|
การปฏิรูปประเทศไทยในทัศนะทางโหราศาสตร์ |
|
|
|
พูดจาภาษาโหร
|
|
เขียนโดย ดิลก แสงอุทัย
|
|
วันอังคารที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔:๕๔ น. |
|
กรุงเทพพระมหานคร นับแต่สร้างกรุงในปี ๒๓๒๕ มาจนปัจจุบันนั้นได้เกิดวิกฤตความวุ่นวายมามากมายหลายครั้ง โดยวิกฤตปัญหาในแต่ละครั้งนั้น บางปัญหาก็สามารถแก้ไขให้สำเร็จเสร็จสิ้นลงไปได้ บางปัญหาก็ยังหมักหมมสะสมกันมาจนถึงปัจจุบัน “โดยปัญหาที่แท้จริงของบ้านเมืองนั้นคืออะไรและจะแก้ไขอย่างไรนั้น ยังเป็นสิ่งที่จะต้องถกเถียงกันต่อไป”
วิกฤตทางการเมืองในช่วงระยะสิบกว่าปีที่ผ่านมานั้นนับเป็นปัญหาที่เลวร้ายที่สุดของประเทศ โดยประชาชนต่างแบ่งสี แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ต่างถือประโยชน์พวกของตนเป็นที่ตั่งหาได้เอาประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั่ง ประชาชนคนไทยด้วยกันต่างห้ำหั่นกันราวกับว่าเป็นคนละเชื้อชาติกันนั้น สาเหตุของปัญหาที่แท้จริงนั้นคงจะขึ้นอยู่กับมุมมองและสมมุติฐานของแต่ละท่านหรือแต่ละฝ่าย บ้างก็ว่าโกงแต่ทำงานเก่งก็ยอมรับได้ บ้างก็ว่ารูปหล่อและพูดเก่ง ทำงานพอประมาณก็รับได้ ซึ่งต่างก็มีเหตุผลส่วนตนด้วยกันทั้งนั้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยอมรับด้วยกันทุกฝ่ายก็คือ ต่างเห็นว่าประเทศชาติมีปัญหาและจะต้องทำการปฏิรูป โดยรัฐบาลท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ได้แต่งตั่งคณะกรรมการขึ้นมาปฏิรูปประเทศไทย โดยได้เชิญผู้ที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ เช่นคุณหมอผู้ที่เป็นราษฎรอาวุโส อดีดนายกผู้ดีรัตนโกสินธุ์เป็นต้น โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะทำการปฏิรูปประเทศได้สำเร็จหรือไม่อย่างไรนั้น ผลงานในอดีดของท่านเหล่านั้นก็อาจจะพอบอกได้โดยจะไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ในที่นี้ แต่อย่างไรนั้นผู้เขียนจะใช้ทัศนะในทางโหราศาสตร์มาวิเคราะห์ในเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยไม่ต้องรอผลจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ตามสมควรแก่ผู้ที่สนใจ
ดาวพระเคราะห์กับการปฏิรูป
ดาวพระเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาลมีมากมายหลายล้านดวง ในอดีดที่เทคโนโนยียังไม่เจริญเท่าที่ควรนั้น บุราณาจารย์ท่านใช้ดาวพระเคราะห์เพียง ๗ ดวงมาทำนาย ดังที่กล่าวไว้ในคัมภัร์พฤหัตชาดกซึ่งเป็นคัมภีร์เก่าแก่นับพันปีว่า “เคราะห์ ปะระมะโกตะ ยะหะ มุขยะ สัปตะ” แปลว่า “ดวงดาวมีนับล้าน แต่มีดาวที่เป็นใหญ่เพียง ๗ ดวง” ต่อมาเมื่อมีเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับวิชาโหราศาสตร์ มีการประดิษฐ์กล้องดูดาวขึ้นมา โหรทางตะวันตกจึงนำดาวที่ค้นพบใหม่เช่น ดาวมฤตยู ดาวเนปจูน และดาวพลูโตมาใช้ในการทำนายเพิ่มเติม โดยครูบาอาจารย์ฝ่ายไทยบางสำนักก็ได้นำมาใช้ในการทำนายร่วมกับดาวพระเคราะห์เดิมด้วย โดยดาวพระเคราะห์ที่บ่งบอกถึงการปฏิรูป การเปลี่ยนแปลง การพัฒนา ฯลฯ นั้น “ดาวมฤตยูและดาวพลูโต” จะเป็นดาวที่จะต้องพิจารณาในอันดับต้น ๆ
ดาวมฤตยูถูกค้นพบเมื่อ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๒๔ ก่อนตั่งกรุงเทพมหานครเพียงปีเดียว โดยในชาตาที่มีดาวดวงนี้มีอิทธิพลอยู่มักจะเป็นผู้ที่ชอบการปฏิวัติ การเปลี่ยนแปลง การไม่พอใจในสิ่งเก่าก่อน และยิ่งถ้าดาวดวงนี้อยู่ในตำแหน่งโยคเกณฑ์ที่ดีด้วยแล้ว บุคคลผู้นั้นจะเป็นคนที่มีหัวคิดสมัยใหม่ มีความคิดก้าวหน้า สนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโนยี ผู้ที่มีรู้ในทางโหราศาตร์ก็มักจะมีดาวดวงนี้อยู่ในตำแหน่งที่เด่นเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม ดวงชาตาที่มีดาวดวงนี้ทำมุมโยคร้าย สิ่งดีๆดังที่กล่าวมาจะกลายเป็นตรงกันข้าม บุคคลผู้นั้นมักจะดื้อรั้น ชอบขัดแย้งกับผู้อื่น อารมณ์รุนแรงเป็นต้น แต่กล่าวโดยสรุปนั้น ดาวพระเคราะห์ดวงนี้อาจจะไม่ตรงกับการปฏิรูปที่กำลังเกิดขึ้นมากนักเพราะว่าดาวมฤตยูจรไปอยู่ในภพวินาศน์ อีกทั้งยังทำมุมโยคร้ายกับดาวเดิมด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่ดาวที่ให้คุณหรือส่งผลในการปฏิรูปในขณะนี้
ดาวพลูโตเป็นดาวที่ค้นพบก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียง ๒ ปี กล่าวคือค้นพบในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ โดยความหมายของดาวดวงนี้ก็คือ “การทำลายเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ การปฏิรูป” ดังคำนิยามที่ว่า “ทายคุณโทษโหดร้าย ตายเกิดใหม่” ให้ทายจากดาวดวงนี้ โดยการพยากรณ์ก็ขึ้นอยู่กับโยคเกณฑ์ที่ดาวดวงนี้สัมพันธ์กับดาวอื่นเป็นหลัก และเมื่อพิจารณาดาวจรในขณะนี้จะพบว่า ดาวพลูโตได้จรอยู่ในราศีธนู ราว ๙ องศาเศษโดยดาวจะเคลื่อนที่ช้ามาก ซึ่งดาวพลูโตจะไปทำมุมโยคดี ๑๒๐ องศากับดาวอาทิตย์เดิม และไปทับดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีเดิมแบบสนิทองศา ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า “ดาวพลูโตเป็นเจ้าการในการปฏิรูปประเทศในขณะนี้” ซึ่งการโยคดีของดาวพลูโตและดาวอาทิตย์และนำไปสู่การปฏิรูปนั้น ได้เคยกล่าวไว้แล้วในบทความเรื่องดวงเมืองปี ๒๕๕๓ ตอนที่ ๑
อย่างไรก็ตามนั้น ตามธรรมชาติของดาวพลูโตคือการทำลายเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ดังนั้นเมื่อดาวพลูโตจรทับดาวเสาร์เจ้าเรือนกัมมะ (แทนรัฐบาล การบริการราชการงานเมือง ฯลฯ) และดาวพฤหัสบดีเจ้าเรือนศุภะ (แทนรัฐสภา ตัวบทกฏหมาย วงการยุติธรรม ฯลฯ) อีกทั้งดาวทั้ง ๒ ก็ยังถูกจันทรคราสเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาอีกด้วย ดังนั้น “ความหมายของเจ้าเรือนทั้งสองจะต้องถูกทำลายเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมาแทนที่” โดยเราท่านอาจจะได้เห็น “การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทั้งตัวบทกฎหมาย รัฐสภา วงการยุติธรรม ตลอดจนที่มาที่ไปของรัฐบาลในระยะเวลาอันใกล้นี้”
ในเรื่องการโคจรของดาวพลูโตนั้นก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า ดาวดวงนี้จะมีผลในการพยากรณ์หรือไม่เพราะว่าดาวได้โคจรออกไปจากจักรราศีตั่งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๕ แล้ว แต่ทว่า “ดาวจะจรกลับเข้ามาในจักรราศีอีกครั้งใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ หรือในปีหน้าซึ่งจะสอดคล้องกับช่วงเวลาในการปฏิรูปพอดี” ดังนั้นเราคงจะคาดหวังในเรื่องการปฏิรูปประเทศจากอิทธิพลของดาวดวงนี้ได้พอควร
ผลของการปฏิรูป
ในการพิจารณาดวงชาตาใดๆนั้นจะต้องพิจารณาทั้งดวงเดิมและดาวจรมาประกอบกัน ซึ่งในการปฏิรูปประเทศก็เช่นกัน ก็จะต้องพิจารณาดวงเดิมมาประกอบด้วย โดยไม่ว่าองค์กรหรือหน่วยงานใด ถ้าจำเป็นจะต้องปฏิรูปก็แสดงว่าองค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆมีปัญหา ประเทศก็เช่นกันเมื่อจะทำการปฏิรูปก็แสดงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในประเทศ แต่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่ทางรัฐบาลตั่งขึ้นมาหลายคณะนั้น ดูเสมือนว่าทางรัฐบาลยังไม่แน่ใจหรือยังไม่รู้ว่าปัญหาจริงๆของบ้านเมืองคืออะไร ดังนั้นเราท่านที่ติดตามดูอยู่จึงเกิดความสับสนว่ารัฐบาลต้องการจะทำหรือปฏิรูปอะไรกันแน่
อย่างไรก็ตามถ้าพิจารณาจากพื้นดวงเดิมของประเทศแล้วจะพบว่า ภพที่มีปัญหาและเป็นสาเหตุของวิกฤตต่างๆของบ้านเมืองก็คือ “ภพศุภะ” โดยความหมายพอสังเขปของภพนี้ก็คือ “การศาสนา ศีลธรรม ตัวบทกฎหมาย รัฐสภา วงการยุติธรรม เช่นทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ซึ่งอาจจะรวมไปถึงตำรวจที่เป็นผู้รักษากฎหมายอีกด้วย” โดยดาวพฤหัสบดีนั้น นอกจากจะเป็นดาวเจ้าเรือนภพที่ ๙ แล้ว ยังเป็นดาวที่มีความสำคัญมากที่สุดในดวงชาตา โดยดาวพฤหัสบดีในดวงเมืองนั้น “เสื่อม” หรืออ่อนกำลังมาก ซึ่งได้อธิบายความหมายของดาวพฤหัสบดีของดวงเมืองไว้โดยละเอียดแล้วในบทความเรื่อง “ดาวพฤหัสบดีเสื่อม ความยุติธรรมเสื่อม” โดยท่านที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ http://www.paisalvision.com/content/2008-12-08-03-15-07/3158-2009-10-06-03-31-55.html
ดังนั้นเมื่อดาวพฤหัสบดีเสื่อมเสียแล้ว จึงไม่แปลกใจที่บ้านเมืองของเราจะเต็มไปด้วยพระทุศีล อลัชชีจำนวนมาก มีการแปลงบุญให้เป็นเงิน มีการขายบุญ ฯลฯ ในวงการยุติธรรมโดยเรื่องตั่งแต่หัวขบวน หรือตำรวจก็ดีแต่รีดไถชาวบ้าน ทำคดีได้แค่ปลาซิวปลาสร้อย หาได้เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตามชื่อที่กล่าวขานไม่ ในเรื่องตัวบทกฎหมายหรือรัฐสภานั้น ท่าน ส.ส.ผู้ทรงเกียรติทั้งหลายนั้นก็เห็นแต่ประท้วงกันไปมา อภิปรายวกวน หลอกด่ากันแล้วมาขอถอนซึ่งดูไม่ต่างกับการเล่นปาหี่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัญหาที่แท้จริงของประเทศก็คือ “ปัญหาทางศีลธรรม” นั่นเอง ดังนั้น “ถ้าจะปฏิรูปประเทศก็ต้องปฏิรูปศีลธรรมของคนในชาติ” ซึ่งถ้าดูจากพื้นดวงเดิมแล้วคงเป็นไปได้ยาก
กล่าวโดยสรุปก็คือ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่ตั่งขึ้นมานั้น คงเป็นเพียงแค่พิธีกรรมอันหนึ่งที่ไม่แตกต่างไปจากการตั่ง สสร.เพื่อร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐ และ ๕๐ หรือการตั่งคณะกรรมการชุดอื่นๆที่ผ่านมา โดยไม่ว่าจะมีกฎเกณฑ์หรือวิธีการที่ดีอย่างไร “แต่ถ้าผู้ปฏิบัตินั้นไร้ซึ่งศีลธรรมเสียแล้ว ปัญหาของประเทศก็ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้” แต่อย่างไรก็ตามผลดีจากการปฏิรูปคงมีแค่ชั่วคราว คือในช่วงที่ดาวส่งกระแสอยู่ แต่จะหวังให้จีรังยั่งยื่นนั้นคงเป็นไปได้ยากเพราะพื้นดวงเดิมของประเทศเป็นเช่นนี้
อ้างอิง . แนวทางศึกษาโหราศาสตร์ อ.เทพย์ สาริกบุตร
|