ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระสัญญาวิปลาสจริงหรือ? พิมพ์ อีเมล
พูดจาภาษาโหร
เขียนโดย พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์   
วันศุกร์ที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๙:๓๖ น.


     จากการคำนวณโดยใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ซึ่งได้แก่ จดหมายเหตุโหรประขุมพระราชพงศาวดารฯ กับหลักฐานการศึกษาค้นคว้าจากท่านผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ปรากฏในหนังสือ “การเมืองไทย สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” และ “กรุงแตก, พระเจ้าตาก และประวัติศาสตร์ไทย ที่ปรากฏในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ ประกอบกับการคำนวณ และพยากรณ์ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ดวงดาว น่าเชื่อว่า วันพระราชสมภพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตรงกับวันเดือนปีทางจันทรคติคือ วันอังคาร แรม ๔ ค่ำ เดือน ๕ ปีขาล จุลศักราช ๑๐๗๖ ซึ่งตรงกับวันเดือนปีทางสุริยคติ คือ วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๒๗๗ ทางสุริยคติ 

    
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตราธิราชไทยเมื่อวันอังคาร แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย จุลศักราช ๑๑๓๐ ซึ่งผมได้คำนวณวันเดือนปีทางสุริยคติตามปฏิทินสากลโดยใช้ข้อมูลปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สามารถคำนวณตรวจสอบย้อนหลังไปได้คือ วันเดือนปีที่เกิดจันทรุปราคาที่เกิดขึ้นก่อนวันปราบดาภิเษก กับวันเดือนปีที่เกิดแผ่นดินไหวในวันปราบดาภิเษก (ประการหลังนี้ได้รับการยืนยันจากคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยแล้ว) ว่า ตรงกับวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๑๑ ก่อนหน้าวันรัฐพิธี “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” คือ วันที่ ๒๘ ธันวาคม ไปหนึ่งวัน และสิ้นรัชกาลของพระองค์ท่านเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ รวมระยะเวลาการครองราชย์ ๑๔ ปี กับ ๔ เดือนเศษ 

     เมื่อใกล้จะสิ้นรัชกาล ได้มีการกล่าวขานกันมากว่า พระองค์ท่านทรงมีพระสัญญาวิปลาสเนื่องจากทรงเคร่งเครียดกับการศึกสงคราม การเศรษฐกิจของประเทศ และทรงเจริญพระกรรมฐานมากเกินไป และยังมีการโจษขานเล่าลือกันเกี่ยวกับการเสด็จสวรรคตของพระองค์ท่านในรูปแบบต่างๆ ที่ผิดแผกแตกต่างจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย 

     เรื่องข่าวลือที่ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงมีพระสัญญาวิปลาสในตอนปลายรัชกาลนั้น ข้อความเนื้อหาสาระที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นผลงานการศึกษาค้นคว้าของผมตามหลักพุทธวิทยา ซึ่งเป็นการมองในอีกแง่มุมหนึ่ง และอาจจะใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ชาติไทยของท่านที่สนใจทั้งในปัจจุบัน และอนาคต ได้ไม่มากก็น้อย 

     สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นลูกหลานจีนแต้จิ๋ว เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ เจ้าพระยาจักรีได้นำพระองค์ท่านไปฝากพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาสน์ จึงทรงดำรงชีวิตอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนาในลักษณะเด็กวัด เมื่อทรงเจริญพรรษาถึงวัยอันควร พระองค์ท่านก็ได้ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีเรื่องเล่ากันมาว่า สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้ทรงมีความสนิทสนมกับพระองค์ท่านมาก่อน ในระหว่างที่อุปสมบทแม้ว่าจะอยู่กันคนละวัด แต่ก็ออกบิณฑบาตในวังหลวงพร้อมกัน และได้พบปะพูดคุยกันอยู่เสมอ ทั้งสองพระองค์ได้พบซินแสหมอดูชาวจีน ซึ่งได้ทำนายว่า ทั้งสองพระองค์จะได้เป็นกษัตริย์ในภายหน้า 

     ได้ปรากฏหลักฐานแน่ชัดในเอกสารประวัติศาสตร์คือ ประชุมพระราชพงศาวดารและจดหมายต่างๆ รวมทั้งรายงานของบาทหลวงชาวต่างประเทศที่ได้บันทึกไว้ในสมัยนั้นที่กล่าวถึงเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ใฝ่พระทัยในพระพุทธศาสนา ทรงสนพระทัยศึกษาปฏิบัติธรรมตามแนวคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ได้ทรงสะสมบุญบารมีมาโดยตลอดจนวาระที่สุดของพระชนมชีพไว้ดังนี้

     “.....พระเจ้ากรุงธนบุรีทางแสดงพระองค์ยิ่งกว่าอัครพุทธศาสนูปถัมภกอันเป็นบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่ต้นรัชกาลแล้ว หลังศึกอะแซหวุ่นกี้ มีหลักฐานว่า ทรงใฝ่พระทัยในทางศาสนายิ่งขึ้น.....ลักษณะที่ทรงใฝ่พระทัยในทางศาสนานั้น พระราชพงศาวดารกล่าวว่า เสด็จไปเจริญพระกรรมฐาน ณ พระอุโบสถวัดบางยี่เรือใต้ นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๑๙.... 

     .....อิทธิปาฏิหาริย์จากความสำเร็จทางด้านจิตเนื่องจากเจริญพระกรรมฐานนี้ มี
กล่าวถึงในหลักฐานของชาวฝรั่งเศส และเดนมาร์ก ซึ่งก็ย่อมบรรยายอิทธิปาฏิหาริย์นี้ในรูปที่เป็นของเหลวไหลไร้สติตามคติความเชื่อของชาวตะวันตกในยุคนั้น..... 

     ......ในปี พ.ศ.๒๓๒๒ อันเป็นปีที่บาทหลวงเขียนรายงาน.....นักธรรมชาติวิทยาชาวเดนมาร์กชื่อ ดร. กุนิค ได้กล่าวถึงความพยายามทางศาสนาของพระเจ้ากรุงธนบุรีไว้ในทำนองเดียวกัน (ว่า)
 

      ......พระองค์ทรงเชื่อตามลัทธิศาสนาของคนไทยว่า วันหนึ่งพระองค์จะเป็นพระเจ้า (บรรลุพุทธธรรมหรืออรหัตผล) ความสามารถในการกำหนดลมหายใจให้ละเอียดจนกระทั่งสามารถสังเกตเห็นอาการเคลื่อนไหวใดๆ ของกลางท้องได้.....ประกอบด้วยความสามารถในการนั่งนิ่งได้จริงๆ เป็นชั่วโมง...ด้วยท่าทำสมาธิ......” (๑) 

     โดยที่ผมได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมมามากพอสมควร จึงเชื่อมั่นว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงเจริญพระกรรมฐานด้วยพระราชศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา จนกระทั่งได้ทรงบรรลุมัคคญาณ ผลญาณระดับหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นอริยบุคคล ส่วนจะบรรลุถึงระดับโสดาบันหรือเหนือกว่าระดับใดนั้น พระองค์ท่านเท่านั้นที่จะทรงทราบ 

     นับตั้งแต่เริ่มกอบกู้เอกราชชาติไทยไปจวบจนสิ้นรัชกาล สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงปฏิบัติพระองค์ในลักษณะที่ผิดแผกจากพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ทรงปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนในลักษณะพ่อกับลูก ทรงใช้สรรพนามแทนพระองค์ว่า “พ่อ” และแทนประชาชนกับข้าราชการข้าทหารน้อยใหญ่ว่า “ลูก” ทุกครั้ง ทรงห่วงใยในความทุกข์เดือดร้อนที่พสกนิกรกำลังประสบอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดหลังจากที่ต้องเสียกรุงแก่พม่าข้าศึก จนกระทั่งต้องเสด็จฯ ออกแจกจ่ายข้าวแก่ราษฎรด้วยพระองค์เอง แสดงให้เห็นว่า ได้ทรงยึดมั่นอยู่ในพรหมวิหารสี่อย่างแท้จริง บาทหลวงฝรั่งเศสผู้หนึ่งชื่อ ปาลเลกัวซ์ มีความประทับใจในพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง และได้กล่าวสรรเสริญโดยได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในปี พ.ศ.๒๓๑๕ ว่า 

      “.....พระเจ้าตากหาได้ทรงประพฤติเหมือนอย่างพระเจ้าแผ่นดินก่อนๆ ไม่....... ไม่ทรงเกรงว่า ถ้าเสด็จออกให้ราษฎรเห็นพระองค์ และถ้าทรงมีรับสั่งด้วยแล้ว จะทำให้เสียพระราชอำนาจลงอย่างใด เพราะพระองค์มีพระประสงค์จะทอดพระเนตรการทั้งปวงด้วยพระองค์เอง และจะทรงฟังการทั้งหลายด้วยพระกรรณของพระองค์เองทั้งสิ้น พระองค์ทรงทนทานแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทั้งทรงกล้าหาญและพระปัญญาก็เฉียบแหลม มีพระนิสัยกล้าได้กล้าเสียและพระทัยเร็ว.....” (๑) 

     หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่พม่าข้าศึกแล้ว มิใช่เฉพาะทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทองสมบัติที่พม่าได้กอบโกยรวบรวมกลับไปบ้านเมืองของตนเท่านั้น ยังได้กวาดต้อนทรัพยากรบุคคลรวมทั้งพระภิกษุสงฆ์ซึ่งทรงคุณวุฒิรอบรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกจำนวนหนึ่งเป็นเชลยด้วย นอกจากนี้ พระภิกษุสงฆ์ที่ทรงคุณวุฒิดังกล่าวอีกจำนวนหนึ่งก็ล้มหายตายจากไป เนื่องจากภัยสงคราม คัมภีร์พระไตรปิฎกก็ถูกเผาผลาญไปพร้อมกับวัดวาอาราม จึงอาจกล่าวได้ว่า เกือบจะไม่มีหลงเหลือไว้เป็นเสาหลักค้ำจุนพระพุทธศาสนาในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้เลย ในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในรัชกาลนี้ พระองค์ท่านจึงจำเป็นต้องทรงอาราธนาพระภิกษุสงฆ์เท่าที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่จากท้องถิ่นต่างๆ ไม่ห่างไกลมาแล้วพระราชทานสมณศักดิ์ตามควรแก่กรณีเพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติศาสนกิจในกรุงธนบุรี โดยที่พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้มิได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ยอมรับนับถือให้ความเคารพกันในลักษณะครูอาจารย์กับศิษย์ดังเช่นเมื่อก่อนที่จะเสียกรุง จึงเกิดการแบ่งพวกแบ่งเหล่าเกิดความแตกแยกฟ้องร้องกล่าวหากันในหมู่คณะสงฆ์อยู่บ่อยครั้ง ในด้านคุณวุฒิคุณภาพของพระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ก็มีไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือกันฟื้นฟูพัฒนากิจการพระพุทธศาสนาให้เป็นแก่นสารได้  

     ในฐานะของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงมีพระราชภาระที่จะต้องทำนุบำรุงคณะสงฆ์จนทำให้เกิดการปกครองคณะสงฆ์ตามรูปแบบของราชอาณาจักรขึ้นใหม่ ซึ่งออกจะแตกต่างจากที่พระมหากษัตริย์แต่ก่อนได้ทรงปฏิบัติมา และโดยที่พระองค์ท่านได้ทรงศึกษาและปฏิบัติธรรมจนเข้าพระทัยลึกซึ้งแตกฉาน ทั้งยังทรงประสบความสำเร็จในการเจริญวิปัสสนาภาวนาซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะตัว มิใช่ได้มาจากการเล่าเรียนตำรับตำราหรือการบวชอยู่นาน พระองค์จึงต้องทรงสละเวลาส่วนหนึ่งเพื่อการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาของราชอาณาจักรด้วยพระองค์เองเป็นพิเศษ 

     ด้วยพระปัญญาคุณของพระองค์ท่าน ในปี พ.ศ.๒๓๑๙ จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์ลักษณะและวิธีการปฏิบัติธรรมชั้นสูงที่เรียกสั้นๆว่า “ลักษณะบุญ” ขึ้น พระราชนิพนธ์นี้ได้ทรงใช้สั่งสอนพระภิกษุด้วย ในปีเดียวกันนี้ ได้ทรงบูรณะวัดบางยี่เรือนอก แล้วทรงอาราธนาพระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระมาอยู่ที่กุฏิที่ทรงสร้างถวายเป็นจำนวนมาก ทั้งยังได้เสด็จไปถวายพระบรมราโชวาทแก่พระสงฆ์ โดยอธิบายถึงวิธีที่ได้ทรงบำเพ็ญได้ให้เข้าใจถูกต้องเพื่อเป็นการบอกบุญในการปฏิบัติศาสนาสืบไปด้วย 

     นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังได้ทรงตีความเกี่ยวกับพระวินัยสิกขา และทรงออกเป็นพระราชกำหนดที่มิได้ใช้บังคับแก่ประชาชนทั่วไป แต่ทรงมุ่งหมายที่จะให้เป็นกฏข้อบังคับให้พระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติ รวมทั้งได้ทรงพระราชนิพนธ์ตำราเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติธรรม วิปัสสนาธุระและถวายพระบรมราโชวาทสั่งสอนแก่พระสงฆ์นั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงเห็นบทบาทของกษัตริย์ก้ำกึ่งไปในทางประมุขของศาสนาควบคู่กับการทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลยในสมัยกรุงศรีอยุธยา 

     การออกพระราชกำหนดที่มุ่งใช้บังคับคณะสงฆ์นี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ก็ได้ทรงถือเป็นแบบอย่าง และได้ทรงปรับปรุงเนื้อหาข้อความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ทรงระบุโทษการฝ่าฝืนไว้พร้อมเสร็จทุกมาตรา 

     วิธีการหนึ่งที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงใช้ในการทดสอบความรู้ความสามารถในคัมภีร์พระไตรปิฎกของพระภิกษุสงฆ์ได้แก่ ทรงตั้งปัญหาเพื่อให้ตอบที่เรียกว่า "ปุจฉา-วิสัชนา” ในลักษณะเดียวกับที่พระเจ้ามิลินท์ทรงปฏิบัติต่อพระนาคเสนเถระ การที่พระภิกษุสงฆ์องค์ใดไม่สามารถถวายคำตอบได้โดยถูกต้องแจ่มแจ้งในสาระสำคัญที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกก็ตาม มิได้ยึดความถูกต้องตามหลักวิชาก็ตาม พระองค์ท่านจึงจะทรงพระกรุณาถวายพระบรมราโชวาทแนะนำให้ หากทรงพิจารณาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า หมดหนทางที่จะผลักดันให้พระภิกษุสงฆ์นั้นพัฒนาตนเองได้ จึงคงจะต้องใช้มาตรการที่รุนแรงถึงขั้นปลดออกจากสมณศักดิ์ และสึกในขั้นตอนต่อไป ได้มีการกล่าวกันว่า เมื่อได้ทรงพระราชปุจฉาว่า ภิกษุจะไหว้คฤหัสถ์ที่บรรลุธรรมได้หรือไม่ เมื่อพระราชาคณะที่ทูลวิสัชนาว่าไม่ได้ก็ทรงพระพิโรธลงโทษทัณฑ์แก่ภิกษุราชาคณะและอนุจร ประหนึ่งว่าพระองค์ต้องพระราชประสงค์ให้พระภิกษุนบไหว้พระองค์ และได้มีการหยิบยกประเด็นนี้มากล่าวหาพระองค์ท่านว่า ทรงมีสติฟั่นเฟือนวิปลาส ก็ไม่ปรากฏหลักฐานที่ แน่ชัดพิสูจน์ยืนยันได้ว่า พระองค์ได้ทรงเป็นไปตามข้อกล่าวหา การบันทึกข้อความในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ว่า จะเป็นจดหมายเหตุโหร ประชุมพระราชพงศาวดาร และบันทึกคำให้การ ก็ปรากฏว่า มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนขัดแย้งกันในข้อเท็จจริงอยู่หลายครั้งหลายตอน 

     การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระราชปุจฉาว่า “ภิกษุจะไหว้คฤหัสถ์ที่บรรลุธรรมได้หรือไม่นั้น” พระองค์ท่านอาจจะทรงใช้คำศัพท์บาลีซึ่งมีความหมายถึงบุคคลที่ได้บรรลุธรรมวิเศษมีโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล และที่เหนือกว่า ซึ่งเป็นพระพุทธวจนะ (๒) ก็เป็นได้ ดังเช่น 

     อลง.โก เจปิ สมo  จเรย.ย 
     สน.โต ทน.โต นิยโต พ.รห.มจารี 
     สพ.เพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณ.ฑํ 
     โส พ.ราห.มโณ โส สมโณ ส ภิก.ขุ

     ซึ่งแปลเป็นไทยว่า

     ถึงจะแต่งกายแบบใดๆ ก็ตาม 
     ถ้าใจสงบระงับ ควบคุมตัวได้ 
     มั่นคง บริสุทธิ์ ไม่เบียดเบียนคนอื่น 
     เรียกว่า พราหมณ์ สมณะ หรือ ภิกขุ

     และ

     โยธ ปุญ.ญญ.จ ปาปญ.จ 
     พาเหต.วา พ.รห.มจริยาวา 
     สง.ขาย โลเก จรติ 
     ส เว ภิก.ขูติ วุจ.จติ 

     ซึ่งแปลเป็นไทยว่า 

     ผู้ใดละบุญละบาปทุกชนิด 
     ครองชีวิตประเสริฐสุด 
     อยู่ในโลกมนุษย์ด้วยปัญญา 
     ผู้นี้แลเรียกว่า ภิกษุ 

     จึงเป็นเหตุให้พระภิกษุสงฆ์ที่มิได้มีความรู้ลึกซึ้งในพระธรรม ในคำศัพท์บาลีเพียงพอทูลถวายคำวิสัชนาผิดพลาดไป หากพระภิกษุรูปนั้นมีสมณศักดิ์เป็นถึงพระราชาคณะ ก็เป็นการสมควรแล้วที่พระองค์ท่านจะต้องทรงปลดออกจากสมณศักดิ์เพราะจะคงไว้ก็ไม่มีประโยชน์ต่อพระบรมราโชบายของพระองค์ท่านในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา 

     ความไม่พอใจที่ถูกถอดออกจากสมณศักดิ์ การถูกจับสึก นอกจากจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการปล่อยกระพือข่าวลือออกไปจนมีการบันทึกเป็นหลักฐานจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ไว้ว่า “....พระยาตากสินได้ว่าราชการแผ่นดินครั้งนั้น กอปรไปด้วยโมหะ โลภะ มิได้ประพฤติการให้ชอบด้วยขนบบุราณ...” ซึ่งดูจะเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์ท่านที่ได้ทรงซาบซึ้งในรสพระ   ธรรมเป็นอย่างยิ่งแล้ว ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ยังได้มีเอกสารรายงานที่เขียนโดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งซึ่งมีอคติต่อหลักพระพุทธศาสนา มีความไม่พอใจโกรธแค้นที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่ทรงสนพระทัยในศาสนาอื่นจนเป็นเหตุให้การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย (โดยวิธีการโน้มน้าวพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินให้เห็นดีเห็นงามยอมรับไว้เป็นศาสนาประจำชาติดังเช่นที่ได้เคยถือเป็นแนวทางปฏิบัติมาแล้วในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ซึ่งเป็นภารกิจหลักไม่บรรลุเป้าหมายดังที่คาดคิด ทั้งมีพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมจนกระทั่งได้ถูกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงขับไล่ออกจากกรุงธนบุรีได้เขียนรายงานที่บิดเบือนข้อเท็จจริงไปในลักษณะที่ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระสติฟั่นเฟือนวิปลาส จึงเท่ากับเป็นการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟซ้ำเติมพระองค์ท่านในลักษณะเดียวกันให้เห็นเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาด้วยอีกระลอกหนึ่ง 

     ที่น่าแปลกใจประการหนึ่งคือ ในหนังสือ “สังคีติยวงศ์” ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๓๓๒ โดยพระพิมลธรรม ซึ่งเป็นภิกษุฝ่ายที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่ทรงโปรดในปลายรัชกาลก็มิได้กล่าวไว้เลยว่า พระองค์ท่านทรงเสียพระจริต 

     “.....พระพิมลธรรมหรือสมเด็จพระพนรัตน์นั้นเป็นบุคคลที่มีเหตุไม่พอใจพระเจ้ากรุงธนบุรีมา......งานที่นิพนธ์ขึ้นก็ไม่เชิงว่าเป็นงานนิพนธ์อิสระ แต่เป็นงานที่นิพนธ์ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระพุทธยอดฟ้าฯ ทั้งสิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นนักประวัติศาสตร์ประจำราชสำนัก 

     แม้ในฐานะเป็นนักประวัติศาสตร์ประจำราชสำนัก และเขียน สังคียวงศ์ ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก.....พระพิมลธรรมก็มิได้กล่าวไว้เลยแม้แต่น้อยว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีทรง เสียพระจริตฟั่นเฟือนไป.....” (๓) 

     นอกจากนี้ หลักฐานอื่นๆ ที่จะพอเชื่อถือได้ โดยเฉพาะบรรดาจดหมายเหตุโหรที่ได้บันทึกในระหว่างรัชกาล ก็ไม่มีการกล่าวทั้งโดยเปิดเผยหรือโดยนัยยะไว้เลยว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเสียพระสติอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งยังมีกล่าวไว้โดยละเอียดในจดหมายเหตุโหรฉบับรามัญด้วยว่า พระองค์ท่านได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจตามปกติอยู่จนถึงเดือน ๑๐ เดือน๑๑ พ.ศ.๒๓๒๔ ดังความว่า 

     “.....จ.ศ.๑๑๔๓ พระเจ้าแผ่นดินเมืองบางกอกทรงทำบุญตั้งแต่เข้าพรรษาครึ่งเดือน เย็บจีวร ๔๓๓ ไตรสบง ๗,๐๐๐ สงฆ์ทั้งหลายเย็บทำบุญด้วยพระเจ้าแผ่นดิน แล้วพระราชทานแก่เจ้านายและขุนนางทั้งหลายทอดพระกฐินทั่วทั้วอโยธยามิได้ว่างเว้นสักสถานหนึ่งเลย เดือน ๑๐ เดือน ๑๑ พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานเงินคนยากจนและข้าราชการน้อยใหญ่เป็นอันมาก....” (๑) 

     หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า “จดหมายรายวันทัพ” เมื่อเสด็จฯ ไปตีเมืองพุทไธมาศได้กล่าวถึงกระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งเป็นการยืนยันถึงน้ำพระทัยที่แน่วแน่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาของพระองค์ท่านอันเป็นเป้าหมายสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ไว้ดังนี้ 

     “.....เป็นความสัจแห่ง ฯข้าฯ ทำความเพียร มิได้คิดแก่กายและชีวิตครั้งนี้ จะปรารถนาสมบัติพัสถานอันใดหามิได้ ปรารถนาแต่จะให้สมณชีพราหมณ์สัตว์โลกเป็นสุข อย่าให้เบียดเบียนกัน ให้ตั้งอยู่ในธรรมปฏิบัติเพื่อจะเป็นปัจจัยแก่โพธิญาณสิ่งเดียว ถ้าและผู้ใดอาจสามารถจะอยู่ในราชสมบัติ ให้สมณพาหมณ์ประชาราษฎรเป็นสุขได้จะยกสมบัติทั้งนี้ให้แก่ผู้นั้นแล้ว ฯข้าฯ จะไปสร้างสมณธรรมแต่ผู้เดียว ถ้ามิฉะนั้นจะปรารถนาศรีษะและหทัยวัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็จะให้ผู้นั้น....” (๑) 

     สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงถือปฏิบัติเจริญรอยตามพระยุคลบาทขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาโดยตลอดพระชนมชีพ ทรงเจริญด้วยพระวิสุทธิคุณ พระปัญญาคุณและพระกรุณาธิคุณซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา การถวายพระราชสักการะต่อพระองค์ท่านไม่ว่าจะเป็นวันใด เวลาใด ย่อมบังเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติอย่างยิ่งอย่างแน่นอน.

     เอกสารอ้างอิง
     (๑) “การเมืองไทย สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี”,นิธิ เอียวศรีวงศ์,ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ
     (๒) “พุทธวจนะในธรรมบท”,เสฐียรพงษ์ วรรณปก, บริษัท อัมรินทร์พริ้นติ้งฯ
     (๓) “กรุงแตก, พระเจ้าตาก และประวัติศาสตร์ไทย”,นิธิ เอียวศรีวงศ์,ศิลปวัฒนธรรม
           ฉบับพิเศษ
              
     


 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License