนเต้ประทับ ณ ที่พระที่นั่งอุ่นต๊กเตี้ยน เวลาเที่ยงเกิดอาเพศใหญ่ในบ้านเมือง เป็นสัญญาณจากสวรรค์ที่บ่งบอกว่าแผ่นดินจะเกิดกลียุค ณ เวลานั้นเพลาเที่ยง เกิดลมพายุหนัก มีงูสีเขียวตัวใหญ่ตกลงมาพันอยู่ที่เท้าพระเก้าอี้ พระเจ้าเลนเต้ตกพระทัยจนสิ้นพระสติ พักหนึ่งงูใหญ่ก็หายไป แล้วเกิดฟ้าร้อง ฝนตกห่าใหญ่ ลูกเห็บขนาดใหญ่ตก บ้านเรือนราษฎรพังทะลาย พระตำหนักถูกพายุลูกเห็บพัดพังหลายตำหนัก จนถึงเที่ยงคืนฝนจึงหยุด หลังจากนั้นอีก 4 ปี ณ เดือนยี่ เมืองลกเอี๋ยงซึ่งเป็นเมืองหลวงเกิดแผ่นดินไหว น้ำทะเลเกิดคลื่นใหญ่ท่วมบ้านเมืองและบ้านเรือนราษฎรถูกน้ำพัดหายไปเป็นจำนวนมาก ไก่ตัวเมียขันได้กลายเป็นไก่ตัวผู้” และได้ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า “ดาวจระเข้ดวงที่เป็นตำแหน่งของพระมหากษัตริย์สีแดงเศร้าหมองคล้ายกับจะดับสูญ” ดาวจระเข้ดวงที่เป็นตำแหน่งของพระมหากษัตริย์คือดวงไหนและเป็นอย่างไร สามก๊กฉบับคนขายชาติ โดยเรืองวิทยาคม ตอนที่ 204. ขงเบ้งดูดาว ซึ่งเป็นเรื่องราวตอนที่เล่าปี่เชื้อพระวงศ์พเนจรออกจากเมืองซินเอี๋ยไปคำนับเชิญขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษา ณ เทือกเขาโงลังกั๋งเป็นครั้งที่สาม และประสพความสำเร็จ โดยพญามังกรแห่งเทือกเขามังกรหลับเห็นแก่น้ำใจศรัทธาภักดีต่อตัวเองมั่นคง และเห็นแก่น้ำใจที่จะทำนุบำรุงแผ่นดินของเล่าปี่ จึงยอมฝืนชะตากรรมรับเป็นกุนซือให้กับเล่าปี่ ในค่ำคืนนั้นขงเบ้งชวนเล่าปี่พักค้างที่กระท่อมน้อย ณ เทือกเขาโงลังกั๋ง สามก๊กพรรณนาว่า “ราตรีนั้นเป็นข้างแรม บนอากาศดวงดาวพราวพร่างกระจ่างเต็มท้องฟ้า แวววาววับวามงามตายิ่งนัก ดูประหนึ่งอยู่ใกล้ คล้ายกับจะเอื้อมคว้าได้ถึง สายลมราตรีปลายฤดูหนาวต้นฤดูใบไม้ผลิโชยมาเป็นที่สบาย กลิ่นดอกไม้ป่านานาพันธุ์โชยมาตามสายลมหอมระรื่นชื่นใจ เสียงนกกลางคืนร้องก้องในแนวป่าขณะออกหากินตามประสา ขงเบ้งเห็นดาวเด่นตาพรายพร่างเต็มท้องฟ้า จึงชวนเล่าปี่ออกมาจากเก๋งหน้ากระท่อม ทอดตาขึ้นไปในอากาศแล้วชี้ให้เล่าปี่ดูไปบนท้องฟ้าข้างทิศเหนือ แล้วว่านั่นเป็นกลุ่มดาวจระเข้ เป็นดาวประจำข้างทิศอุดร เป็นกลุ่มดาวที่บ่งบอกเวลาในยามราตรี มีทั้งสิ้น 11 ดวง 4 ดวงตรงกลางคือขาหน้าหลังทั้ง 4 จากตำแหน่งดาวที่เป็นข้าหลังเบื้องล่างไปทางทิศตะวันออกมี 3 ดวง เป็นหางของจระเข้ ด้านหน้ามี 4 ดวง เป็นตา 2 ดวงและจมูกอีก 2 ดวง ตำแหน่งดาวที่เป็นจมูกดวงบนนั้นเป็นดาวประจำพระองค์พระมหากษัตริย์คือพระเจ้าเหี้ยนเต้ บัดนี้เศร้าหมองนัก มีเหตุแต่เบื้องบน มีดาวอีกดวงหนึ่งสีเหลืองปนแดงสว่างไสว รัศมีรุ่งโรจน์ นั่นคือดาวประจำตัวของโจโฉ ข่มดาวประจำพระองค์พระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่ ลักษณะดังนี้บ่งชี้ว่าวาสนาโจโฉยังรุ่งเรือง ประกอบด้วยกำลังเป็นอันมาก แล้วว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นชาวราศีธาตุไฟ ธาตุไฟเป็นต้นกำเนิดธาตุดิน ตัวโจโฉเป็นชาวธาตุดิน ครองอำนาจในเมืองฮูโต๋ซึ่งเป็นปูมธาตุดิน ดังนี้ย่อมแสดงว่าโจโฉได้ใช้และอาศัยอิงอำนาจของฮ่องเต้ตั้งฐานอำนาจอยู่ในชัยภูมิอันสมพงษ์แก่ตัว อำนาจของโจโฉจึงปราบให้สิ้นไปได้โดยยาก ขงเบ้งชี้ไปทางท้องฟ้าเบื้องทิศใต้แล้วว่า ดาวดวงที่มีรัศมีสีฟ้าแกมแสดรุ่งเรืองสว่างไสวอยู่นั้นคือดาวประจำตัวซุนกวน ซึ่งครองอำนาจเป็นใหญ่ในแคว้นกังตั๋งเป็นปูมธาตุทอง โจโฉข่มซุนกวนไม่ได้ และซุนกวนก็ทำร้ายโจโฉไม่ได้ดุจกัน ขงเบ้งชี้มือไปบนท้องฟ้าข้างทิศตะวันตกแล้วว่า นั่นคือดาวประจำตัวเล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวนอับแสงใกล้จะร่วงโรย เมืองเสฉวนตกอยู่ในปูมธาตุไม้ ตัวท่านก็เป็นชาวราศีธาตุไม้ เมืองเสฉวนจึงสมพงษ์กับท่าน ท่านจะตั้งตัวได้ที่เมืองเสฉวนนี้ เฉกเดียวกับพระเจ้าฮั่นโกโจ ในครั้งกระโน้น พระเจ้าฮั่นโกโจพ่ายแพ้ศึกแก่ฌ้อปาอ๋อง แล้วได้เคลื่อนกองทัพเข้าไปปักหลักเป็นฐานที่มั่นก่อตั้งอำนาจในดินแดนเสฉวน แล้วตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ที่เมืองเสฉวนนี้ … ขงเบ้งชี้ไปที่ดาวอีกดวงหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับดาวประจำตัวของเล่าเจี้ยง มีสีฟ้าแกมเขียวสดใสแต่ยังไม่รุ่งโรจน์นักแล้วว่าดาวดวงนี้คือดาวประจำตัวท่าน บัดนี้แม้ยังไม่มีรัศมีอันสว่างไสวรุ่งเรือง แต่ข้าพเจ้าได้สังเกตการปรากฏของดาวดวงนี้มาชั่วเวลาหนึ่งแล้ว ประจักษ์ว่ามีรัศมีสดใสเพิ่มขึ้นโดยลำดับ แสดงว่าเมืองเสฉวนนี้จะตกเป็นของท่าน … ขงเบ้งชี้ให้เล่าปี่ดูแถบสีขาวคล้ายกับกลุ่มเมฆที่ทอดทาบท้องฟ้าข้างทิศตะวันตกพาดผ่านมายังจุดที่ขงเบ้งและเล่าปี่ยืนอยู่ว่า แถบทางสีขาวที่ทอดทาบดังนี้คือทางช้างเผือก ผันแปรเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาหาคงที่ไม่ ในยามนี้ทางช้างเผือกทอดทาบท้องฟ้าข้างเมืองเสฉวนพาดผ่านเมืองซงหยงตรงไปยังเมืองเกงจิ๋ว นี่คือเส้นทางก้าวสู่อำนาจของท่าน บ่งชี้ว่าท่านจะตั้นต้นอำนาจจากเมืองเกงจิ๋วก่อนแล้วเข้าสู่เมืองเสฉวน ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแก่ท่านเมื่อพลบค่ำวันนี้ ขงเบ้งชี้ไปที่ดาวดวงหนึ่งซึ่งอยู่บนท้องฟ้าเหนือศีรษะค่อนไปทางทิศใต้แล้วว่า ดาวดวงนี้เป็นดาวประจำตัวเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋ว สีแดงคล้ำเศร้าหมองริบหรี่ใกล้ดับสูญแล้ว สุขภาพของเล่าเปียวกำลังสุกงอมเต็มทีใกล้ลาโลก อิทธิพลของดาวประจำตัวท่านที่ทอดกระแสผ่านทางช้างเผือกจรดอยู่ใกล้ดาวประจำตัวเล่าเปียว บ่งบอกว่าเล่าเปียวล่วงลับเมื่อใดเมืองเกงจิ๋วก็จะตกได้แก่ท่านเมื่อนั้น ด้วยเหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจึงกล่าวคาดคะเนกับท่านว่าเมืองเกงจิ๋วและเมืองเสฉวนจะต้องตกเป็นของท่าน” เรื่องดาวเดือนอันพยากรณ์ได้จากเชิงดาราศาสตร์ที่เห็นได้ด้วยตาเปล่านั้นต้องไม่ลืมว่าลักษณาการเหล่านี้ไม่สามารถมองเห็นได้ในเขตเมือง หรือพื้นที่ที่มีเมฆหมอกปกคลุมหนาตา สภาพที่ขงเบ้ง เล่าปี่สนทนาอยู่นั้นเป็นที่สูงคือบนเทือกเขาโงลังกั๋งหรือเทือกเขามังกรหลับอย่างหนึ่ง เป็นบ้านป่าที่ไม่มีแสงไฟรบกวนอย่างหนึ่ง และเป็นค่ำคืนแรมที่ดวงดาวพราวพร่างเต็มท้องฟ้าประหนึ่งจะเอื้อมมือได้ถึงฉะนั้น ดังนั้นใครใคร่จะดูดาว จึงต้องดูในสภาพที่คล้ายคลึงกับสภาพที่ขงเบ้งชวนเล่าปี่ดูดาวนั่นแล้ว สภาพดวงดาวที่ขงเบ้งชี้และอธิบายให้เล่าปี่ดู ส่วนใหญ่เป็นเรื่องดาวประกอบ ไม่ว่าจะเป็นดาวประจำตัวโจโฉ ซุนกวน เล่าปี่ เล่าเจี้ยง เล่าเปียว ล้วนเป็นดาวที่มีระดับชั้นแค่ขุนนาง หรือขุนศึกต่างเมือง แต่ดาวประจำพระองค์พระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นขงเบ้งมุ่งเอาที่ดาวดวงหนึ่งในกลุ่มดาวจระเข้ ซึ่งเป็นเนื้อความที่สอดคล้องกับตอนเริ่มต้นสามก๊กที่ลักษณาการของดาวจระเข้ในยุคปลายสมัยพระเจ้าเลนเต้ก็ริบหรี่เศร้าหมองเช่นเดียวกัน เมื่อหลายปีก่อน มีข่าวลืออันเป็นอัปมงคลเกิดขึ้นในบ้านเมืองและแพร่กระจายขยายเข้าไปในวงการต่าง ๆ แม้กระทั่งตลาดหุ้น แต่ก็ไม่มีการแก้ข่าวหรือเปิดเผยรายละเอียดประการอื่น จึงทำให้ข่าวลือยิ่งขยายวงกว้างออกไปเป็นอันมาก ในเวลานั้นคุณชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย นักปราศรัยชื่อดังแห่งเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นคนสนิทของบุคคลสำคัญท่านหนึ่งมาสอบถามว่าข่าวลืออัปมงคลนี้เป็นประการใด ก็ได้แต่ตอบไปว่าคนใกล้ยังไม่ล่วงรู้ ไฉนคนไกลจะล่วงรู้ได้เล่า แต่เอาเถิดเพื่อคลายความสงสัยก็จะลองไปดูเหตุการณ์บนท้องฟ้าในต่างจังหวัดให้ ว่าแล้วก็ชวนพรรคพวก 4-5 คน เร่งขึ้นไปบนภูสูงในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะเวลานั้นเป็นวันแรม 14 หรือ 15 ค่ำ ณ พื้นที่นั้นเป็นเทือกเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลระดับ 1,000 เมตร มืดสนิท ไร้แสงไฟรบกวน ปลอดโปร่ง โล่งสบาย ท้องฟ้ายามราตรีมีสภาพเฉกเดียวกันกับสภาพบนเทือกเขาโงลังกั๋งเมื่อครั้งกระโน้น ปรากฏว่าดาวจระเข้ดวงนั้นยังคงผ่องใส ไม่มีวี่แววว่าจะร่วงโรยหรือริบหรี่ดับแสงแต่ประการใด ดังนั้นเมื่อกลับลงมาแล้วจึงได้เขียนบทความลงในเว็บไซต์ www.paisalvision.com ในหัวข้อเรื่องว่าดาวประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ยังคงผ่องใส บรรดาท่านผู้จงรักภักดีทั้งหลายและมิตรรักนักเพลงทั้งหลายที่ติดตามงานเขียนของสิริอัญญาผู้มีปัญญาอันน้อยต่างพากันสาธุการถวายพระพรขอจงทรงพระเจริญกันเป็นอันมาก นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน และช่วงปีนี้เล่า ในช่วงวันเดือนดับวันหนึ่งก็ได้เดินทางขึ้นภูในยามแรมจัด เพื่อดูเดือนดาวในอากาศ ก็เห็นกระจ่างชัดเช่นเดิมว่าในเวลาบัดนี้ดาวประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ผ่องใสยิ่งนัก เป็นห้วงเวลาใกล้เคียงกับผลคำนวณทางโหราศาสตร์ ที่พระราหูซึ่งท่านอุปมาว่าเป็นยักษ์ร้าย อยู่ที่ไหนเบียดเบียนถึงนั่น กำลังจะโคจรย้อนจักรราศีออกจากราศีธนูอันเป็นราศีที่สถิตของพระบรมราชลัคนา ก็มั่นใจว่าพระมหาราชเจ้าของชาวไทย พระผู้ทรงทศพิธราชธรรม ทรงเป็นทั้งสมมติเทพ อุบัติเทพ และวิสุทธิเทพพร้อม ๆ กันในพระองค์เดียว จะยังคงสถิตเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรไปอีกนาน และอาจถึงกัปดังพระราชประสงค์ด้วย. โปรดติดตามตอนต่อไป
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."
|
|||||||||||||||||||||||||||





