|
จันทรคราสกับการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล |
|
|
|
พูดจาภาษาโหร
|
|
เขียนโดย ดิลก แสงอุทัย
|
|
วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๔๓ น. |
|
จากที่ได้นำเสนอบทความเรื่อง “ดวงเมือง ปี ๒๕๕๓” ได้ ๒ ตอนแล้ว โดยได้พยากรณ์สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ทางดวงดาวต่างๆที่มาต้องกับดาวเดิมของดวงเมืองเมื่อครั้งสร้างกรุง ซึ่งได้อธิบายไปจนถึงเดือนกรกฎาคม โดยคาดว่าบทความเรื่องดวงเมืองนั้นจะสรุปให้จบได้ภายใน ๔ ตอน อย่างไรก็ตามในเดือนมิถุนายนนี้ มีปรากฏการณ์ทางดวงดาวที่สำคัญและน่าสนใจมาก ดังนั้นผู้เขียนจึงนำมาอธิบายแยกไว้ต่างหากเพื่อที่จะรวบรวมเนื้อหาสาระต่างๆ ให้ครบถ้วนได้มากยิ่งขึ้น
จากปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๓ ตามแนวทางท่านอ.เทพย์ สาริกบุตรได้คำนวณการเกิดคราสในเดือนมิถุนายนไว้ว่า “ วันเสาร์ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๓ จันทรเพ็ญปุรณมี เกิดจันทรคราส ณ ราศีธนู ที่ ๑๐ องศา ๔๖ ลิปดา เวลา ๑๘.๓๑ น” ซึ่งคำทำนายประจำวันของคณะครูบาอาจารย์ผู้ทำปฏิทินท่านก็ทำนายเกี่ยวกับ “ภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติทางอากาศ และอุบัติเหตุใหญ่ๆ” ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดได้ในช่วงนั้น
อันที่จริงปรากฏการณ์เรื่องจันทรคราส รวมถึงปรากฏการณ์อื่นๆทางดวงดาว เช่นดาวดับ ดาวเพ็ญ ดาวโคจรวิกลคติ ฯลฯ นั้น ก็ล้วนแต่เป็น “ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติธรรมดาๆ” ที่เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวกันในทำนองเหยียดหยันดูหมิ่นดูแคลนบรรดานักโหราศาสตร์ “แต่ประเด็นนั้นอยู่ที่ว่า ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติธรรมดาๆที่ว่านี้ มีผลกระทบกับชาตาของคนเราหรือไม่อย่างไรเท่านั้นเอง”
และก็เป็นปกติ เมื่อใดก็ตามที่มีปรากฏการณ์สำคัญๆทางดวงดาว เช่นจันทรคราส สุริยคราสเกิดขึ้น เมื่อนั้นก็จะมีนักฉวยโอกาส เกาะกระแสมาทำนายทายทักให้เป็นที่หวาดกลัวของผู้ที่ไม่รู้หรือไม่เคยศึกษาโหราศาสตร์มาก่อน ซึ่งในครั้งนี้ก็จะต้องมีอีกเช่นกัน
อันที่จริงมูลเหตุแห่งการเกิดคราส ผลที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนวิธัการบำบัดคราสในมิติทางโหราศาสตร์นั้น ผู้เขียนเคยได้อธิบายไว้อย่างละเอียดแล้วในบทความเรื่อง “คราสทางโหราศาสตร์” ตั่งแต่เดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๒ โดยจะไม่ขอกล่าวซ้ำอีก ท่านที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ http://www.paisalvision.com/content/2008-12-08-03-15-07/2473-2009-07-09-11-23-07.html
ผลของจันทรคราสในเดือนมิถุนายน
คราสหรือปรากฏการณ์ทางดวงดาวอื่นๆจะมีผลกับชาตาคนหรือชาตาเมืองหรือไม่อย่างไรนั้น “สำคัญอยู่ที่สมผุสองศาว่าไปต้องกับดาวเดิมหรือไม่” โดยสมผุสองศายิ่งใกล้มากเท่าไร ผลก็จะเกิดขึ้นมากเท่านั้น ซึ้งโดยทั่วไปจะใช้หลักองศาของนวางค์มาพิจารณา “แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าสมผุสองศาจะตรงกับดาวเดิม แต่บุราณาจารย์ท่านก็มีเกณฑ์ข้อยกเว้นไว้บางประการ ซึ่งอาจจะไม่เกิดผลใดๆเลยก็ได้” โดยท่านที่สนใจสามารถค้นคว้าศึกษาได้จากตำราท่านอ.เทพย์ สาริกบุตรซึ่งท่านได้กล่าวไว้หลายเล่ม หรือจากตำราท่านอ.ประจวบ วัชรปาน ก็กล่าวไว้เช่นกัน
จันทรคราสที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน “ณ ราศีธนู ที่ ๑๐ องศา ๔๖ ลิปดา” นี้ไปกระทบกับกับดวงชาตาของดวงเมืองและผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองหลายท่าน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ดวงชาตาอยู่ในเกณฑ์อันตรายและมีโอกาสเกิดเหตุไม่คาดฝันได้มาก
พิจารณาที่ดวงเมืองจะพบว่า สมผุสองศาของจันทรคราสจะไปทับดาวเสาร์เจ้าเรือนกัมมะ (แทนรัฐบาล) แบบสนิทองศา กล่าวคือดาวเสาร์เดิมสถิตย์ ณ ราศีธนู ที่ ๑๐ องศา ๑๘ ลิปดา และในขณะเดียวกันดาวพฤหัสบดีเจ้าเรือนศุภะ (แทนตัวบทกฏหมาย รัฐสภา ฯลฯ) ก็อยู่ในขอบข่ายที่ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยจุดที่เกิดคราสยังไปเล็งดาวมฤตยูที่สถิตย์อยู่ ณ ราศีเมถุนอีกด้วย
สิ่งที่น่าสนใจมากในการเกิดคราสในครั้งนี้ก็คือ ในวันเดียวกันนั้นได้เกิดปรากฏการณ์ที่สำคัญมากอันหนึ่งคือ “ดาวพลูโตที่กำลังโคจรพักร (ถอยหลัง) เกิดเล็งกับดาวอาทิตย์ เกิดปรากฏการณ์พลูโตเพ็ญขึ้นในตำแหน่งเดียวกันกับตำแหน่งที่เกิดคราสพอดี คือ ณ ราศีธนู ที่ ๑๐ องศา ๖ ลิปดา” โดยลำพังเพียงแค่คราสอย่างเดียว ผู้ที่มีดวงชาตาไปต้องกับตำแหน่งคราสนั้นก็เอาตัวรอดยากอยู่แล้ว แต่ในครั้งนี้มีดาวพลูโตที่แทนได้กับ “การก่อการร้าย การทำลายล้างเพื่อที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ ความตาย ฯลฯ” โดยครูบาอาจารย์ท่านให้นิยามของดาวดวงนี้ว่า “ทายคุณโทษโหดร้าย ตายเกิดใหม่” หรือบางท่านก็เรียกดาวดวงนี้ว่า “ดาวยมเทพ” ซึ่งล้วนแต่มีความหมายไปในทางร้ายทั้งสิ้น โดยดาวพลูโตจะมาเพิ่มความรุนแรงให้กับจันทรคราสในครั้งนี้
พิจารณาดาวเดิมของดวงเมืองที่ถูกคราสจะพบว่า ดาวเสาร์จรเกาะนวางค์ของตนเองซึ่งจะพอมีกำลังมาต้านทานได้บ้าง ส่วนดาวพฤหัสบดีถึงแม้ว่าจรเป็นเกษตร์ในราศีจักร แต่ก็เกาะนวางค์พุธ กันย์ เป็นปรเกษตร์ในดวงนวางค์ ดังนั้นดาวพฤหัสบดีจึงอ่อนกำลัง ต้านทานไม่ได้
และพิจารณาดาวจรอื่นๆที่มากระทบกับดาวเดิมนั้น ดาวอังคารบาปพระเคราะห์ได้เกณฑ์ ๘ ทำมุมโยคร้ายไปทับดาวพุธเดิมในราศีมินแบบสนิทองศารออยู่แล้ว ส่วนดาวพุธจรเองก็จรมาทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศากับทั้งดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีเดิม และจะ “ดับ” ในอีกสองวันข้างหน้า ดาวพฤหัสบดีจรเองก็ทำมุมโยคร้าย ๙๐ องศากับดาวมฤตยู ดาวเสาร์ และดาวพฤหัสบดีเดิม และดาวเสาร์จรก็ยังคงทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศากับดาวศุกร์เดิม โดยดาวมฤตยูจรมาทำมุมโยคร้าย ๙๐ องศากับตัวเอง และดาวพฤหัสบดีเดิม ซึ่งจะเห็นได้ว่า “ดาวจรในขณะนั้น ได้จรมาทำมุมโยคร้ายกับดาวเดิมเกือบทั้งหมด”
สิ่งที่น่าพิจารณาอีกตำแหน่งก็คือ “ราหูสารัมภ์” ได้จรวิกลคติมณฑ์ (หยุดนิ่ง) ที่ ๑๗ องศา ๕๒ ลิปดาในช่วงเวลานั้นพอดี โดยจุดที่หยุดนิ่งนี้ ไปทับจุดศูนย์กลางภพ ๙ หรือภพศุภะ (แทนตัวบทกฏหมาย รัฐสภา ฯลฯ) ตามดวงแบบภวจักร (ราหูสารัมภ์หรือ True Node สามารถโคจรวิกลคติได้เช่นเดียวกับดาวอื่นๆ)
ดังนั้นจะพยากรณ์ได้ว่า “จะมีการเปลียนแปลงขนาดใหญ่ในการรัฐบาล ตลอดจนรัฐสภา ซึ่งการเปลียนแปลงนี้ไม่สู่จะเป็นไปตามวิธีปกตินัก หรือก็หมายความว่ามีโอกาสที่จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารได้สูงมาก” แต่อย่างไรก็ตามในขณะนั้น “ดาวพฤหัสบดีประธานฝ่ายศุภเคราะห์ส่งแสงมาที่ดาวจันทร์เดิมของดวงเมือง” ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นในเหตุเภทภัยเนื่องจากคราส ดังนั้น “ผลร้ายต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น จึงน่าที่จะควบคุมดูแลไม่ให้รุนแรงได้”
พิจารณาย้อนหลังไปเมื่อครั้งที่เกิดรัฐประหารครั้งล่าสุดในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จะพบว่าอยู่ในช่วงที่เกิดคราสเช่นกัน โดยจะเกิดสุริยคราสในวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๙ และดาวจรในขณะนั้นก็ล้วนแต่ทำมุมโยคร้ายกับดาวเดิมเกือบทั้งหมดเช่นกัน
จากที่เคยได้กล่าวไว้ในบทความเรื่องคราสทางโหราศาสตร์แล้วว่า ผลของคราสนั้นจะมีโอกาสเกิดขึ้น ๒ ช่วง กล่าวคือช่วงแรกคือช่วงที่เกิดคราสจริงๆ โดยบางท่านใช้หลักเกณฑ์เดียวกับกฏการให้ฤกษ์คือ หน้าและหลังเกิดคราส ๗ วัน หรือที่ท่านเรียกว่า “หน้าสัตวารัง หลังสัตวารี” และช่วงที่ ๒ ก็คือช่วงที่มีดาวบาปพระเคราห์จรมาซ้ำในตำแหน่งที่เกิดคราสนั้น
ดังนั้นผลของคราสที่จะเกิดในเดือนมิถุนายนนั้น “จึงมีโอกาสจะปะทุขึ้นมาอีกครั้งในช่วงต้นเดือนสิงหาคม” กล่าวคือในช่วงนั้นดาวอังคารจะจรอยู่ที่ราศีกันย์ และจะเกณฑ์ ๔ ส่งแสงไปที่ราศีธนูในตำแหน่งที่เกิดคราสพอดี โดยจะขอกล่าวผลที่น่าจะเกิดในเดือนสิงหาคมในภายหลัง และอีกครั้งหนึ่งคือ”ช่วงต้นเดือนกันยายน” โดยในช่วงนั้นดาวเสาร์จรอยู่ที่ราศีกันย์และจะเกณฑ์ ๑๐ ส่งกระแสเต็มไปที่ราศีเมถุน โดยแม้ว่าคราสจะเกิดในราศีธนู แต่สำหรับดวงชาตาที่มีดาวอยู่ที่ราศีเมถุนที่มีสมผุสองศาตรงกันก็จะถือว่าได้รับกระแสของคราสแบบเต็มที่เช่นเดียวกัน
เมื่อพิจารณาดวงผู้นำทางการเมืองทั้งสองฝ่ายในขณะนี้ ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ และ นช.ผู้นั้น จะพบว่า ทั้งสองล้วนแต่ถูกจันทรคราสในครั้งนี้เล่นงานเหมือนกัน กล่าวคือนายกฯอภิสิทธิ์มีดาวอังคารและราหูสารัมภ์กุมกันอยู่แบบสนิทองศาในราศีเมถุนที่ราว ๘ องศาเศษ โดยตามพื้นดวงของท่านนายกฯนั้น พระเคราะห์สองดวงนี้เป็นจุดบ่อนเบียฬทำลายดวงชาตาอย่างมาก และเมื่อวางลัคนาของท่านนายกฯที่ราศีกรกฎ ดาวอังคารจะเป็นเจ้าเรือนกัมมะ (แทนตำแหน่งหน้าที่การงาน เกียรติยศชื่อเสียง) และพิจารณาจากจันทร์เดิมของท่านที่สถิตย์ในราศีพฤษก ดาวอังคารจะเป็นเจ้าเรือนปัตนิ (แทนคู่ครอง หรือหุ้นส่วน หรือก็คือพรรคร่วมรัฐบาล) จะพบว่า “ดวงชาตาของท่านนายกฯจะไปสอดคล้องกับดวงเมืองพอดี” ซึ่งถือว่าอันตรายมาก อีกทั้งราศีเมถุนก็เป็นภพวินาศน์ (แทนศัตรูลับๆ การลอบทำร้าย) จากลัคนาอีกด้วย ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยผลอาจจะเกิดขึ้นได้ในสองช่วงดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
แต่อย่างไรก็ตาม “ดาวพฤหัสบดีจรได้ส่งแสงมาที่ลัคนาในราศีกรกฎ” ดังนั้นตัวท่านนายกฯเองคงจะไม่เป็นไรมากนัก
ส่วน นช.ผู้นั้น มีดาวอังคารและดาวมฤตยูกุมกันอยู่ในราศีเมถุนในสมผุสองศาที่ถูกคราสเช่นเดียวกันกับนายกฯอภิสิทธิ์ ดังนั้น “จึงมีโอกาสที่จะได้รับผลกรรมที่ได้กระทำไว้ในช่วงระยะเวลาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นช.ผู้นี้ก็ยังมีบุญเก่าเหลืออยู่พอสมควร กล่าวคือ “ดาวพฤหัสบดีจรได้ส่งแสงมาที่จันทร์เดิมของ นช.ผู้นั้น” ดังนั้นผลกรรมที่ นช.ผู้นั้นควรจะได้รับจึงพอทุเลาเบาบางไปได้มากทีเดียว
จันทรคราสที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ ยังไปต้องกับดวงชาตาของผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองท่านอื่นอีกด้วย แต่ผู้เขียนขอละที่จะกล่าวในที่สาธารณะเช่นนี้
กล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับผลของคราสในครั้งนี้ ผลร้ายน่าจะรุนแรงกว่าปกติเพราะมีดาวพลูโตมาร่วมด้วย อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวก็จะเกิดดาวพุธดับในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ดังนั้นความวุ่นวายต่างๆในบ้านเมืองคงจะหลีกเลียงได้ยาก และผลร้ายนั้นมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ ๒ ช่วง
โดยในดวงชาตาคนทั่วไปนั้น ผู้ที่เกิดช่วงปลายเดือนมิถุนายน และปลายเดือนธันวาคมจะมีดาวอาทิตย์สถิตย์ในตำแหน่งที่ถูกคราสพอดี ดังนั้นจึงควรที่จะต้องระมัดระวังตัว หลีกเลียงการเดินทางไกลหรืองานที่เกิดความเสี่ยง โดยจะต้องไม่ประมาทเมื่อจะทำการสิ่งใดๆ
ในการพยากรณ์โดยใช้วิชาโหราศาสตร์นั้น ดวงดาวก็เปรียบเสมือนแผนที่บุญและกรรมของเราท่านทั้งหลาย โดยดาวจะบอกเราท่านได้ว่าเมื่อไหร่จะได้รับผลของบุญและกรรมที่ได้สร้างกันไว้ โดยเมื่อเรารู้แผนที่กรรมของเราแล้ว เรายิ่งสมควรที่จะหมั่นสร้างคุณงามความดี สร้างกรรมดีเอาไว้เพื่อที่จะหนีมิให้กรรมชั่วได้ตามมาทัน อ้างอิง ๑. ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๓ ตามแนวทางท่าน อ.เทพย์ สาริกบุตร
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๑:๐๔ น. |